ส.ส.ปชน. แจงตรวจ BWG ในนามกมธ. วอนอย่าเบี่ยงประเด็ ถามข้อร้องเรียน 20 ปี ทำไมยังไม่ได้ข้อยุติ แจงยิบภรรยาไม่ใช่ผู้บริหาร ย้ำเอกสารที่ขอเกี่ยวกับการจัดการน้ำเสีย ไม่ใช้ข้อมูคทางการค้า
เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม นายพูนศักดิ์ จันทร์จำปี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์ชี้แจงหลัง บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) หรือ บริษัทฯ ได้ยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภาขอให้ดำเนินการตรวจสอบจริยธรรม โดยอ้างว่า นายพูนศักดิ์ มีพฤติกรรมส่อจะขัดต่อจริยธรรมผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและขัดต่อหลักธรรมาภิบาล
โดย นายพูนศักดิ์ ระบุข้อความว่า “พูนศักดิ์โต้กลับ อย่าเบี่ยงประเด็น ย้ำตรวจสอบในนาม กมธ. ปัญหาที่ประชาชนร้องเรียนกว่า 20 ปีต้องได้ข้อยุติ
แถลงการณ์ชี้แจงกรณี BWG ยื่นเรื่องสอบจริยธรรม จากกรณีที่มีการนำเสนอข่าวว่า บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) หรือ บริษัทฯ ได้ยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภาขอให้ดำเนินการตรวจสอบจริยธรรมผม โดยกล่าวถึงประเด็นความเกี่ยวข้องกับบริษัทคู่แข่ง ผมเห็นว่าประเด็นดังกล่าวควรได้รับการชี้แจงต่อสาธารณะอย่างตรงไปตรงมา เพื่อไม่ให้สังคมเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าการตรวจสอบที่กำลังเกิดขึ้นเป็นเรื่องระหว่างผมกับบริษัทฯ, หรือเป็นเรื่องของประชาชนกับบริษัทฯ หรือเป็นเรื่องของการแข่งขันทางธุรกิจ
ข้อเท็จจริงคือ การตรวจสอบเรื่องนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น และไม่ได้เกิดจากผมเข้าไปดำเนินการโดยลำพัง แต่เป็นการทำงานที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่คณะกรรมาธิการ การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ผมทำหน้าที่เป็นประธาน กมธ. ในชุดที่ผ่านมา โดยมีที่มาจากข้อร้องเรียนและข้อกังวลของประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับการลักลอบปล่อยน้ำเสีย ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและแหล่งผลิตน้ำประปาของจังหวัดสระบุรีมาเป็นระยะเวลานานตั้งแต่
วันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ.2567 ส.ส.สรพัช ศรีปราชญ์ สระบุรีเขต 1 ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนการลักลอบปล่อยน้ำเสียของพื้นที่
วันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ.2567 กมธ.ฯ ได้ลงพื้นที่ประชุมร่วมกับจังหวัดสระบุรี ที่ศาลากลางจังหวัดสระบุรี เพื่อตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง และ กมธ.มีข้อเสนอให้จังหวัดสระบุรีตั้งคณะทำงานตรวจสอบการลักลอบปล่อยน้ำเสีย และเก็บตัวอย่างตะกอนดินเพื่อวิเคราะห์หาผู้กระทำความผิด
วันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2568 กมธ.ฯบรรจุในการประชุมครั้งที่ 65 เพื่อติดตามผลการตรวจสอบปัญหาการลักลอบปล่อยน้ำเสีย โดยจังหวัดสระบุรี ชี้แจงว่าไม่สามารถชี้เฉพาะหาผู้ลักลอบทิ้งน้ำเสียได้ กมธ.ฯ เสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่เก็บตัวอย่างตะกอนดิน เพื่อวิเคราะห์โลหะหนักซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดว่ามีต้นเหตุมาจากภาคอุตสาหกรรมไม่ใช่เกษตรกรรม
วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 กมธ.ฯ ลงพื้นที่อีกครั้งเพื่อตรวจสอบข้อมูลหลังจากประชาชนได้ร้องเรียนเรื่องการลักลอบการปล่อยน้ำเสียอีกครั้ง โดยประชุมร่วมกับจังหวัดสระบุรี และได้เข้าร่วมประชุมกับผู้บริหารของ บริษัทฯ และมีโอกาสเยี่ยมชมหลุมฝังกลบของเสียอันตรายของบริษัทฯ โดยแจ้งให้บริษัทฯ ได้ทราบว่ามีประเด็นเรื่องร้องเรียนเรื่องการลักลอบปล่อยน้ำเสีย และกำชับอุตสาหกรรมจังหวัดให้ตรวจสอบการดำเนินงานอย่างเคร่งครัด
