‘เดชรัต’ เปิด 5 นโยบายปฏิรูปการศึกษา ลั่นการศึกษาต้องไปได้ไกลกว่านี้ ยันคงงบ 1.6 พันล้านบาท ด้าน ‘พิธา’ ชี้เป้าหมายการศึกษาระดับโลกที่นนท์ เป็นไปได้ ย้ำอย่าลืมเด็กหลุดระบบ ขณะที่ ‘กุลธิดา’ เสนอคืนเวลาให้ครู ลดงานเอกสาร เพิ่มนักจิตวิทยา-นักสังคมสงเคราะห์
เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ที่สวนอีเด่น จ.นนทบุรี พรรคประชาชน จัดกิจกรรมเสวนานโยบายด้านการศึกษาของ จ.นนทบุรี โดยมี นายเดชรัต สุขกำเนิด ผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นนทบุรี พรรคประชาชน นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน และน.ส.กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ อดีตกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ และกรรมการมูลนิธิคณะก้าวหน้า ร่วมอภิปรายถึงปัญหาเกี่ยวกับระบบการศึกษา พร้อมนำเสนอข้อเสนอทางนโยบายของทีม อบจ.นนทบุรี พรรคประชาชน
โดยนายเดชรัต กล่าวว่า ที่ผ่านมามีข้อกังวลว่าหากพรรคประชาชนเข้าบริหาร อบจ.นนทบุรี จะมีการลดงบประมาณด้านการศึกษา รวมถึงลดตำแหน่งครู แต่ตนขอยืนยันว่าจะยังคงการลงทุนด้านการศึกษาไว้ที่ประมาณ 1,600 ล้านบาทต่อปี รวมถึงการจ้างครูและตำแหน่งงานต่างๆ จะดำเนินต่อไป เช่นเดียวกับการสนับสนุนโรงเรียนในอัตราเดิม โดยสิ่งที่ต้องเดินหน้าต่อคือการเติมเต็มการศึกษาให้ตอบโจทย์ความเปลี่ยนแปลง ซึ่งมีความท้าทายสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ 1.การสนับสนุนให้เด็กค้นหาตัวตนและความฝัน เพราะเด็กแต่ละคนมีความสนใจที่หลากหลายและลงลึกมากขึ้น ตนจึงเสนอให้มีกิจกรรม After School Club เชิญวิทยากรจากภายนอกเข้ามาเปิดประสบการณ์ รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการในนนทบุรีจัดกิจกรรม Job Shadow ให้เด็กได้เข้าไปสัมผัสการทำงานจริงในระยะสั้น เพื่อช่วยให้เข้าใจอาชีพก่อนตัดสินใจเลือกเส้นทางอนาคต ตลอดจนพัฒนาหลักสูตรวิชาชีพที่เสริมทักษะภาษาอังกฤษเพื่อเพิ่มโอกาสในการต่อยอดการทำงาน
นายเดชรัต กล่าวต่อว่า 2.เพิ่มพื้นที่การเรียนรู้และพื้นที่สร้างสรรค์ในนนทบุรี เพื่อลดความจำเป็นที่เด็กและเยาวชนต้องเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ในวันหยุด ด้วยการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้สร้างสรรค์ที่มีทั้ง Co-working Space ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ และพื้นที่สำหรับสภาเด็กและเยาวชน โดยไม่จำเป็นต้องสร้างอาคารใหม่ แต่สามารถนำอาคารเดิมที่มีอยู่มาปรับปรุง รวมทั้งเปิดพื้นที่โรงเรียนและศูนย์เด็กเล็กในวันเสาร์-อาทิตย์ให้ครอบครัวเข้ามาใช้งาน ผ่านโครงการบ้านนิทาน ลานของเล่น ที่ อบจ.จะสนับสนุนหนังสือและของเล่นให้ครอบครัวยืมกลับบ้านได้
