อังคณา ฉะ สมยศ ขอโทษยังไงให้เหยื่อผิด นักวิชาการ ติง เปลี่ยนประเด็น ไม่มีเรื่องพฤติกรรม Grooming
จากกรณีผู้เสียหาย คุณ A ได้ออกมาเปิดเผยว่า ถูกนักกิจกรรมอาวุโส ล่วงละเมิดทางเพศ โดยไม่เคยขอโทษต่อเหตุการณ์ดังกล่าว และไม่กล้าบอกใครเนื่องจากรู้สึกอับอาย ต่อมา นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ได้ออกมาโพสต์รับผิด โดยระบุว่า
“ผมขอโทษคุณ A ที่ผมเข้าใจผิด คิดเพียงฝ่ายเดียวว่า คุณ A ให้ความยินยอม แต่ไม่ใช่ดังที่คุณ A ได้เล่าให้ฟัง หลังจากการกระทำหลายครั้ง คุณ A ย้ายมาอยู่กินด้วยกันคิดว่า ความสัมพันธ์จะราบรื่นไปด้วยกันได้ในเรื่องความรัก
คุณ A อายุ 25 ปี ผมอายุ 64 ปี มีความแตกต่างทางอายุตามที่บอกเล่า แต่เมื่อได้อยู่ร่วมกันสองปี ปีแรกยังประคับประคองไปด้วยกันได้ ปีที่สอง เป็นความสัมพันธ์ที่เแปลกแยกต่อกัน ระหว่างที่อยู่ด้วยกัน คุณ A ต้องการให้ปกปิดความสัมพันธ์ที่อยู่ด้วยกันและผมก็ร่วมปกปิดไปด้วย เราอยู่ด้วยกันและมีการทะเลาะกันและมีปากเสียงต่อกันรุนแรงมากยิ่งขึ้นจนต้องเลิกลาจากกัน”
การออกมาขอโทษดังกล่าว ทำให้มีเสียงวิจารณ์จำนวนมาก โดยเฉพาะในเรื่องการใช้ความเป็นผู้ใหญ่กดทับ หรือการ Grooming ทั้งยังนำมาซึ่งการเบลมเหยื่อ
อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ก็ได้โพสต์ให้ความเห็นกรณีดังกล่าวว่า “ปัญหาการคุกคามทางเพศในขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมือง ไม่ควรถูกมองข้ามหรือซุกไว้ใต้พรมเพียงเพราะกลัวว่าจะกระทบความงามของการต่อสู้ สิ่งที่เจ็บปวดยิ่งกว่าคือการได้เห็นอำนาจนิยมในรูปแบบเดิมๆ หวนกลับมาทำงานในพื้นที่ที่เราคิดว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัย
โดยเฉพาะการใช้อำนาจ วัยวุฒิ สถานะ และความน่าเชื่อถือของผู้ใหญ่หรือแกนนำรุ่นพี่ข่มขู่ กดทับ หรือล่วงละเมิดนักกิจกรรมหญิงรุ่นใหม่ที่เต็มไปด้วยอุดมการณ์ ความเงียบและการขอให้ “อดทนเพื่อส่วนรวม” ไม่ใช่ทางออก แต่คือการสมรู้ร่วมคิดและเปิดโอกาสให้ผู้กระทำผิดยังคงมีที่ยืนและใช้อำนาจนั้นต่อไป หากเราเรียกร้องประชาธิปไตย ความเท่าเทียม และความยุติธรรมให้สังคมภายนอกได้
เราก็ต้องกล้าที่จะสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัย เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และปฏิเสธวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดทุกรูปแบบภายในขบวนการของเราเองด้วย เพราะประชาธิปไตยที่แท้จริงจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากเรายังปล่อยให้คนที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพ กลับกลายเป็นผู้พรากความปลอดภัยไปจากผู้อื่นเสียเอง

ขณะที่ อ.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี คณะสังคมศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ก็ได้ให้ความเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “คำขอโทษของสมยศเป็นสิ่งที่คาดเดาได้อยู่แล้วว่าจะออกมาในลักษณะนี้ กล่าวคือ เป็นการเปลี่ยนประเด็นจากข้อกล่าวหาเรื่องการล่วงละเมิดและพฤติกรรมแบบ grooming ให้กลายเป็นปัญหาความสัมพันธ์ของคนสองคนที่เคยอยู่กินกัน ทะเลาะกัน และเลิกรากัน พูดให้ตรงกว่านั้นคือ เป็นการฟอกขาวความรุนแรงให้กลายเป็นเรื่องผัวเมีย
