สัมภาษณ์ ผศ.ปฐวี โชติอนันต์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี : วิกฤตความชอบธรรมเชิงโครงสร้างของ กกต. : จากผู้คุมกฎ สู่ตัวปัญหาทางการเมืองไทย
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา การทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กลับมาเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคมไทยอีกครั้ง โดยเฉพาะประเด็นการเลื่อนพิจารณาคดีฮั้วเลือก ส.ว. จากเดิมที่มีกำหนดลงมติในวันที่ 28 สิงหาคม 2569 ออกไปเป็นวันที่ 14 กันยายน 2569 โดย กกต. ให้เหตุผลเพียงว่าต้องการพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อนำมาประกอบการพิจารณา
หากย้อนพิจารณาในเชิงประวัติศาสตร์การเมือง นับตั้งแต่ กกต. ถือกำเนิดขึ้นตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 องค์กรนี้ถูกวางไว้เป็น “องค์กรอิสระ” เพื่อปฏิรูปการเมืองด้วยการปลดล็อกกระบวนการเลือกตั้งออกจากการควบคุมของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งในขณะนั้นถูกมองว่าขาดความเป็นกลางและผูกติดอยู่กับฝ่ายบริหาร การสร้างสถาบันคุมกฎขึ้นมาใหม่จึงเป็นความหวังในการสร้างหลักประกันว่าการเข้าสู่อำนาจรัฐจะมีความสุจริตและเที่ยงธรรม อย่างไรก็ตาม การวิพากษ์วิจารณ์บทบาทของ กกต. กลับปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นภายหลังการเกิดขึ้นของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ซึ่งตกทอดมาจากยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ส่งผลให้ กกต. ในฐานะผู้จัดการเลือกตั้ง กลับกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางของความขัดแย้งทางการเมือง การบริหารจัดการที่ล้มเหลว ความคลางแคลงใจเรื่องความเป็นกลาง และวิกฤตความเชื่อมั่นที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการพัฒนาประชาธิปไตยไทย
ประการแรก โครงสร้างและที่มาของ กกต. ขาดความน่าเชื่อถือและแฝงไว้ซึ่งผลประโยชน์ทับซ้อนเชิงโครงสร้าง (Conflict of Interest) กับวุฒิสภา กกต. ชุดที่กำลังชี้ชะตาคดีฮั้วเลือก สว. คือ กกต. ชุดที่ 5 ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ซึ่งทยอยเข้ารับตำแหน่งตั้งแต่ปี 2561 จนถึงช่วงปี 2568-2569 โดยแม้กระบวนการสรรหาจะมาจากสองสายหลัก คือผ่านคณะกรรมการสรรหาและที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา แต่ “ด่านสุดท้าย” ที่ทำหน้าที่ชี้ชะตาอนุมัติการเข้าสู่ตำแหน่งกลับเป็น วุฒิสภา (ส.ว.)
