หน้าแรก การเมือง ชัยชนะ ชง 4 แ...

ชัยชนะ ชง 4 แผนแก้ปัญหาใต้ พร้อมตรวจความโปร่งใสงบไฟใต้ แซะพิพัฒน์ ต้องทำจริง ไม่ใช่สร้างภาพ

30.08.26 | 11:25 น.

ชัยชนะ ชง 4 แผนแก้ปัญหาใต้ พร้อมตรวจความโปร่งใสงบไฟใต้ แซะพิพัฒน์ ต้องทำจริง ไม่ใช่สร้างภาพ

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 30 สิงหาคม ที่พรรคประชาธิปัตย์ ส.ส.ภาคใต้พรรคประชาธิปัตย์ นำโดย นายชัยชนะ เดชเดโช ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคดูแลพื้นที่ภาคใต้ นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง ส.ส.สงขลา นายกาญจน์ ตั้งปอง ส.ส.ตรัง และนายทรงศักดิ์ มุสิกกอง ส.ส.นครศรีธรรมราช ร่วมกันแถลงข้อเสนอต่อรัฐบาล ก่อนที่จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ที่จ.สงขลา ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม-1 กันยายน 2569 นี้


นายชัยชนะ กล่าวว่า การลงไปครั้งนี้ควรจะมีเรื่องราวและนโยบายที่เป็นชิ้นเป็นอันในการแก้ไขปัญหาให้พี่น้องชาวใต้อย่างเป็นระบบ โดยปัญหาแรกสิ่งที่รัฐมนตรีต้องพิจารณาและแก้ไขให้เป็นระยะยาวคือ ปัญหาราคาพืชผลเกษตรไม่ว่าจะเป็นปาล์ม ยางและผลไม้การเกษตรทุกอย่าง เพราะวันนี้ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำลงทุกวัน โดยเฉพาะขณะนี้ที่เป็นราคามังคุด ซึ่งตนไม่ทราบว่ารัฐบาลทราบหรือไม่ว่าราคามังคุดในขณะนี้ไม่ถึง 15 บาทต่อกิโลกรัมแล้ว ทั้งที่ราคาต้นทุนตกอยู่ที่ 20 บาทต่อกิโลกรัม ตนคิดว่าการแก้ไขราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำต้องแก้ไขให้มีความมั่นคงและยั่งยืน ฉะนั้น จึงขอเสนอให้ ครม.สัญจร พิจารณาโครงการในการสร้างนิคมอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าทางการเกษตร ไม่ว่ายางหรือปาล์ม ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เคยเสนอไปแล้วคือ รับเบอร์วัลเลย์ (Rubber Valley) ที่จะก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมนี้ที่องค์การสวนยาง อ.นาบอน จ.นครศรีธรรมราช ที่จะมีการแปรรูปยาง ปาล์ม และผลไม้ต่างๆ ในภาคใต้

นายชัยชนะ กล่าวต่อว่า 2.ขอเสนอให้รัฐบาลสร้างแอพพลิเคชั่นให้กับพี่น้องเกษตรกร เพื่อให้เขาได้บันทึกประจำวันว่าในแต่ละวันเขาได้ทำอะไรบ้าง มีต้นทุนในการทำสวนเท่าไหร่ เมื่อเขาทราบต้นทุนเขาจะได้รู้ว่าเวลาที่เขามีรายได้เข้ามาเขามีกำไรเท่าไหร่ หากใครที่เข้าร่วมแอพพลิเคชั่นก็จะได้การพิจารณาการเยียวยาจากรัฐก่อนคนอื่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนอยากเรียกร้องรัฐบาล

นายชัยชนะ กล่าวต่อว่า ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน เมื่อรัฐบาลประกาศว่าจะไม่ทำโครงการแลนด์บริดจ์แล้ว แต่งบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรไว้ ก็ควรนำมาพิจารณาลงทุนในโครงการเซาเทิร์น คอนเนกต์ (Southern Connect) เพื่อพัฒนาระบบรางเชื่อมโยงท่าเรือสงขลา ท่าเรือระนอง และท่าเรือตรัง ไปยังท่าเรือแหลมฉบัง พร้อมยกระดับศูนย์กระจายสินค้า อ.ทุ่งสง เป็นศูนย์ ICD เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ให้ผู้ประกอบการและเกษตรกร ฉะนั้นจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลประกาศให้ชัดเจนถึงนโยบายการก่อสร้างรถไฟทางคู่เชื่อมต่อมาเลเซีย (เพชรบุรี-สุไหงโก-ลก) พร้อมกับให้จัดทำแผนงานแจกแจงรายละเอียดการใช้งบประมาณว่าอยู่ในปีงบประมาณ 2570 หรือ 2571 และต้องใช้งบประมาณเท่าใด โดยจะต้องมีกำหนดการแล้วเสร็จให้ชัดเจนด้วย