สิ่งที่เราไม่พบจากคำขอโทษคือ การยอมรับการใช้อำนาจในพฤติกรรม grooming ที่เป็นหัวใจของข้อกล่าวหา และเป็น pattern ที่ทำมานานนับทศวรรษ
ดิฉันขอแปล grooming ในบริบทของการล่วงละเมิดทางเพศว่าคือ “การล่าเหยื่อทางเพศ” หรือ “พฤติกรรมเชิงล่าเหยื่อทางเพศ” เพราะมันคือกระบวนการที่ผู้มีอำนาจมากกว่าค่อย ๆ สร้างความไว้ใจ ความผูกพัน และการพึ่งพา ผ่านการให้คำปรึกษา ให้งาน เปิดเครือข่าย รับส่ง ชื่นชม ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกพิเศษหรือสำคัญ แล้วค่อย ๆ ขยับขอบเขตความสัมพันธ์ จนการปฏิเสธหรือถอนตัวทำได้ยากขึ้น
ประเด็นจึงไม่ใช่ว่าอายุ 25 กับ 64 ปีรักกันได้หรือไม่ แต่คือ ใครมีอำนาจเหนือใคร ใครเป็นผู้ให้โอกาส งาน เครือข่าย และสถานะ และใครต้องพึ่งพาใคร และการตั้งใจใช้อำนาจนั้น ก็เพื่อเป้าประสงค์ในความสัมพันธ์ทางเพศตั้งแต่แรก
Grooming ทำให้คำถามเรื่อง consent ซับซ้อนขึ้น เพราะเสรีภาพในการพูดคำว่า “ไม่” ภายในกระบวนการที่ผูกเหยื่อเข้ากับความสัมพันธ์หลายระนาบ กลายเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย โดยเฉพาะหากการปฏิเสธอาจหมายถึงเสียงาน เสีย mentor เสียความไว้เนื้อเชื่อใจ เสียเครือข่าย หรือถูกทำให้รู้สึกว่ากำลังทรยศต่อขบวนการ ความยินยอมประเภทนี้ ถูกบีบให้เกิดขึ้นโดยที่เหยื่อรู้สึกไม่โอเค แต่ไม่รู้ว่าควรจะจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไรดี
การพูดว่า “ต่อมาเราย้ายมาอยู่ด้วยกัน” จึงไม่ได้ลบล้าง non-consent ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า และไม่ได้พิสูจน์ย้อนหลังว่าการล่วงละเมิดไม่เคยเกิดขึ้น คนที่ถูก groom บางคน อาจรัก ชื่นชม ผูกพัน หรือยังคงอยู่ในความสัมพันธ์ต่ออีกเป็นเวลานานได้ แต่ความผูกพันเหล่านี้ไม่ได้หักล้างการใช้อำนาจที่เกิดขึ้นก่อนหน้า หรือจริงๆแล้ว มันเป็นเป้าหมายของการ groom ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
แต่ปัญหาของกรณีนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคลเพียงคนเดียว เพราะ grooming ไม่ได้ดำรงอยู่ได้ด้วยความสามารถของผู้กระทำเท่านั้น มันต้องอาศัย สภาพแวดล้อมที่คุ้มครองผู้มีบารมี ด้วย
สังคมนักกิจกรรมช่วยปกป้องพฤติกรรมเช่นนี้ ด้วยการยอมให้ “คุณูปการต่อขบวนการ” อยู่เหนือการตรวจสอบ ด้วยการเปลี่ยนข้อกล่าวหาเรื่องความรุนแรงทางเพศให้กลายเป็นเรื่องส่วนตัว ด้วยการผลักภาระการระวังตัวไปไว้ที่ผู้หญิงและคนรุ่นใหม่ และด้วยทำให้การพูดถึงความรุนแรงถูกมองว่าเป็นการทำลายขบวนการ
และแน่นอน ด้วยการเรียกร้องให้ผู้กระทำออกมาขอโทษ แล้วเมื่อเขาขอโทษ บอกว่าจะไม่ทำอีก (หมายถึงจะไม่เข้าใจผิดอีก?)ก็ถือว่าเรื่องนี้จบแล้ว
คำขอโทษประเภทนี้ ไม่เปลี่ยนอำนาจ ความสัมพันธ์ทางอำนาจ ที่ผู้ล่าเหยื่อมีในขบวนการ แม้แต่น้อย เป็นการขอโทษที่ปราศจากการถูกตรวจสอบ หรือ การเปลี่ยนเงื่อนไขที่ทำให้การละเมิดทางเพศจะเกิดขึ้นได้อีก การขอโทษประเภทนี้ ไม่ใช่ accountability แต่คือพิธีกรรมชำระล้างชื่อเสียงของผู้มีอำนาจ เพื่อให้กลับเข้าสู่พื้นที่เดิมได้อีกครั้ง
สำหรับดิฉัน อันเฟรนด์บุคคลนี้ไปแล้วตั้งแต่เมื่อคืน นั่นคือสิ่งที่ทำได้ในฐานะปัจเจก แต่สำหรับขบวนการแรงงานและขบวนการประชาธิปไตย คนที่มีข้อกล่าวหาร้ายแรงเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศ และยังลดทอนสิ่งที่เกิดขึ้นให้เหลือเพียงปัญหาความสัมพันธ์ส่วนตัว ไม่ควรมีสถานะเป็นผู้นำ ไม่ควรเป็น mentor ไม่ควรเป็นผู้ให้โอกาส ไม่ควรเป็นผู้คัดเลือกคนเข้าสู่เครือข่าย และไม่ควรมีอำนาจเหนือคนรุ่นใหม่อีกต่อไป
