หน้าแรก การเมือง นิพนธ์ เตือน ...

นิพนธ์ เตือน สิงโต คิดจะเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ อย่ากระโดดลงบ่อน้ำเน่าการเมืองเก่า โต้ปมที่ดินกุโบร์

30.08.26 | 19:12 น.

นิพนธ์ เตือน สิงโต คิดจะเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ อย่ากระโดดลงบ่อน้ำเน่าการเมืองเก่า โต้ปมที่ดินกุโบร์ ย้ำใครออกโฉนดทับที่สาธารณะ คนนั้นรับผิด ยกกรณีบุกรุกโบราณสถานที่ศาลยังสั่งจำคุก

 


จากกรณีที่นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง หรือ สิงโต ส.ส.สงขลา แชร์เนื้อหาเกี่ยวกับปัญหาที่ดินกุโบร์ท่ายาง ต.นาทับ อ.จะนะ พร้อมข้อความในลักษณะพาดพิงนักการเมือง น. ในพื้นที่นั้น

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ตนเกิดและเติบโตที่ตำบลนาทับ อำเภอจะนะ บ้านและครอบครัวประกอบอาชีพอยู่ในพื้นที่มาโดยตลอด ทุกวันนี้สถานประกอบการของครอบครัวก็มีที่ตั้งเป็นหลักเป็นแหล่ง ทั้งที่จะนะและสิงหนคร มีการประกอบธุรกิจที่สามารถตรวจสอบได้ ทำมาหากินอย่างเปิดเผยตามกฎหมาย

“บ้านผมสอนลูกหลานมาตลอดว่า จะหาเงินต้องหาอย่างสุจริต ทำมาหากินก็ต้องมีอาชีพ มีสถานประกอบการเป็นหลักเป็นแหล่ง ให้คนตรวจสอบได้ เงินที่เอากลับเข้าบ้านต้องเป็นเงินที่เราตอบได้ว่ามาจากไหน”นายนิพนธ์ กล่าว

Advertisement

นายนิพนธ์กล่าวว่า สิ่งที่ครอบครัวไม่เคยสอน คือการให้ลูกหลานแสวงหารายได้จากสิ่งผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการเปิดบ่อนการพนัน ทำเว็บพนัน ใช้บุคคลอื่นเป็นนอมินี หรือทำธุรกิจอย่างหนึ่งไว้บังหน้ากิจกรรมที่ผิดกฎหมาย

“ผู้ใหญ่ที่บ้านไม่เคยสอนว่า ถ้าอยากมีเงินก็ไปเปิดบ่อน ไปทำเว็บพนัน หรือเอาธุรกิจถูกกฎหมายมาบังหน้าเรื่องที่ผิดกฎหมาย เราโตมากับคำสอนว่า เงินสุจริตอาจหาได้ช้ากว่า แต่ใช้ได้อย่างไม่ต้องหลบหน้าใคร” นายนิพนธ์ กล่าว

นายนิพนธ์กล่าวถึงกรณีที่ดินกุโบร์ท่ายาง นาทับว่า ขอให้สังคมแยกระหว่างข้อเท็จจริงกับการกล่าวหาทางการเมืองให้ชัดเจน พร้อมยืนยันว่า ตนไม่มีที่ดินอยู่ในบริเวณกุโบร์ที่กำลังเป็นข่าวแม้แต่แปลงเดียว

“ผมพูดตรง ๆ วันนี้เลยว่า ผมไม่มีที่ดินตรงกุโบร์แม้แต่แปลงเดียว เพราะฉะนั้นใครมีหลักฐานก็เอาออกมา อย่าพูดกันตามร้านน้ำชาแล้วเอามาแต่งเรื่องต่อ ส่วนใครที่มีที่ดินอยู่ตรงนั้น หากตรวจสอบแล้วพบว่าเอาที่สาธารณะไปออกโฉนดโดยมิชอบ คนนั้นก็ต้องรับผิดชอบเอง ต้องเพิกถอน ต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย จะเป็นใคร เป็นญาติใคร หรืออยู่ฝ่ายการเมืองไหนก็ไม่เกี่ยว เพราะคนทำต้องรับผิด ไม่ใช่เอานามสกุลของคนอื่นไปรับผิดแทน”นายนิพนธ์ กล่าว

นายนิพนธ์กล่าวว่า หลักดังกล่าวไม่ใช่เรื่องซับซ้อน เพราะในจังหวัดสงขลาเองก็เคยมีกรณีบุกรุกพื้นที่ของรัฐและโบราณสถานที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมมาแล้ว ซึ่งนายศักดิ์สิทธิ์เองก็น่าจะรู้จักเรื่องนี้เป็นอย่างดี

“กรณีคนเข้าไปบุกรุกโบราณสถาน เขาน้อย-เขาแดง นายศักดิ์สิทธิ์ก็น่าจะรู้จักดี เพราะมีญาติผู้ใหญ่ใกล้ชิดอยู่ในคดีนั้น และศาลก็มีคำพิพากษาแล้วว่าใครทำ ใครต้องรับผิด”นายนิพนธ์ กล่าว

นายนิพนธ์กล่าวว่า คดีดังกล่าวเป็นกรณีลักลอบขุดดินออกจากพื้นที่โบราณสถานเขาน้อย อ.สิงหนคร จนเกิดหลุมลึกประมาณ 20 เมตร และอยู่ห่างจากฐานเจดีย์โบราณเพียง 34 เมตร โดยศาลจังหวัดสงขลาพิพากษาจำคุกจำเลยหลัก 2 ราย คนละ 6 ปี ไม่รอลงอาญา พร้อมชดใช้ค่าเสียหายรวม 10.5 ล้านบาท และจำเลยอีก 3 รายถูกพิพากษาจำคุกคนละ 2 ปี ไม่รอลงอาญา ก่อนที่วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จะมีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยหนึ่งในจำเลยที่ถูกพิพากษาจำคุก 6 ปี เป็นพี่สาวของนายเดชอิศม์ ขาวทอง ซึ่งเท่ากับเป็นญาติผู้ใหญ่ของนายศักดิ์สิทธิ์โดยตรง

