หน้าแรก การเมือง กมธ.ทหาร ลุยพ...

กมธ.ทหาร ลุยพิสูจน์คดียิงวัยรุ่น สอบผู้เสียหาย-พยาน ยันวิถียิงจากที่สูง รอผลพิสูจน์กระสุนปืน

30.08.26 | 23:19 น.

กมธ.ทหาร ลงนราธิวาส ลุยพิสูจน์คดียิงวัยรุ่น สอบผู้เสียหาย-พยาน ยันวิถียิงจากที่สูง เผยรอผลพิสูจน์กระสุนปืน ลั่นหากจนท.ทำเกินกว่าเหตุ พร้อมฟ้องฟันอาญา-วินัย

เมื่อเวลา 13.00น. วันที่ 30 สิงหาคม นายเอกราช อุดมอำนวย ประธานคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร นาวาโทกิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่ 1 และนายราเชน ตระกูลเวียง กรรมาธิการฯ เดินทางลงพื้นที่ จ.นราธิวาส เพื่อติดตามหาข้อเท็จจริงกรณีนายซอและ ดอเลาะ อายุ 21 ปี ยืนยันว่าถูกกระสุนปืนยิงจาก เฮลิคอปเตอร์ ได้รับบาดเจ็บ ในพื้นที่ ต.ช้างเผือก อ.จะแนะ จ.นราธิวาส เหตุเกิดช่วงคืนวันที่ 22 สิงหาคม ที่ผ่านมา ปัจจุบันยังนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลนราธิวาสรานครินทร์ อ.เมืองนราธิวาส


ทั้งนี้คณะ กมธ.ทหารฯ เข้านายซอและ โดย มีแพทย์เจ้าของไข้ได้อธิบายข้อซักถามต่างๆ เกี่ยวกับบาดแผลของนายซอและ ร่องรอยถูกกระสุนปืน บริเวณช่องท้อง 1 ซ.ม. และมีรูออก 2 – 3 ซ.ม. ใกล้เชิงกราน จากกระสุนปืน 1 นัด มีบาดแผลทะลุจากช่องท้องไปเชิงกราน และมีเศษกระสุนปืนขนาด 0.5 ซ.ม.ติดอยู่บริเวณช่วงบาดแผลทางออก ซึ่งจะมีการผ่าตัดออก นำส่งเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์

จากการสอบถาม นายซอและ ยังคงยืนยันว่าตนถูกยิงมาจาก ฮ. ซึ่งในขณะเกิดเหตุไม่มีสิ่งใดผ่านยกเว้น ฮ.ของเจ้าหน้าที่ โดได้ยินเสียงปืนยิงมาจากที่สูง ทีละนัดๆ ขณะเกิดเหตุเพื่อนอีก 3 คนอยู่ในหตุการณ์ ได้เห็นและได้ยินเสียงชัดเจน ที่สำคัญ นายมุคลิศ ดอและ 20 ปี ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้อง ขณะเกิดเหตุได้นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่ตนขับขี่ ถูกกระสุนปืนที่ยิงนายซอและจากช่องท้องทะลุใกล้เชิงกรานทะลุมาถูกน่องขวา

Advertisement

ในวันเกิดเหตุ ทุกคนได้แต่กังวลที่ช่วยตนที่ได้รับบาดเจ็บ โดยนายมุคลิศ ได้ไปหาหมอที่โรงพยาบาลจะแนะ ในวันที่ 25 สิงหาคม ก่อนที่จะไปแจ้งให้พนักงานสอบสวนรับทราบในภายหลัง

ต่อมาคณะกมธ.เดินทางเข้าพบกับ พ.ต.อ.วีระศักดิ์ เพอแสละ ผกก.สภ.จะแนะ เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น โดยภาพรวมสถานการณ์และลำดับเหตุการณ์คดีวัยรุ่นถูกยิง พื้นที่อ.จะแนะ มีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นรวม 10 เหตุการณ์ แบ่งเป็นเหตุระเบิด 5 เหตุ เหตุเผาทำลาย 3 เหตุ เหตุทำลายกล้องวงจรปิด 1 เหตุ และเหตุการณ์วัยรุ่นถูกยิงนับเป็นเหตุที่ 10

