หน้าแรก การเมือง สามารถ ชี้นโย...

สามารถ ชี้นโยบายน้ำท่วม ไม่ใช่เยียวยาเร็วสุด แต่คือทำยังไงให้ปชช.ไม่ต้องเป็นผู้ประสบภัย

23.08.26 | 10:07 น.

สามารถ ชี้ น้ำท่วมไม่ได้สูญแค่ทรัพย์สิน เงินเยียวยาหลังท่วม 4 หมื่นล้านต่อปี ใช้ลงทุนป้องน้ำท่วมดีกว่าหรือไม่ แนะรัฐบาล ป้องกัน-เยียวยา ไปพร้อมกันได้ ไม่ต้องมีโครงการใหญ่ทักที่ แต่ต้องลงทุนให้ตรงจุด-คุ้มค่า

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก เกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วม ว่า ปีละ 3-4 หมื่นล้าน… เราจะช่วยคน “หลังน้ำท่วม” หรือช่วยไม่ให้เขา “ถูกน้ำท่วม”?


เมื่อเกิดน้ำท่วม สิ่งแรกที่รัฐต้องทำคือ ช่วยเหลือประชาชน เงินเยียวยาอาจไม่สามารถชดเชยความเสียหายได้ทั้งหมด แต่สำหรับคนที่บ้านถูกน้ำท่วม ทรัพย์สินเสียหาย ขาดรายได้ หรือไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ เงินช่วยเหลือจากรัฐมีความหมายอย่างมาก

ดังนั้น การเยียวยายังเป็นสิ่งจำเป็น แต่มีคำถามอีกข้อที่สำคัญไม่แพ้กัน… ถ้าเรารู้ว่าพื้นที่ไหนน้ำท่วมซ้ำซาก เราจะทำอย่างไรไม่ให้ประชาชนต้องเดือดร้อนซ้ำอีก?

1.น้ำท่วมไม่ได้เสียหายแค่ทรัพย์สิน

Advertisement

สำหรับคนที่ถูกน้ำท่วมซ้ำๆ ปัญหาไม่ได้จบเมื่อน้ำลด แต่พวกเขาต้องทำความสะอาดบ้าน ซ่อมแซมทรัพย์สินหรือซื้อใหม่ หยุดงานหรือหยุดกิจการ บางครอบครัวสูญเสียรายได้และผลผลิต และยังมีความสูญเสียอีกอย่างหนึ่งที่ประเมินเป็นตัวเงินได้ยากมาก นั่นคือ ความเครียดและความเหนื่อยล้าที่ต้องประสบภัยซ้ำซาก

ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และผู้ที่ช่วยเหลือตัวเองได้ยากยิ่งได้รับผลกระทบมาก เงินเยียวยาช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้ แต่ไม่สามารถคืนเวลา สุขภาพจิต รายได้ และชีวิตประจำวันที่สูญเสียไปได้ทั้งหมด

ถ้าต้องเจอแบบนี้ทุกปี… ผู้ประสบอุทกภัยอาจขวัญเสีย และเฝ้าถามตัวเองว่า ทำอย่างไรให้ปีหน้าไม่ต้องเจอน้ำท่วมแบบนี้อีก?

2.เยียวยา “วันนี้” ป้องกัน “วันหน้า”

หากรัฐต้องใช้งบประมาณช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยประมาณ 3-4 หมื่นล้านบาทต่อปี 10 ปี ก็เป็นเงินประมาณ 3-4 แสนล้านบาท

แน่นอนว่าเราไม่ควรนำเงินเยียวยาทั้งหมดไปใช้สร้างโครงการ เพราะเมื่อเกิดภัย ประชาชนต้องได้รับความช่วยเหลือ แต่ตัวเลขนี้กำลังบอกเราว่า… เราควรลงทุนเพื่อป้องกันน้ำท่วมมากขึ้นหรือไม่? โดยเฉพาะพื้นที่ที่รู้กันอยู่แล้วว่าเป็นจุดเสี่ยงน้ำท่วมซ้ำซาก

3. ป้องกันอย่างไร?

ไม่มีสูตรเดียวสำหรับทุกพื้นที่ เพราะน้ำท่วมในแต่ละพื้นที่อาจมีสาเหตุต่างกัน บางแห่งอาจเกิดจากน้ำหลากจากพื้นที่ต้นน้ำ บางแห่งเกิดจากฝนตกหนักในเขตเมือง บางแห่งน้ำระบายไม่ทันเพราะระบบระบายน้ำเล็กเกินไป หรือมีจุดคอขวดที่ทำให้น้ำไหลผ่านไม่ได้หรือไหลผ่านได้น้อย บางแห่งขาดพื้นที่สำหรับพักหรือหน่วงน้ำ

ดังนั้น การแก้ปัญหาต้องเริ่มจาก “รู้ก่อนว่าน้ำมาจากไหน และจะไปไหน และจุดไหนคือปัญหา” จากนั้นจึงเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุด บางแห่งอาจต้องมีแก้มลิงหรือพื้นที่หน่วงน้ำ บางแห่งต้องเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำ บางแห่งต้องแก้คอขวดของทางน้ำ บางแห่งอาจต้องมีคลองผันน้ำ รวมถึงการใช้พื้นที่ธรรมชาติและพื้นที่ชุ่มน้ำช่วยรองรับน้ำ ขณะที่บางพื้นที่อาจเหมาะกับเขื่อน

ไม่จำเป็นต้องสร้างโครงการขนาดใหญ่ทุกแห่ง แต่รัฐต้องลงทุนให้ตรงจุดและคุ้มค่ามากที่สุด

4.ถ้าน้ำไม่ท่วม… ได้อะไรมากกว่าที่คิด

ถ้าน้ำไม่ท่วม บ้านไม่เสียหาย ร้านค้าไม่ต้องหยุด โรงงานไม่ต้องหยุดผลิต เด็กไปโรงเรียนได้ โรงพยาบาลให้บริการตามปกติได้ คนไปทำงานได้ เกษตรกรลดความสูญเสีย

และที่สำคัญที่สุด… ประชาชนไม่ต้องยกของหนีน้ำและเริ่มต้นชีวิตใหม่ซ้ำแล้วซ้ำอีก ดังนั้น การป้องกันน้ำท่วมไม่ได้หมายถึงแค่การป้องกัน “น้ำ” แต่คือการป้องกันความเสียหายต่อชีวิต เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน

5.ช่วยคนวันนี้… และป้องกันไม่ให้เขาเดือดร้อนวันหน้า

เราไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่าง “เยียวยา” กับ “ป้องกัน” แต่เราต้องทำทั้งสองอย่างไปพร้อมกัน เยียวยาเมื่อประชาชนประสบภัย และลงทุนป้องกันเพื่อลดโอกาสที่พวกเขาจะต้องประสบภัยอีก

เพราะเป้าหมายของนโยบายน้ำท่วมไม่ควรเป็นเพียง “ทำอย่างไรให้ประชาชนได้รับเงินเยียวยาเร็วที่สุด” แต่ควรเป็น “ทำอย่างไรให้ประชาชนไม่ต้องกลายเป็นผู้ประสบภัย”

สุดท้ายแล้ว… การเยียวยาคือการช่วยคนหลังน้ำท่วม แต่การป้องกันคือการช่วยไม่ให้เขาต้องถูกน้ำท่วมอีก และนั่นคือเหตุผลที่รัฐควรเริ่มลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อป้องกันน้ำท่วมตั้งแต่วันนี้