Advertisement

นายชัยชนะ กล่าวด้วยว่า สำหรับประเด็นสุดท้ายคือเรื่องปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งรัฐบาลต้องทบทวนและตรวจสอบความคุ้มค่าและโปร่งใสของงบประมาณให้ครบถ้วน รวมไปถึงจำนวนกำลังพลว่ามีชื่อปฏิบัติหน้าที่แต่ตัวอยู่จริงหรือไม่ มีการทุจริตเบิกเงินเดือนแต่ตัวไม่อยู่หรือไม่ ตลอดจนตรวจสอบอาวุธยุทโธปกรณ์และกล้องวงจรปิดว่าสูญหายหรือไม่ และหากพบเจ้าหน้าที่รัฐเอี่ยวกลุ่มผู้ก่อเหตุ ต้องดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมอย่างเด็ดขาด

”ขอฝากไปถึง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ด้วยว่า สิ่งที่เคยประกาศว่าจะทวงคืนความยิ่งใหญ่ให้ภาคใต้นั้น วันนี้เป็นรัฐบาลแล้วแต่ยังไม่เห็นการเริ่มต้นฟื้นฟูอย่างแท้จริง การประชุม ครม.สัญจรครั้งนี้ ขอให้ท่านลงไปทำงานจริงๆ ไม่ใช่ลงไปแค่สร้างภาพแล้วกลายเป็นภาระให้ข้าราชการในพื้นที่ต้องมาคอยต้อนรับ หาก ครม. ลงไปแล้วทำจริง ให้งบประมาณจริง พัฒนาจริง อย่าเป็นแค่เสือกระดาษ เราก็พร้อมยินดี“ นายชัยชนะ กล่าว

ด้านนายศักดิ์สิทธิ์ กล่าวว่า สำหรับปัญหาเร่งด่วนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ จ.สงขลานั้น ตนขอมุ่งเน้นไปที่ปัญหาความเดือดร้อนที่ยังไม่ได้รับการคลี่คลายคือ ปัญหาการบริหารจัดการน้ำหลังเผชิญอุทกภัย ที่พบว่าการขุดลอกคูคลองในพื้นที่รับผิดชอบของกรมชลประทานและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังคงล่าช้า ติดหล่มขั้นในตอนการจัดซื้อจัดจ้างผู้รับเหมา จึงขอเสนอให้กรมชลประทานนำเครื่องจักรของตนเองลงพื้นที่ดำเนินการโดยตรง หรือบูรณาการร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดและเทศบาล เพื่อเร่งลอกทางน้ำให้ทันท่วงทีก่อนที่ฤดูมรสุมระลอกใหม่จะมาถึง เพราะแม้รัฐบาลจะอนุมัติงบกลางลงมา แต่การดำเนินงานไม่สำเร็จ ก็จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชน และทำให้กรมชลประทานต้องตกเป็นแพะรับบาปในท้ายที่สุด

นายศักดิ์สิทธิ์ กล่าวต่อว่า ขณะที่ประเด็นนิคมอุตสาหกรรมจะนะ จากการลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นของชาวบ้าน พบว่ายังคงมีความวิตกกังวลและสับสนอย่างยิ่ง เนื่องจากในอดีตเคยมีบทเรียนจากการผลักดันโครงการพลังงานต่างๆ ที่สัญญาว่าประชาชนจะได้ใช้ไฟฟ้าฟรี หรือก๊าซราคาถูก แต่สุดท้ายไม่สามารถทำได้จริง ซ้ำร้ายยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการประกอบอาชีพ จนทำให้เกิดความเคลือบแคลงว่าผู้ที่ได้รับผลประโยชน์สูงสุดกลับกลายเป็นกลุ่มนายหน้าและนายทุนที่เข้ามากว้านซื้อที่ดิน

“ดังนั้นจึงขอสะท้อนไปยังรัฐบาลว่าท่านต้องเปิดรับฟังเสียงของคนในพื้นที่อย่างจริงจังตามกรอบการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) และต้องไม่ดำเนินนโยบายที่สวนทางกับสิ่งที่เคยให้คำมั่นไว้เมื่อครั้งหาเสียงเลือกตั้ง” นายศักดิ์สิทธิ์ กล่าว

นายศักดิ์สิทธิ์ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ในส่วนที่เป็นปัญหาวิกฤตของกลุ่มชาวประมงพื้นบ้านในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ซึ่งกำลังเผชิญกับสภาพทะเลสาบตื้นเขินจากตะกอนดินทรายหลังน้ำท่วม ทำให้ปริมาณสัตว์น้ำลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจะเป็นการเปิดโอกาสให้โรงงานอุตสาหกรรมซ้ำเติมวิกฤติด้วยการลักลอบปล่อยน้ำเสียด้วย

นายศักดิ์สิทธิ์ กล่าวด้วยว่า จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลและองค์การจัดการน้ำเสีย (อจน.) เข้ามาแสดงบทบาทและรับผิดชอบดูแลระบบบำบัดน้ำเสียของเทศบาลนครหาดใหญ่ รวมถึงโครงสร้างท่อระบายน้ำใต้ดินที่ชำรุดทรุดโทรม ก่อนที่จะระบายน้ำเสียลงสู่คลองแห คูเต่า อ.บางกล่ำ และไหลลงสู่ทะเลสาบสงขลา เพื่อเร่งฟื้นฟูระบบนิเวศและคืนความสมบูรณ์ให้แก่แหล่งทำมาหากินของชาวประมงอย่างเร่งด่วน