หน้าแรก การเมือง ปชป. บุก ป.ป....

ปชป. บุก ป.ป.ช. ยื่นร้อง คุ้มครองพยานคดี โกงสอบท้องถิ่น จี้เปิดทางสาวเส้นเงิน อย่าตัดตอนแค่ปลาซิวปลาสร้อย

24.08.26 | 12:59 น.

ปชป. บุก ป.ป.ช. ยื่นร้อง คุ้มครองพยานคดีโกงสอบท้องถิ่น จี้เปิดทางสาวเส้นเงิน อย่าตัดตอนแค่ปลาซิวปลาสร้อย สาวให้ถึง ‘บิ๊กการเมือง’ “พงศกร”เผยข้อมูลจากภาคใต้-อีสาน มีเหตุอันควรเชื่อมโยงถึงนักการเมืองระดับรัฐมนตรี แต่ผู้ให้ข้อมูลยังไม่กล้าเปิดปาก เพราะกลัวติดคุก


เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายไพศาล เรืองฤทธิ์ คณะกรรมการกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ และนายพรชัย มาระเนตร์ เลขานุการคณะกรรมการนโยบาย พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้พิจารณา ออกมาตรการคุ้มครองและกันบุคคลที่ถูกหลอกลวงหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการทุจริตสอบท้องถิ่นไว้เป็นพยาน เพื่อเปิดทางให้ผู้ที่มีข้อมูลสำคัญสามารถให้ข้อมูลต่อเจ้าหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ และนำไปสู่การขยายผลถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังขบวนการ โดยมี นายเกียรติศักดิ์ พุฒพันธุ์ รองเลขาธิการ ป.ป.ช. เป็นผู้รับหนังสือ

นายไพศาล กล่าวภายหลังการยื่นหนังสือ ว่า ขณะนี้เรื่องดังกล่าวไม่ควรปล่อยให้เงียบหาย เพราะปัญหาการทุจริตไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในแวดวงการเมือง แต่กำลังลุกลามไปถึงกระบวนการสอบเพื่อเข้ารับราชการท้องถิ่น หากประเทศไทยมีทั้งนักการเมืองและข้าราชการที่เข้าสู่ตำแหน่งด้วยการทุจริต ย่อมส่งผลกระทบต่อระบบประเทศในภาพรวม

Advertisement

นายไพศาล กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาสังคมอาจมุ่งความสนใจไปที่ประเด็นการเมืองระดับชาติ แต่เรื่องการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นกลับเงียบหายไป ทั้งที่เป็นปัญหาใหญ่ที่ทำลายระบบราชการและโครงสร้างประเทศ ซึ่งตนได้รับการร้องเรียนและข้อมูลผ่านเพจเฟซบุ๊กจำนวนมาก โดยผู้ให้ข้อมูลมีทั้งพยานหลักฐาน เส้นทางการเงิน และทราบถึงตัวผู้บงการ แต่ยังไม่กล้าเปิดตัวเพราะเกรงว่าจะถูกดำเนินคดีไปด้วย

นายไพศาล กล่าวว่า ป.ป.ช. มีเครื่องมือทางกฎหมายตามพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2561 ทั้งมาตรา 131 และมาตรา 135 ในการคุ้มครองและกันบุคคลไว้เป็นพยาน จึงต้องการความชัดเจนว่า ป.ป.ช. จะนำกลไกดังกล่าวมาใช้เพื่อขยายผลไปถึงตัวการใหญ่หรือไม่

“ถ้า ป.ป.ช. ใช้มาตรา 131 และ 135 กันไว้เป็นพยาน เขาจะพูดหมด และถ้าพูดหมด มันจะไม่ใช่แค่ปลาซิวปลาสร้อยปลายแถว แต่มันจะสาวไปถึงว่าใครบงการ ใครสั่ง ใครรับเงิน เขามีเส้นเงินหมด แต่วันนี้เขาไม่กล้าออกมาพูดเพราะกลัวถูกดำเนินคดี” นายไพศาล กล่าว

นายไพศาล กล่าวต่ออีกว่า มูลค่าความเสียหายรอบนี้ประเมินจากผู้เกี่ยวข้องราว 5,900 ถึง 6,000 คน หากคิดอัตราเรียกรับเงินเฉลี่ยคนละ 600,000 บาท ตัวเลขจะสูงถึงกว่า 3,000 ล้านบาท และยังไม่นับรวมรอบก่อนหน้านี้ ผลกระทบไม่ได้ตกอยู่แค่ตัวเงิน แต่ทำให้ระบบราชการท้องถิ่น ทั้ง อบต. อบจ. และเทศบาล เสียหายอย่างหนัก ประชาชนผู้สุจริตถูกตัดสิทธิ ขณะที่เด็กจบใหม่บางรายที่ตกเป็นเหยื่อต้องถูกปลดจนหมดอนาคต เกิดความเครียดถึงขั้นฆ่าตัวตาย ดังนั้นพรรคประชาธิปัตย์จึงพร้อมเป็นตัวกลางประสานข้อมูลเพื่อให้คดีนี้เดินหน้าถึงที่สุด