นี่ไม่ใช่เรื่องของการ “แบน” ใครเพราะความโกรธ แต่เป็นเรื่องของ การตัดวงจรอำนาจที่ทำให้การล่าเหยื่อจะเกิดขึ้นซ้ำได้อีก
ถ้าขบวนการยังเลือกปกป้องบารมีของคนรุ่นใหญ่ มากกว่าความปลอดภัยของคนที่อำนาจน้อยกว่า ขบวนการนั้นก็ไม่มีสิทธิอ้างว่าตัวเองกำลังต่อสู้กับอำนาจนิยมอีกต่อไป”
ด้าน ธิษะณา ชุณหะวัณ อดีตส.ส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความว่า “กรณีสมยศ พฤกษาเกษมสุข สิ่งที่สังคมต้องเลิกทำเสียที คือเอาการที่ผู้เสียหายยังกลับไปหา ยังทำงานด้วย ยังเดินทางด้วย หรือยังมีความสัมพันธ์กับผู้ที่ตนกล่าวหาว่ากระทำความรุนแรง มาใช้เป็นหลักฐานว่า ‘ถ้าอย่างนั้นคงไม่ได้ถูกข่มขืนจริง’ ความรุนแรงทางเพศไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะระหว่างคนแปลกหน้า และเหยื่อไม่ได้มีพฤติกรรมแบบเดียวกันทุกคน
จากคำบอกเล่า เหตุการณ์ครั้งแรกถูกบรรยายอย่างชัดเจนว่าไม่ต้องการ ถูกบังคับ และไม่มีความยินยอม ส่วนสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นต้องมองผ่านบริบทของ grooming ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ การพึ่งพา และ trauma bonding ไม่ใช่เอาความสัมพันธ์ในภายหลังไปลบล้างการไม่มี consent ในครั้งแรก
คนที่ถามว่า ‘ถ้าถูกข่มขืนจริงแล้วทำไมยังกลับไปหาเขา’ กำลังตั้งคำถามผิดคน คำถามที่ควรถามคือ เหตุใดคนที่มีอำนาจและได้รับความไว้วางใจจึงสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ทำให้ผู้เสียหายรู้สึกว่าหนีไม่ได้ พูดไม่ได้ และต้องทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
การอยู่ต่อไม่ใช่ consent การเงียบไม่ใช่ consent การพึ่งพาไม่ใช่ consent และความสัมพันธ์ภายหลังไม่สามารถเปลี่ยนการกระทำที่ปราศจากความยินยอมในอดีตให้กลายเป็นความสัมพันธ์เชิงชู้สาวได้”

ด้าน นางอังคณา นีละไพจิตร ส.ว. อดีตคณะกรรมการสิทธิฯ ก็ได้ให้ความเห็นว่า “ขอโทษยังไงให้เป็นความผิดของเหยื่อ (victim blaming) อ้าง “อยู่กินกัน” สองปี อยู่กินบนความสัมพันธ์แบบไหนก่อน ผสห. เขาก็บอกแล้วว่าเป็นความสัมพันธ์ที่ต้องพึ่งพากัน หนีไม่ได้เพราะมีบุญคุณ เป็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจ เวลาไปทำงานต่างจังหวัดก็ถูกบังคับให้นอนห้องเดียวกัน อ้างประหยัด อายุขนาดนี้คิดเรื่องความเหมาะสมความควรไม่ควร หรือการให้เกียรติผู้ร่วมงานไม่ได้หรือไง และการมีบุญคุณก็ไม่สามารถทดแทนด้วยความสัมพันธ์ทางเพศที่ ไม่ยินยอม ไม่สมัครใจ บิดเบือนสาเหตุที่อยู่กินกันไม่ได้เพราะช่องว่างระหว่างวัยอีก ที่พูดที่เขียนนี่ไม่ได้ฟังจาก ผสห. รายนี้รายเดียว แต่ได้ยินได้ฟังพฤติกรรมแบบนี้มานานจากผู้หญิงหลายคน จนคนเขารู้กันทั่ว อุตส่าห์เขียนขอโทษ แต่เป็นการ ขอโทษโดยไม่สำนึกผิด ชอบอ้างประชาธิปไตย ความเป็นธรรม อ้างหลักสากล แต่ใช้อำนาจกดทับ แสวงประโยชน์ทางเพศ อยากถามว่าจะเยียวยา ผสห. โดยการคืนศักดิ์ศรี และทำให้เขากลับสู่สภาพเดิมได้ยังไง”

ด้าน สุณัย ผาสุข ที่ปรึกษาฮิวแมนไรท์ วอชต์ ก็ว่า “อึ้ง! “คำขอโทษ” ของ ‘สมยศ’ ส่งผลนำไปสู่การสร้างกระแสเบลมเหยื่อ! นี่แค่บางตัวอย่างของเอฟซีผู้ล่วงละเมิดทางเพศ”




