ชลน่าน รับเพื่อไทยกังวล ขึ้นเวทีฝ่ายค้าน แต่ไม่ปิดกั้น เตือนระบบถ่วงดุลอ่อนแอ เปิดทางเปลี่ยนระบบ
วันที่ 29 สิงหาคม ที่รัฐสภา นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีต สส.และอดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะอดีตผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวบน เวทีเสวนาผู้นำฝ่ายค้าน ในหัวข้อ “การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น: ความจริงที่สังคมต้องการคำตอบ” ว่า ตั้งแต่ได้รับการประสานงานจากทีมงานของผู้นำฝ่ายค้าน ตนก็มีความกังวลใจแต่ว่าเวทีนี้ก็เป็นเวทีของสภาผู้แทนราษฎร เป็นเวทีผู้นำฝ่ายค้านพบประชาชนตนมีประสบการณ์มากในการจัดเวทีแบบนี้และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ทำให้นึกถึงตอนตนเองเคยทำหน้าที่และถ้าเราเข้ามามีส่วนร่วมก็น่าจะเป็นประโยชน์กับบ้านเมืองการเมืองในปัจจุบันและระบบการเมืองในปัจจุบัน แต่ยังมีข้อกังวลว่าตนเป็นสมาชิกของพรรคเพื่อไทยอยู่ แม้จะไม่มีตำแหน่งบริหารพรรค แม้จะเคยเป็นอดีตหัวหน้าพรรคแต่ตอนนี้ก็เป็นเพียงแค่สมาชิกคนหนึ่ง
เมื่อดูรายละเอียดของการจัดงานแล้วในช่วงที่ต้องมาพูด เป็นเวทีเสวนาระหว่างผู้นำฝ่ายค้าน ในเรื่องวิกฤตทางการเมืองกับผลกระทบที่เกิดขึ้นกับกลไกการตรวจสอบ รวมถึงบ้านเมืองเราจะรอดหรือไม่จึงตัดสินใจมาซึ่งไม่ได้เป็นมติพรรค เพียงแต่แจ้งให้พรรคทราบในฐานะที่เป็นสมาชิก ซึ่งพรรคเพื่อไทยไม่ได้ปิดกั้นและไม่ได้ห้ามแต่มีข้อกังวลและข้อห่วงใยว่า พรรคเพื่อไทยก็เป็นหนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาลจะทำอย่างไรไม่ให้เกิดผลกระทบ ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่เกิดผลกระทบกับพรรคแน่นอน เพราะไม่ได้เป็นผู้ตรวจสอบโดยตรงตนเป็นเพียงผู้มาให้ความคิดเห็น เพื่อให้คนที่มีหน้าที่โดยตรงหรือองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเอาความคิดเห็นเราไปทำ
อีกสิ่งหนึ่งที่ตนตัดสินใจมาในวันนี้ ก็เพราะเป็นเวทีผู้นำฝ่ายค้าน มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มาร่วมวงเสวนาด้วย ซึ่งตนประทับใจตั้งแต่เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ตนหวังอยู่ลึกๆ ว่า ประเด็นที่กำลังพูดคุยอยู่นี้เป็นวิกฤตทางการเมือง ความเชื่อมั่นลดลงตามลำดับ สะท้อนว่าบ้านเมืองเราจะไปต่อได้อย่างไร นี่จึงเป็นตัวชี้วัดที่ดีสำหรับความเชื่อมั่นในระบบการเมือง และเชื่อว่าการที่ตนมาในวันนี้วิกฤตทางการเมืองจะลดลง เพิ่มความเชื่อมั่นในระบบการเมืองให้มากขึ้น ตัวรัฐบาลเองที่เป็นองคาพยพหนึ่งในมิติทางการเมือง ในฝ่ายบริหาร ชัดเจนว่าระบบการเมืองเป็นระบบแบ่งแยกอำนาจ ทุกอำนาจเป็นอิสระต่อกัน แต่ต้องตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งกันและกัน ระบอบนี้ถึงจะไปรอด
นพ.ชลน่าน ยังกล่าวว่า ข้อกังวลที่ห่วงใยที่สุดคือ ถ้าเราไม่ทำให้ระบบตรวจสอบถ่วงดุล ให้กลไกเข้าสู่อำนาจรัฐ การใช้อำนาจรัฐการตรวจสอบอำนาจรัฐ เป็นไปตามตัวบทกฎหมาย เราอาจจะไม่มีระบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
“วิกฤตนี้กับระบบที่เป็นอยู่ อันไหนมาก่อนกัน เป็นผลพวงที่ส่งผลต่อกันและกันระบบตรวจสอบถ่วงดุลที่ถูกทำให้อ่อนแอทำให้ไร้ประสิทธิภาพ ตรวจสอบถ่วงดุลเพื่อผลประโยชน์เฉพาะคนบางกลุ่ม ยิ่งไปเติมเต็มวิกฤต ความเชื่อมั่นสุดท้ายถึงวิกฤตศรัทธา และอาจถูกนำไปอ้างเพื่อเปลี่ยนระบบ ฉะนั้นเราจะแก้จุดใดจุดหนึ่งไม่ได้ต้องไปทั้งระบบ” นพ.ชลน่าน กล่าว