สำหรับการดำเนินงานในคณะกรรมาธิการชุดนี้ ผมได้ประชุมร่วมกับประธานกรรมาธิการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาตามที่ภาคประชาชนได้ยื่นหนังสือร้องเรียนมาอีกครั้ง รวมถึงการที่ประธานกมธ.ฯ ได้มอบหมายผมให้ทำหน้าที่ร่วมกับคณะตรวจสอบ ไม่ได้เป็นการใช้อำนาจส่วนตัวหรือเข้าไปตรวจสอบบริษัทโดยปราศจากกระบวนการของกรรมาธิการ
สิ่งที่กรรมาธิการกำลังตรวจสอบ คือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจัดการของเสีย การบำบัด การปฏิบัติตามกฎหมายและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะข้อสงสัยว่าการประกอบกิจการและการจัดการของเสียเป็นไปตามรายละเอียดที่กำหนดไว้ในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA หรือไม่ เช่น ขนาดและความจุหลุมฝังกลบ, พื้นที่หลุมฝังกลบ ไม่ใช่การขอข้อมูลทางการค้าที่มีผลต่อการแข่งขันระหว่างบริษัท
ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่า เมื่อมีข้อร้องเรียนและมีข้อสงสัยที่สามารถตรวจสอบได้ตามหลักวิชาการและตามกฎหมาย หน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลได้ดำเนินการตรวจสอบอย่างไร และข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นสอดคล้องกับสิ่งที่ได้รับอนุญาตและกำหนดไว้หรือไม่ เรื่องเหล่านี้ควรได้รับคำตอบจากข้อมูล เอกสาร และกระบวนการตรวจสอบที่โปร่งใสและเป็นอิสระ มากกว่าการเปลี่ยนประเด็นไปตั้งคำถามกับตัวบุคคลที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ
ดังนั้นในที่ประชุมของกมธ. ผมจึงเสนอให้หน่วยงานที่จะลงพื้นที่ตรวจสอบควรจะเป็นบุคคลที่ 3 หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อป้องกันข้อครหา
สำหรับประเด็นที่มีการกล่าวถึงภรรยาของผมนั้น ขอชี้แจงเพียงเพื่อให้สาธารณชนเข้าใจข้อเท็จจริงว่า ภรรยาของผมเป็นวิศวกรสิ่งแวดล้อมที่ทำงานด้านการกำกับดูแลการปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่ได้เป็นผู้บริหารของบริษัทดังกล่าว การที่บุคคลหนึ่งทำงานในบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน ไม่ได้เป็นข้อพิสูจน์โดยตัวมันเองว่าการตรวจสอบนั้นมีผลประโยชน์ทับซ้อน
ในทางกลับกัน หากบริษัทมีข้อกังวลต่อความเป็นกลางของการตรวจสอบ ผมเห็นว่าทางออกที่เหมาะสมคือการทำให้กระบวนการตรวจสอบมีความโปร่งใสมากขึ้น เช่น ให้บุคคลที่สามหรือผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องที่เป็นอิสระจากกระบวนการตรวจสอบเดิมเข้าร่วมตรวจสอบ กำหนดวิธีการตรวจวัดและการเก็บตัวอย่างที่ทุกฝ่ายยอมรับ และเปิดให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ การแก้ปัญหาด้วยกลไกเช่นนี้ย่อมมีประโยชน์ต่อทุกฝ่ายมากกว่าการทำให้ตัวบุคคลกลายเป็นประเด็นหลัก
ผมอยากชวนให้สังคมลองย้อนกลับไปตั้งคำถามง่าย ๆ ว่า ก่อนที่จะมีการตั้งคำถามถึงตัวผม เหตุใดเรื่องนี้จึงมาถึงคณะกรรมาธิการตั้งแต่แรก เรื่องนี้ได้ดำเนินมาอย่างยาวนานเป็นระยะเวลาเท่าไร ข้อร้องเรียนของประชาชนเกี่ยวกับความเดือดร้อนจากปัญหาน้ำเสีย น้ำดำ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้รับการแก้ไขไปถึงไหนแล้วในช่วงที่ผ่านมา และเหตุใดข้อร้องเรียนนี้จึงดำเนินต่อเนื่องมาได้เป็นระยะเวลาถึงกว่า 20 ปี
หากการดำเนินงานของบริษัทเป็นไปตามกฎหมายและเงื่อนไขที่กำหนดไว้ การตรวจสอบอย่างโปร่งใสโดยมีบุคคลที่สามซึ่งเป็นอิสระและไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลหรือการตรวจสอบในกรณีนี้มาก่อนเข้าร่วมด้วย ก็ควรถือเป็นโอกาสดีให้บริษัทได้นำเอกสาร ข้อมูล และหลักฐานทางวิชาการมาแสดงต่อสาธารณะเพื่อยืนยันข้อเท็จจริง ในทางเดียวกัน หากมีข้อผิดพลาดในกระบวนการตรวจสอบ ผมก็พร้อมให้ตรวจสอบเช่นกัน
ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องนี้ไม่ควรถูกเบี่ยงประเด็นให้กลายเป็นเรื่องของผม ภรรยาของผม หรือบริษัทคู่แข่งของใคร แต่ควรกลับมาอยู่ที่คำถามแรกเริ่มที่สำคัญที่สุดว่า การจัดการของเสียเป็นไปตามกฎหมายและ EIA หรือไม่ หน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลได้ดำเนินการครบถ้วนเพียงใด และประชาชนกับสิ่งแวดล้อมได้รับการคุ้มครองอย่างเพียงพอหรือยัง