“ผมไม่ได้พูดเรื่องนี้เพื่อเอาครอบครัวใครมารับผิดแทนกัน แต่ยกขึ้นมาให้เห็นหลักง่าย ๆ ว่า ญาติทำ ญาติก็รับผิด คนอื่นไม่ได้รับผิดแทน เช่นเดียวกัน ถ้าที่กุโบร์มีใครออกโฉนดทับที่สาธารณะ คนนั้นก็รับผิด จะเอาเรื่องของคนนั้นมาแต่งต่อแล้วโยนมาใส่ผมไม่ได้ เพราะแม้จะไม่เอ่ยชื่อ แต่คนที่ได้อ่านก็เชื่อได้ว่ากล่าวหาใคร”นายนิพนธ์กล่าว

นายนิพนธ์กล่าวอีกว่า ในการทำงานการเมือง ตนได้รับการสอนเช่นเดียวกันว่า อำนาจและตำแหน่งมีไว้ทำงานให้ประชาชน ไม่ใช่เครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์ และการได้มาซึ่งคะแนนเสียงควรเกิดจากผลงาน ความไว้วางใจ และการอยู่กับประชาชน ไม่ใช่จากอำนาจของเงินที่ไม่สามารถอธิบายที่มาได้

“ผมเป็นนักการเมือง ก็ต้องลงพื้นที่ ทำงาน แก้ปัญหาให้ประชาชน ทำให้เขาเห็นว่าเราทำอะไรให้บ้านเมือง ที่บ้านไม่ได้สอนว่าอยากเป็นนักการเมืองก็ไปหาเงินสีเทามาซื้อใจประชาชน ไม่ได้สอนว่าเงินมาจากไหนไม่สำคัญ ขอเพียงมีมากพอสำหรับเลือกตั้ง สำหรับผม เงินทุกบาทต้องตอบประชาชนได้ว่ามาจากไหน เพราะถ้าวันหนึ่งนักการเมืองต้องพึ่งเงินจากสิ่งผิดกฎหมาย วันนั้นคนที่อยู่เบื้องหลังเงินก้อนนั้นต่างหากที่จะกลายเป็นเจ้าของนักการเมือง”นายนิพนธ์กล่าว

นายนิพนธ์กล่าวว่า ตนเห็นนายศักดิ์สิทธิ์เป็นเหมือนลูกหลาน จึงอยากเตือนด้วยความหวังดีว่า หากตั้งใจจะสร้างภาพของการเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ ก็ควรเริ่มต้นจากการทำการเมืองด้วยข้อเท็จจริง ไม่ควรหยิบข่าวลือหรือข้อสงสัยมาปรุงแต่งให้กลายเป็นข้อกล่าวหา

“สิงโตยังเป็นคนรุ่นใหม่ ผมเห็นเหมือนลูกเหมือนหลาน จึงอยากฝากว่า ถ้าคิดจะเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ ก็อย่ารีบกระโดดลงไปในบ่อน้ำเน่าของการเมืองแบบเก่า หากมีหลักฐานก็เอาหลักฐานมากาง ผิดตรงไหนก็ให้กฎหมายจัดการ แต่ถ้าไม่มีหลักฐาน อย่าเอาเรื่องตามร้านน้ำชามาเต้าข่าวแล้วสาดใส่คนอื่น เพราะการเมืองแบบนั้นไม่ได้ทำให้คนพูดดูเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ขึ้นมาเลย และถ้าจะยึดหลักว่าที่ดินของรัฐต้องได้รับการปกป้อง ผมเห็นด้วยเต็มร้อย กุโบร์เป็นที่สาธารณะ ก็ต้องปกป้อง โบราณสถานก็ต้องปกป้อง ที่หลวงก็คือที่หลวงเหมือนกันทั้งหมด ใครบุกรุก ใครเอาไปออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ คนนั้นต้องรับผิด ใช้มาตรฐานเดียวกัน อย่าเลือกความถูกต้องเฉพาะเรื่องที่ตัวเองเอาไปโจมตีคนอื่นได้”นายนิพนธ์กล่าว

นายนิพนธ์กล่าวว่า การเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ไม่ได้อยู่ที่อายุ แต่อยู่ที่วิธีคิดและวิธีทำการเมือง อยากเป็นการเมืองรุ่นใหม่ ต้องสะอาดทั้งวิธีหาเงินและวิธีหาคะแนน อย่าใช้เงินที่ตอบที่มาไม่ได้ซื้อใจคน และอย่าใช้ข่าวที่ตอบข้อเท็จจริงไม่ได้ทำลายคนอื่น เพราะคนสงขลาเขาดูออกว่าใครทำมาหากินอะไร ใครอยู่กับประชาชนอย่างไร และใครสร้างตัวมาจากไหน ดังนั้นก่อนจะชี้นิ้วไปที่คนอื่น อย่าลืมว่าประชาชนเขาก็มองกลับมาที่ตัวเราและคนรอบตัวเราเหมือนกัน หากที่ดินแปลงใดที่นายสิงโตกล่าวว่าเป็นที่กุโบร์และเป็นที่สาธารณะควรแจ้งกรมที่ดินดำเนินการเพิกถอนโฉนดและดำเนินคดีกับผู้บุกรุก ผู้ออกโฉนด ดีกว่าโพสต์บน social media หวังโหนกระแสไปวันๆ