หน้าแรก การเมือง กมธ.ตำรวจ ไม่...

กมธ.ตำรวจ ไม่รับเรื่อง เลขาฯพระปกเกล้ารีดเงินแลกเข้าเรียนปปร. พร้อมปลดคนแจ้งความพ้นกมธ.

28.08.26 | 17:24 น.

‘กมธ.ตำรวจ’ ปัดตกข้อกล่าวหา เลขาฯพระปกเกล้า รับเงิน 5แสนแลกได้เรียนหลักสูตร ปปร.รุ่นที่ 30 ‘วัชรพงศ์’ เผยปลดคนแจ้งความพ้น กมธ.แล้ว หลังพบเปลี่ยนชื่อ -นามสกุลหลายครั้ง- ล้มละลาย ทำขาดคุณสมบัติ

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ ส.ส.สระบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยกรณีการตรวจสอบข้อร้องเรียนผู้บริหารสถาบันพระปกเกล้า เรียกรับเงิน 5 แสนบาท แลกกับการรับผู้สมัคร หลักสูตร ปปร.รุ่นที่ 30 เข้าเรียน หลังจากสื่อหลายสำนักเสนอข่าว ว่า เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 นายปรเมศร์ ชัยพัชรกุลพงษ์ ชื่อเดิม นายชัยรัตน์ จำนงค์การ หรือ ดร.แก้ว ที่ปรึกษาทรงคุณวุฒิประจำคณะ กมธ.การตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร และเป็น อดีตนักศึกษาหลักสูตร ปปร.รุ่นที่ 24 ไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษกับเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า อ้างว่ามีการเรียกรับเงิน 5 แสนบาท แลกกับโควต้าเข้าเรียน หลักสูตร ปปร.รุ่นที่ 30 ให้กับผู้สมัครรายหนึ่ง ผ่านนายตำรวจ แต่กลับไม่มีชื่อได้เข้าเรียน


นายวัชรพงศ์ กล่าวว่า การประชุม กมธ.ฯ เมิ่อวันที่27 ส.ค.ที่ผ่านมา มี ส.ส.เสนอเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณา แต่ที่ประชุมมีมติไม่รับเรื่องไว้เพราะมีข้อเท็จจริงไม่เพียงพอ ที่ กมธ.ฯ จะรับไว้พิจารณา แม้จะมีการกล่าวหาว่าตำรวจมีส่วนเกี่ยวข้อง แต่พบว่ามีการถอนแจ้งความแล้ว จึงไม่ได้มีการเรียก นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้ามาชี้แจง

รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า

นายวัชรพงศ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีมติปลด นายปรเมศร์ ชัยพัชรกุลพงษ์ ผู้แจ้งความเรื่องนี้ พ้นจากตำแหน่ง ที่ปรึกษาทรงคุณวุฒิประจำ กมธ.เนื่องจากมีการตรวจข้อมูลพบว่า นายปรเมศร์ เคยต้องคดีเป็นบุคคลล้มละลาย ซึ่งขาดคุณสมบัติการดำรงตำแหน่งใน กมธ.ฯ

“จากการตรวจสอบพบว่า นายปรเมศร์ เปลี่ยนชื่อและนามสกุลหลายครั้ง และ ส.ส.ที่เสนอชื่อ นายปรเมศร์ มาเป็นที่ปรึกษา ไม่ทราบมาก่อนว่า นายปรเมศร์ เคยเป็นบุคคลล้มละลาย ทำให้ ส.ส.ที่เสนอชื่อเป็นคนเสนอปลดด้วยตัวเอง” นายวัชรพงศ์ กล่าว

Advertisement

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีที่นายปรเมศร์ แจ้งความเลขาธิการพระปกเกล้า ได้มีการถอนแจ้งความ หลังจากที่ผู้สมัครหลักสูตรตัวจริง มีการยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรว่า ไม่เคยถูกเรียกรับเงินหรือเสนอเงินให้บุคคลคนใดเพื่อแลกกับการเข้าเรียน ประกอบกับเรื่องนี้มีพิรุธที่ถูกเชื่อมโยงเป็นประเด็นทางการเมือง ซึ่งแหล่งข่าวที่เป็นนักศึกษาหลักสูตรของสถาบันพระปกเกล้า ให้ข้อมูลว่าข้อกล่าวหา เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในการเรียกรับเงิน 5 แสนบาท ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เพราะเป็นที่รับรู้กันของนักศึกษาว่า เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ได้เคยสละเงินประจำตำแหน่งหลายล้านบาท เพื่อสนับสนุนงานของสถาบันฯ นอกจากนี้ นายอิสระ ยังเคยแจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีรายการทรัพย์สินมากกว่าพันล้านบาท มาตั้งแต่ก่อนเข้าสู่วงการการเมืองด้วย