“เพราะฉะนั้นประชาธิปัตย์เราไม่ยอมเรื่องนี้แน่นอน เพราะความเสียหายไม่ได้อยู่ที่เม็ดเงินหลายพันล้านบาทเท่านั้น แต่เป็นความเสียหายต่อระบบประเทศ เพราะหากบุคคลที่เข้าสู่ตำแหน่งราชการผ่านการทุจริตได้รับการบรรจุและมีอำนาจดูแลงบประมาณของประชาชน ย่อมอาจส่งผลต่อการบริหารราชการและการใช้งบประมาณในระยะยาว”นายไพศาล กล่าว

นายไพศาล กล่าวต่อว่า พรรคประชาธิปัตย์ขอเรียกร้องให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เคยจ่ายเงิน ผู้ที่ถูกหลอก ผู้ที่ถูกปลดออกจากราชการ หรือผู้ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการทุจริต ไม่ต้องหวาดกลัวที่จะออกมาให้ข้อมูล สามารถส่งข้อมูลผ่านเพจทนายไพศาลช่วยด้วย และตนพร้อมทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการประสานข้อมูลกับ ป.ป.ช. เพื่อให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบได้รับความเป็นธรรม จะเดินหน้าเรื่องนี้ต่อไป แม้กระแสสังคมหรือกระบวนการจะเงียบลงก็ตาม

ด้าน นายพรชัย กล่าวว่า กระบวนการนี้ทำลายโอกาสของคนสุจริตและเปิดทางให้การทุจริตตั้งแต่ก้าวแรกของการเข้ารับราชการ มีการอ้างโควตาจากผู้ใหญ่ อธิบดี ไปจนถึงนักการเมือง ทำให้ข้าราชการที่เข้ามาด้วยวิธีนี้ถูกล็อกชีวิตไว้ให้ตกเป็นฟันเฟืองทุจริตไปตลอดการทำงาน

“ข้าราชการเหล่านี้จะถูกกระบวนการนี้ล็อกชีวิตไว้เลยทั้งชีวิต เขาจะต้องทุจริต เพราะชีวิตแรกที่เขาเข้ามารับราชการนั้นเขาทุจริต เขาจะถูกบังคับให้ทำงานเป็นแรงงานทุจริตในระบบราชการ ซึ่งเรารับไม่ได้ เพราะคนพวกนี้อยู่ในท้องถิ่น ต้องใช้งบประมาณเพื่อชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่” นายพรชัย กล่าว

ขณะที่ นายพงศกร กล่าวเพิ่มเติมว่า ขบวนการดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) หรือกระทรวงมหาดไทยเท่านั้น แต่ยังพบพฤติการณ์ในรัฐวิสาหกิจหลายแห่งที่มีการจ่ายเงินต่อเนื่องมาไม่ต่ำกว่า 5 ปี โดยโครงสร้างการทุจริตแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1. ผู้จ่ายเงินเพื่อแก้คะแนน 2. นายหน้าเดินสายขายโควตา 3. ผู้ลงมือแก้ไขข้อสอบ และ 4. ข้าราชการระดับสูงรวมถึงฝ่ายการเมือง

เมื่อถามว่า ตัวเลข 5,925 รายชื่อ มีพยานที่มาร้องเรียนกับพรรคประชาธิปัตย์กี่คน โฆษกพรรคฯ กล่าวว่า วันนี้อาจจะยังไม่เยอะมากยังไม่ถึงหลักร้อย แต่ในกระบวนการเหล่านี้ ไม่มีใครอยากร้องเรียน เพราะกลัวโดนติดคุก แต่คนที่มาร้องกับตนก็อยากได้เงินคืน เพราะจ่ายไป 600,000 บาทแต่ไม่ได้อะไรเลย

เมื่อถามว่าการตรวจสอบครั้งนี้จะสามารถสาวถึงตัวการใหญ่ได้หรือไม่ นายพงศกร กล่าวว่า หากเปิดช่องทางคุ้มครองพยานอย่างจริงจัง ข้อมูลจะเชื่อมโยงไปถึงเครือข่ายอย่างแน่นอน ซึ่งพบเบาะแสสำคัญทั้งในพื้นที่ภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า ไม่ใช่แค่ผู้บริหารท้องถิ่น แต่เป็นผู้บริหารระดับรัฐบาล นักการเมืองระดับรัฐมนตรี มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง แต่วันนี้ปัญหาคือเราไม่สามารถให้เขามาให้การอย่างเป็นทางการได้ เพราะเขากลัวติดคุก