นพ.ชลน่าน ยังกล่าวว่า ระบบการตรวจสอบทุกอย่างทุกอย่างให้ไปอยู่ในตัวบทกฎหมายสุดท้ายมีการตัดสินด้วยกระบวนการยุติธรรม ยุติธรรมซึ่งจะมีคำว่ายุติ-ธรรม ซึ่งจะเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ข้อเสนอกับที่ทุกคนบอกว่าต้องไปจบที่ศาล เรามีหน้าที่อะไรก็ต้องทำไปตามนั้น กกต. มีหน้าที่ไปหาเหตุอันควรเชื่อได้ว่า และหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า แต่สิ่งที่ปรากฏในบ้านเมืองขณะนี้จะเพียงพอหรือไม่กับคำว่าอันควร วิญญูชนพึงคิดได้ เพราะฉะนั้นเพื่อให้ระบบการตรวจสอบสมดุล เกิดความเชื่อมั่นลดภาวะวิกฤตลงก็ให้เป็นไปตามระบบ และดำเนินไปตามกฎหมายในสิ่งที่ควรจะเป็น สำหรับผลประโยชน์โดยรวมของประเทศชาติและประชาชน
“การเข้าสู่อำนาจ การใช้อำนาจและการตรวจสอบอำนาจ มันเป็นเรื่องที่เป็นวิกฤตทั้ง 3 ระบบ ไม่แปลกที่ทุกคน จะมุ่งตรงไปที่การเข้าสู่อำนาจของทุกองค์กรที่เกี่ยวข้องทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็น สส. สว. องค์กรอิสระหรือองค์กรตุลาการ แม้เราจะไม่มีหน้าที่โดยตรงแต่ก็อยู่บนเงื่อนไขว่าต้องตรวจสอบถ่วงดุลได้” นพ.ชลน่าน กล่าว
นพ.ชลน่าน ยังกล่าวว่า ในอดีตพรรคประชาธิปัตย์ มีความอัจฉริยะในการนำเสนอคือโน้มน้าวชักจูงให้เกิดความเชื่อมั่นให้ได้ เพราะมิติทางการเมืองความเชื่อคือความจริงทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เรื่องจริง นายอภิสิทธิ์สามารถอภิปรายในสภาบอกว่านี่คือแมว ทั้งๆที่เป็นหมา แต่ทำให้ทุกคนเชื่อว่านี่เป็นแมวได้และคนก็เชื่อว่าเป็นแมว เพราะฉะนั้นในมิติทางการเมืองความเชื่อคือความจริง และในระบบประชาธิปไตยต้องตัดสินด้วยเสียงข้างมาก แต่ในยุคนี้ถ้าไม่มาช่วยกันแก้ นโยบายผลงานการทำหน้าที่ของสภาผู้แทนก็จะมีค่าเท่ากับศูนย์
ดังนั้นตนอยากสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบการเมือง เพราะนายกรัฐมนตรีก็ยังไม่ตำหนิตนที่มาพูดบนเวทีนี้ก็ถือว่าเปิดกว้างให้มีกลไกตรวจสอบถ่วงดุล ถ้าเราช่วยกันสร้างความเชื่อมั่นได้ ก็จะเป็นกฎหมายที่ทำให้ระบบการเมืองเราก้าวหน้าต่อไป
การเข้าสู่อำนาจขณะนี้สิ่งที่น่าห่วงที่สุดคือผู้มอบอำนาจโดยไม่รู้สึกตัว ว่าอำนาจที่มอบให้นั้นเกิดจากอำนาจที่แท้จริงของเขาหรือไม่ และยังไม่รู้ว่าไม่ชอบ ดังนั้นสิ่งที่เราต้องช่วยกันคือการเข้าสู่ระบบอำนาจต้องมีความชอบธรรมด้วย ถ้าการเข้าสู่อำนาจถูกชี้นำให้เป็นของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เพื่อให้เป็นตามที่เขาวางไว้ โอกาสที่จะมีส่วนร่วมของประชาชนก็ค่อนข้างยากและบุคคลที่จะมาเป็นผู้ตรวจสอบถ่วงดุลก็ขอฝากไว้ด้วย
“คุณขนกระสุนไปเป็นร้อย กับอีกกลุ่มหนึ่งขนไปแค่ 30 แต่มีกระบวนการจัดการ การบริหารที่ดีเยี่ยม 30 ชนะ การสร้างบริบททางการเมือง สร้างสภาพแวดล้อมไม่ใช่เฉพาะวันเลือกตั้ง เขาปูมาเรื่อยๆ ไม่ใช้เงินสักบาทเพียงแต่เป็นสัญลักษณ์ร้อยนึงเขาก็เลือก เพราะบริบทการเมืองมันเอื้อมาแล้ว เพราะฉะนั้นการจัดการสำคัญที่สุดบริหารฐานคะแนน อย่างที่ทุกคนเห็นทำไมเขาถึงสร้างกลุ่มตัวแทนเป็นกลุ่มเป็นก้อน เป็นเพราะความชาญฉลาดผมยอมรับนับถือความชาญฉลาดนี้ ถ้าเป็นโจรเรียกว่าโจรสมองเพชรน่ากลัวมาก สมองเพชรถ้าใช้ประโยชน์ในทางที่ดีกับประเทศชาติบ้านเมือง มันจะเจริญรุ่งเรืองมาก บ้านเมืองก็จะอยู่อย่างมีความสุข” นพ.ชลน่านมกล่าว