ทั้งนี้ตำรวจลำดับเหตุการณ์ในคืนเกิดเหตุว่า เริ่มต้นได้รับแจ้งเหตุระเบิด ตำรวจจึงสกัดและสกัดกั้นเส้นทางตามหลักยุทธวิธีเพื่อบล็อกกลุ่มคนร้าย ต่อมาเวลาประมาณ 21.39 น. มีกลุ่มวัยรุ่น 4 คน ขับขี่รถจักรยานยนต์ 3 คันเข้ามายังด่านตรวจ เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจค้นและพูดคุยประมาณ 3-4 นาที เมื่อไม่พบสิ่งผิดกฎหมายจึงปล่อยให้เดินทางผ่านไป กระทั่งเวลาประมาณ 22.07-22.10น. สถานีตำรวจได้รับแจ้งจากโรงพยาบาลว่ามีชายวัยรุ่นจากกลุ่มดังกล่าวเข้ารับการรักษาเนื่องจากถูกยิงด้วยกระสุนปืนเ 1 นัด ขณะนั้นแพทย์เน้นการรักษาชีวิตและทำการส่งตัวไปยังโรงพยาบาลนราธิวาสทันที ทำให้เจ้าหน้าที่มีข้อจำกัดยังไม่สามารถสอบปากคำผู้บาดเจ็บได้ในขณะนั้น

สำหรับพยานหลักฐานและการดำเนินการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ จากการลงพื้นที่ตรวจสถานที่เกิดเหตุด้วยสายตา พบปลอกกระสุนขนาด 5.56 มม. จำนวน 3 ปลอก บริเวณโคนต้นยางพาราบนเนินโค้งแรก พบรอยกระสุนบนพื้น รอยกระสุนที่เหล็กราวกั้น และกองเลือดอีก 2 กอง นอกจากนี้ตรวจพบหัวกระสุนขนาด 5.56 มม. สภาพค่อนข้างสมบูรณ์ 1 หัว บนเบาะรถของเพื่อนผู้บาดเจ็บที่เดินทางไปด้วยกัน

ในส่วนของพยานหลักฐานจากตัวผู้บาดเจ็บ ได้ประสานผู้อำนวยการโรงพยาบาลนราธิวาส เพื่อผ่าเอาเศษกระสุนออกมานำส่งตรวจพิสูจน์ วัตถุพยานทั้งหมด รวมถึงปลอกกระสุนและหัวกระสุน ถูกนำส่งไปยังศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 10 เพื่อตรวจทางเทคนิคครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว ทั้งนี้การระบุว่าวัตถุพยานเป็นขนาด 5.56 มม.นั้น เป็นเพียงการระบุขนาดของกระสุนเท่านั้น แต่ไม่สามารถระบุได้ทันทีว่าเป็นชนิดปืน M16 หรือ AK-102 เนื่องจากกระสุนขนาดนี้สามารถใช้งานกับปืนได้หลากหลายประเภท จึงต้องรอผลการตรวจพิสูจน์อย่างเป็นทางการ สภาพแวดล้อมจุดเกิดเหตุและข้อจำกัดเรื่องระยะเวลา

สำหรับจุดเกิดเหตุอยู่บริเวณป่า สวนยางพารา และเนินเขา มีลักษณะเป็น “บ้านย่อย” หรือการตั้งบ้านเรือนอยู่กระจัดกระจายห่างกัน บริเวณดังกล่าวมืด ไม่มีแสงไฟส่องสว่าง และไม่มีกล้องวงจรปิด ส่วนระยะเวลาในการสรุปสำนวนคดี โดยปกติเอกสารงานสอบสวนจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน แต่เนื่องจากมีเหตุการณ์เกิดขึ้นพร้อมกันใน จ.นราธิวาสและพื้นที่ชายแดนภาคใต้รวมกันกว่า 100 เหตุ ทำให้วัตถุพยานทั้งหมดต้องถูกส่งไปตรวจที่ศูนย์พิสูจน์หลักฐานเพียงแห่งเดียว ส่งผลให้กระบวนการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์อาจต้องใช้เวลามากกว่าปกติ ด้วยโครงสร้างการทำงานและภารกิจของเจ้าหน้าที่