ปัญหานี้สร้างสภาวะผลประโยชน์ทับซ้อนเชิงโครงสร้างอย่างรุนแรงในคดีฮั้วเลือก ส.ว. เนื่องจาก กกต. และ ส.ว. กลายเป็นสององค์กรที่เอื้อประโยชน์และให้คุณให้โทษแก่กันในลักษณะวงจรอำนาจปิด ในมิติหนึ่ง กกต. เกือบทั้งหมดต้องพึ่งพาเสียงลงมติเห็นชอบจาก ส.ว. เพื่อเข้าสู่ตำแหน่ง และในอนาคตอันใกล้ กกต. ชุดใหม่ที่จะเข้ามาแทนกรรมการที่หมดวาระ ก็ยังต้องให้ ส.ว. ชุดปัจจุบันเป็นผู้ลงมติรับรอง ในอีกมิติหนึ่ง เมื่อเกิดข้อกล่าวหาเรื่องการฮั้วและบล็อกโหวต สว. กกต. กลับต้องมาทำหน้าที่เป็นผู้คุมกฎเพื่อตัดสินใจว่าจะส่งเรื่องฟ้องดำเนินคดีกับ สว. ชุดปัจจุบันจำนวนมากกว่าร้อยคนต่อศาลฎีกาฯ หรือไม่ หาก กกต. สั่งฟ้องอย่างตรงไปตรงมา สว. เหล่านั้นอาจต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งกระทบต่อดุลอำนาจในสภาสูงทันที แต่หาก กกต. เลือกที่จะ “สั่งไม่ฟ้อง” หรือตัดตอนฟ้องเฉพาะบางคน สว. กลุ่มเดิมนี้ก็จะยังคงดำรงตำแหน่งต่อไป และกลับมาเป็นผู้ลงมติชี้ขาดให้คุณให้โทษแก่ กกต. ชุดใหม่อีกครั้ง สภาวะการคานอำนาจที่บิดเบี้ยวเช่นนี้จึงเท่ากับการผลัดกันเกาหลังและเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน จนกลไกการตรวจสอบขององค์กรอิสระขาดความน่าเชื่อถือในสายตาประชาชนอย่างสิ้นเชิง
นอกจากปัญหาเชิงโครงสร้างแล้ว การใช้อำนาจของ กกต. ยังสร้างข้อสงสัยอย่างมากให้กับสังคม โดยแทนที่ กกต. จะเร่งสร้างความโปร่งใสในการปราบปรามการทุจริต กกต. กลับมอบหมายให้รองเลขาธิการฯ เข้าแจ้งความดำเนินคดีอาญากับกลุ่ม iLaw จากกรณีการเผยแพร่เอกสารความเห็นเกี่ยวกับคดีฮั้ว สว. ซึ่งถูกมองว่าเป็นการใช้นิติสงครามลงโทษภาคประชาชนที่ออกมาเปิดเผยข้อมูล แทนที่จะเร่งเอาผิดผู้ทุจริต
ยิ่งไปกว่านั้น สมรรถภาพการบริหารจัดการเลือกตั้ง ของ กกต. ยังถูกตั้งคำถามมาโดยตลอด นับตั้งแต่การเลือกตั้ง พ.ศ. 2562 ที่เกิดประเด็น “สูตรคำนวณ ส.ส. บัญชีรายชื่อ” หรือปาร์ตี้ลิสต์เขย่ง การเปลี่ยนสูตรคำนวณกลางอากาศจนส่งผลต่อการจัดตั้งรัฐบาล ปัญหาระบบรายงานผลล่ม และภาวะบัตรเขย่งในหลายพื้นที่ ต่อมาในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2566 แม้จะเปลี่ยนเป็นระบบบัตรสองใบ แต่ กกต. ก็ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องประสิทธิภาพการใช้งบประมาณนับพันล้านบาท หลังเกิดข้อผิดพลาดพื้นฐาน เช่น การกรอกรหัสเขตบนซองบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าผิด การพิมพ์บัตรเลือกตั้งไร้ชื่อพรรค และความล่าช้าในการรายงานผล จนกระทั่งการเลือกตั้ง พ.ศ. 2569 รายงานจากเครือข่ายภาคประชาชนอย่าง We Watch และองค์กรสังเกตการณ์ต่างๆ ยังคงพบปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง ทั้งการละเมิดหลักการลงคะแนนลับจากการวางคูหาแออัด ความผิดพลาดของกรรมการประจำหน่วย (กปน.) ในการตัดสินบัตรดี-บัตรเสีย การไม่อัปเดตบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ ตลอดจนการที่เจ้าหน้าที่ กกต. บางพื้นที่พยายามปิดกั้นมิให้ผู้สังเกตการณ์ภาคประชาชนและสื่อมวลชนถ่ายภาพใบนับคะแนน (กปน. 5/18)