นายเดชรัต กล่าวต่อว่า 3.สร้างระบบดูแลสุขภาพจิตทั้งเด็ก ผู้ปกครอง และครู ซึ่งเป็นความเครียดสามเสาที่เชื่อมโยงกัน ทั้งความกดดันของนักเรียน ความกังวลของพ่อแม่ และภาระงานของครู จึงต้องแก้ไขพร้อมกันทั้งระบบ ตั้งแต่ในโรงเรียน การสร้างความเข้าใจแก่พ่อแม่ในการสื่อสารกับลูก การจัดตั้งคลินิกนิรนามที่เด็กสามารถขอคำปรึกษาหรือแจ้งปัญหาการกลั่นแกล้งได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกเปิดเผยข้อมูล ไปจนถึงคลินิกดูแลสุขภาพจิตสำหรับครู หากตนได้รับโอกาสบริหาร อบจ. จะเริ่มระบบดูแลสุขภาพจิตในโรงเรียนภายใน 30 วันแรก เพื่อให้สามารถเริ่มดำเนินการได้ทันทีในภาคเรียนที่ 2 ของปีการศึกษานี้
นายเดชรัต กล่าวอีกว่า 4.ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียนขนาดใหญ่กับโรงเรียนขนาดเล็ก โดยจัดตั้งทีมเข้าไปสนับสนุนโรงเรียนขนาดเล็กโดยตรง รวมถึงแก้ปัญหาด้านโภชนาการ ซึ่งยังคงพบความแตกต่างของพัฒนาการเด็กระหว่างพื้นที่ในจังหวัดนนทบุรี แม้จะเป็นจังหวัดที่มีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจสูงก็ตาม และ 5.เพิ่มตัวช่วยและสวัสดิการให้ครู นอกเหนือจากการคงการจ้างงานและตำแหน่งครูไว้แล้ว ยังจะมีคูปองการเรียนรู้ให้ครูทั้งในและนอกสังกัด อบจ. สามารถเลือกหลักสูตรพัฒนาทักษะของตนเองได้ รวมถึงมีคลินิกให้คำปรึกษาสำหรับครู และคลังการเรียนรู้กลางของจังหวัด ซึ่งรวบรวมอุปกรณ์การเรียนรู้ บุคลากรผู้เชี่ยวชาญ วิทยากร คลังข้อสอบ และทรัพยากรที่โรงเรียนต่างๆ สามารถใช้ร่วมกัน เพื่อลดต้นทุนและภาระของครูในแต่ละโรงเรียน
นายเดชรัต กล่าวอีกว่า สำหรับตนการศึกษาไม่ใช่เพียงแค่การพัฒนาความรู้ แต่ต้องปลูกฝังหลักคนเท่ากัน คนต่างกัน คนเหมือนกัน คือการเคารพความเท่าเทียม เข้าใจความแตกต่าง และเข้าอกเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นด้วย
“เราต้องทำให้ลูกหลานของเราเรียนรู้ในเชิงลึกตามความสนใจของเขา เขาจะได้ค้นหาความฝันและค้นหาตัวเองได้ เราต้องมีพื้นที่การเรียนรู้ที่เขาสามารถต่อยอดจากการเรียนในห้องเรียนมาสู่นอกห้องเรียน การศึกษานนทบุรีต้องไปได้ไกลกว่าเดิม และต้องไปด้วยกันทั้งหมด ไม่ใช่แค่เฉพาะโรงเรียนขนาดใหญ่หรือเด็กบางกลุ่มเท่านั้น” นายเดชรัต กล่าว
