กมธ.กฎหมายฯ แถลงผลสอบคดี ‘น้องเมย’ ทบทวนกระบวนการยุติธรรม หลังยังไม่มีผู้รับผิดชอบกรณีนักเรียนเตรียมทหารเสียชีวิต
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงบ่ายวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารรัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร พร้อมคณะ แถลงผลการพิจารณาเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับกระบวนการดำเนินการทางกฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐ กรณีนักเรียนเตรียมทหาร (นายภคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือเมย) ถูกลงโทษจนเสียชีวิต รวมถึงมาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการลงโทษทางวินัยและจริยธรรมต่อผู้ก่อเหตุ ตลอดจนมาตรการคุ้มครองสิทธิให้แก่ครอบครัวผู้เสียหาย โดยคณะกรรมาธิการฯ ได้พิจารณาและแบ่งประเด็นข้อเท็จจริงออกเป็น 3 ประเด็นหลัก ดังนี้
ประเด็นแรก การสั่งธำรงวินัยทำร้ายร่างกาย และความเหมาะสมในการรับราชการตำรวจของผู้ก่อเหตุ
จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์เกิดจากการสั่งธำรงวินัย ซึ่งมีลักษณะเป็นการทำร้ายร่างกาย 2 ครั้ง ต่างเวลากันในวันเดียวกัน ส่งผลให้น้องเมย ซึ่งเดิมมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง มีอาการทรุดโทรมลงอย่างหนัก ต่อมาคดีดังกล่าวศาลทหารสูงสุดมีคำพิพากษาจำคุกผู้ก่อเหตุประมาณ 4 เดือน โดยให้รอลงอาญา อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันผู้ก่อเหตุยังคงรับราชการอยู่ในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.)
กมธ.มีความเห็นแย้งกับผู้แทน ตร.อย่างยิ่ง เนื่องจากกฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติผู้เข้ารับราชการตำรวจ ระบุว่าต้องไม่มีพฤติกรรมเสื่อมเสียทางจริยธรรม การทำร้ายผู้อื่นถึง 2 ครั้งจนได้รับบาดเจ็บ และไม่ปรากฏว่ามีสำนึกต่อความเสียหายในชั้นพิจารณาคดี ถือเป็นพฤติการณ์ที่ร้ายแรง การที่ ตร.อ้างเหตุผลเรื่องความเยาว์วัยเพื่อเปิดโอกาสให้รับราชการต่อ กมธ.เห็นว่าอาจสร้างบรรทัดฐานที่เป็นอันตรายต่อองค์กรตำรวจในอนาคต

ประเด็นที่สอง การสั่งธำรงวินัยจนเสียชีวิตที่ยังไม่มีผู้กระทำความผิด
ภายหลังจากสุขภาพทรุดโทรม น้องเมยยังคงถูกสั่งธำรงวินัยอีกหลายครั้ง จนนำไปสู่การเสียชีวิตในที่สุด จากการสอบสวนพยานหลักฐานกว่า 40 ปากของพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครนายก และพนักงานสอบสวนที่เกี่ยวข้อง ได้ส่งความเห็นไปยังอัยการจังหวัดนครนายก โดยสรุปว่าเป็นการเสียชีวิตที่ผิดธรรมชาติ แต่ไม่มีการกระทำความผิดทางอาญาเกิดขึ้น ทำให้อัยการไม่สามารถหาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้
กมธ.เห็นว่ากรณีนี้เป็นอันตรายต่อหลักนิติรัฐและนิติธรรมของประเทศอย่างยิ่ง เพราะการสั่งธำรงวินัยผู้ที่เจ็บป่วยอยู่แล้วจนหมดสติ ย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าอาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อร่างกายและจิตใจ แต่กลับถูกมองว่าสามารถกระทำได้และไม่มีความผิดทางอาญา อีกทั้งพนักงานสอบสวนไม่ได้ขยายผลเพื่อหาตัวผู้กระทำผิดเพิ่มเติม ส่งผลให้จนถึงขณะนี้ยังไม่มีผู้ใดต้องรับโทษจากกรณีที่เกิดขึ้น

ประเด็นสุดท้าย กรณีทางการแพทย์และการส่งมอบอวัยวะที่สูญหายหรือไม่ตรงกัน
กรณีดังกล่าวส่งผลให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ไม่สามารถนำอวัยวะไปสกัดตรวจสอบ DNA ได้ อย่างไรก็ตาม ในกระบวนการยุติธรรม ทั้งศาลทหาร อัยการทหาร และ สน.พญาไท ได้ยึดคำวินิจฉัยของแพทยสภาเป็นหลัก จนนำไปสู่คำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องมาตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2568 แต่ สน.พญาไท เพิ่งแจ้งให้ครอบครัวผู้เสียหายทราบเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
ความล่าช้าดังกล่าวส่งผลให้คดีบางส่วนขาดอายุความ หรือเหลือระยะเวลาดำเนินการน้อยมาก และยังไม่มีผู้ใดออกมารับผิดชอบต่อความผิดพลาดเกี่ยวกับอวัยวะดังกล่าว
นายรังสิมันต์กล่าวว่า จนถึงวันนี้กระบวนการยุติธรรมยังไม่สามารถมอบความเป็นธรรมให้แก่น้องเมยและครอบครัวได้ และยังไม่มีผู้ใดออกมารับผิดชอบต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น กมธ.จะนำคดีนี้ไปพิจารณาขยายผลต่อไป พร้อมตั้งข้อสังเกตอย่างจริงจังไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าหากยังคงรักษามาตรฐานการทำงานในลักษณะนี้ ย่อมส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมของไทยอย่างแน่นอน