กล่าวโดยสรุป วิกฤตของ กกต. ในปัจจุบันจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องสมรรถภาพการบริหารจัดการเลือกตั้งหน้างานเท่านั้น หากแต่ลุกลามกลายเป็น “วิกฤตความชอบธรรมเชิงโครงสร้าง” ที่ส่งผลกระทบสะเทือนต่อรากฐานประชาธิปไตยไทยใน 3 มิติสำคัญ
มิติแรกคือการทำลายความศรัทธาในระบบสภา เพราะเมื่อประชาชนรู้สึกว่าการเลือกตั้งไม่โปร่งใสและผู้คุมกฎไม่เป็นกลาง ความน่าเชื่อถือของสถาบันการเลือกตั้งจะพังทลาย นำไปสู่ภาวะเฉื่อยชาทางการเมือง หรือบานปลายกลายเป็นความขัดแย้งนอกระบบ มิติที่สองคือการติดล็อกของระบบตรวจสอบ สภาวะผลัดกันเกาหลังระหว่าง กกต. กับ ส.ว. ทำให้ระบบตรวจสอบและถ่วงดุลล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ผู้คุมกฎไม่กล้าลงโทษกลุ่มบุคคลที่มีส่วนชี้ชะตาตำแหน่งของตน เกิดเป็นวงจรอำนาจปิดที่ไร้ความรับผิดชอบต่อประชาชน และมิติที่สามคือการลดทอนพลังภาคประชาชน การใช้นิติสงครามฟ้องร้ององค์กรอย่าง iLaw หรือการจำกัดพื้นที่การทำงานของ We Watch สะท้อนการเปลี่ยนบทบาทของ กกต. จากผู้ส่งเสริมการมีส่วนร่วม ไปเป็นผู้ใช้อำนาจรัฐเพื่อปกป้องตนเอง ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์ดั้งเดิมของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ที่เป็นผู้ให้กำเนิดกกต.อย่างสิ้นเชิง
การพาประชาธิปไตยไทยออกจากสภาวะบิดเบี้ยวนี้ จำเป็นต้องดำเนินมาตรการแก้ไขอย่างเป็นระบบ โดยในระยะสั้น กกต. ต้องหยุดซื้อเวลาในการพิจารณาสำนวนคดีฮั้ว สว. และเร่งส่งเรื่องให้ศาลฎีกาฯ วินิจฉัยโดยเร็วที่สุดบนหลักการมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริต พร้อมทั้งถอนฟ้องคดีอาญากับ iLaw ทันทีเพื่อแสดงความจริงใจต่อสาธารณชน สำหรับระยะกลาง ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อรื้อถอนโครงสร้างที่มาของ กกต. โดยยกเลิกการผูกขาดอำนาจลงมติเห็นชอบไว้ที่ ส.ว. เพียงฝ่ายเดียว แล้วปรับให้ยึดโยงกับสภาผู้แทนราษฎรทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ร่วมกับภาคประชาสังคมและสถาบันวิชาการ เพื่อตัดวงจรผลประโยชน์ทับซ้อนกับสภาสูง และในระยะยาว ต้องปฏิรูประบบการจัดการเลือกตั้งสู่ระบบ Open Data โดยกำหนดให้เปิดเผยคะแนนดิบรายหน่วย (กปน. 5/18) ในรูปแบบดิจิทัลทันทีในคืนวันเลือกตั้ง พร้อมรับรองสถานะทางกฎหมายให้เครือข่ายภาคประชาชนเข้าสังเกตการณ์ได้อย่างเสรีทุกขั้นตอน สิ่งเหล่านี่น่าจะช่วยเรียกความเชื่อมั่นและความศรัทธาจากสังคมที่มีต่อบทบาทและการทำงานของกกต.ที่ควรเป็นสถาบันสำคัญในการพัฒนาและส่งเสริมประชาธิปไตยและรักษาการเปลี่ยนผ่านอำนาจทางการเมืองให้มี “ความสุจริต โปรงใส เป็นกลาง และเที่ยงธรรม” ได้