นายเดชรัต กล่าวด้วยว่า เป้าหมายของตนไม่ใช่เพียงสานต่อสิ่งที่ อบจ.นนทบุรี ทำได้ดีอยู่แล้ว แต่ต้องเติมเต็มระบบการศึกษาและการเรียนรู้ เพื่อให้เด็กสามารถอยู่รอด เข้มแข็ง และเป็นคนที่มีคุณค่าในโลกอนาคต โดยการเรียนรู้ต้องเกิดขึ้นทั้งในและนอกห้องเรียน ต้องสนับสนุนทั้งเด็ก ครู และผู้ปกครอง รวมถึงต้องทำให้โรงเรียนทุกขนาดมีความพร้อมในการดูแลเด็กอย่างทั่วถึง

ด้านนายพิธา กล่าวว่า เป้าหมายเรียนระดับโลกที่นนทบุรีสามารถเกิดขึ้นได้จริง ตนมีความเชื่อมั่นในตัวนายเดชรัต จากประสบการณ์การทำงานด้านนโยบาย การเป็นอาจารย์ และการเดินทางศึกษาระบบการศึกษาในต่างประเทศร่วมกัน แม้นนทบุรีจะมีตัวชี้วัดด้านการศึกษาหลายด้านอยู่ในระดับต้นๆ ของประเทศ แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีเด็กที่ตกหล่นจากระบบการศึกษาเป็นจำนวนมาก โจทย์ของนายก อบจ. คนต่อไป จึงต้องไม่หยุดอยู่เพียงแค่การเพิ่มคุณภาพของโรงเรียนที่ดีอยู่แล้ว แต่ต้องไม่ลืมเด็กจำนวนมากที่ตกหล่นด้วยเช่นกัน
นายพิธา กล่าวต่อว่า สำหรับทักษะของเด็กในศตวรรษที่ 21 จากประสบการณ์ของระบบการศึกษาในต่างประเทศ มีแนวคิดวิชาล้มได้ ลุกเป็น หรือ Bounce Back ที่ช่วยให้เด็กเรียนรู้วิธีรับมือกับความผิดหวัง การถูกกลั่นแกล้ง หรือความล้มเหลว เพราะสุขภาพจิตและความเป็นมนุษย์ของเด็กต้องได้รับความสำคัญควบคู่ไปกับคะแนนสอบ
นายพิธา กล่าวอีกว่า ยังมีสิ่งที่เรียกว่า Flipped Classroom หรือการกลับรูปแบบห้องเรียน ให้เด็กเป็นผู้ค้นคว้าและนำเสนอมากขึ้น รวมถึงการประเมินผลผ่านแฟ้มสะสมผลงานแทนการยึดคะแนนสอบเพียงอย่างเดียว เพื่อเปิดพื้นที่ให้ความถนัดที่แตกต่างกัน ทั้งศิลปะ กีฬา และทักษะด้านอื่นๆ พร้อมส่งเสริมให้โรงเรียนเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการเรียนรู้ เชื่อมต่อกับห้องสมุด ศูนย์การเรียนรู้ และพื้นที่กิจกรรมนอกห้องเรียน

ขณะที่ น.ส.กุลธิดา กล่าวว่า ท้องถิ่นสามารถเป็นคำตอบสำคัญของการจัดการศึกษา เพราะมีอิสระในการบริหารจัดการ โดยควรนำข้อมูลและเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณ เช่น การบริหารรถรับส่งนักเรียนด้วยการนำข้อมูลที่อยู่อาศัยของเด็กมาวางแผนเส้นทาง ลดจำนวนสายรถ และออกแบบรถให้เหมาะกับสภาพถนน รวมถึงใช้ข้อมูลเวลาเข้าและเลิกเรียนเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการจราจร
น.ส.กุลธิดา กล่าวต่อว่า ส่วนในด้านสุขภาพจิต อบจ. ควรเพิ่มบุคลากรทั้งนักจิตวิทยาและนักสังคมสงเคราะห์ พร้อมสร้างระบบที่ทำให้ครู นักเรียน และผู้ปกครองสามารถสังเกตสัญญาณปัญหาสุขภาพจิตได้ตั้งแต่ระยะแรก ขณะเดียวกันต้องลดภาระงานเอกสารและงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสอน เพื่อคืนเวลาให้ครูสามารถดูแลและพัฒนานักเรียนได้อย่างเต็มที่ยิ่งขึ้น