ทั้งนี้การปฏิบัติงานในพื้นที่ อ.จะแนะเป็นการบูรณาการร่วมกัน 3 ฝ่ายในระดับอำเภอ ประกอบด้วย ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และหน่วยฉก.ทหารในพื้นที่ ซึ่งร่วมมือกันด้านการดูแลความปลอดภัย และการพิจารณาเรื่องการเยียวยา ส่วนงานยุทธการทางอากาศ เช่น การใช้เฮลิคอปเตอร์ เป็นภารกิจและแผนการของฝ่ายทหารโดยเฉพาะ

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ไม่เคยได้รับแจ้งเรื่องการเรียกเก็บค่าคุ้มครองจากผู้ประกอบการรายย่อย และปัจจุบันกำลังพลต้องปฏิบัติภารกิจตรึงกำลัง ออกตรวจจุดเสี่ยง ร้านสะดวกซื้อ และปั๊มน้ำมันอย่างเข้มงวดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการก่อเหตุซ้ำในพื้นที่

ต่อมาคณะ กมธ. เดินทางไปยังบ้านของนายนูเซ็ง ลาเต๊ะ ผู้ใหญ่บ้าน ต.ช้างเผือก อ.จะแนะ โดยได้พบกัพยาน 3 คน ที่ร่วมอยู่ในที่เกิดเหตุ คือ นายอาดัม กะจิ นายฮาซัน ลาเต๊ะ และนายมุคลิศ ดอเลาะ จากการ ทุกคนยืนยันว่า กระสุนปืนปริศนามาจาก ฮ ที่บินอยู่เหนือศีรษะ ซึ่งโดยรอบจุดเกิดเหตุไม่มีสิ่งผิดปกติหรือบุคคลใดซุ่มอยู่ในป่าข้างทาง ส่วนหลักฐานต่างๆที่ยืนยัน คือ มองเห็นและเสียงคลิปปืนของชาวบ้านที่บันทึกไว้

จากนั้น นายนูเซ็ง นำพยานทั้ง 3 คน ไปชี้จุดเกิดเหตุ ร่องรอยกระสุนปืนบนผิวยางมะตอม ต้นยางพารา และเหล็กกันขอบทางโค้ง ซึ่งมีรูกระสุนปืนทะลุอยู่ 2 จุด และรูของกระสุนปืนเป็นรูปวงจร เหมือนลักษณะถูกยิงมาจากที่สูง

ซึ่งพยานทั้ง 3 ราย ลำดับเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุว่า นายซอและ ขับขี่รถ จักรยานยนต์คันที่ 1 มีนายมุคลิศนั่งซ้อนท้าย นายอาดัม ขับขี่รถ จยย.คันที่ 2 และนายฮาซัน ขี่คันที่ 3 จากนั้นมี ฮ.บินตามหลัง สักพัก ฮ.ได้ บินไปดักด้านหน้า ก่อนมีกระสุนปืนลงมามารอบแรก ส่วนรอบที่ 2 นายซอและและเพื่อนรวม 4 คน ได้จอดรถพร้อมยกมือขึ้นเหนือศีรษะ แต่กระสุนปืนยิงลงมาทีละนัด ทำให้เพื่อนของนายซอทิ้งรถหลบกระสุนปืนที่ริมทาง ต่อมาพบว่านายซอและถูกยิง ส่วนนายมุคลิศ ถูกกระสุนปืนที่ยิงทะลุนายซอและ มาถูกน่องขวา เมื่อตั้งสติได้ทั้ง 4 คน ขี่รถ จยย.ซ้อน 4 มาหานายนูเซ็ง ที่อบต.ช้างเผือก จุดที่เกิดเหตุการณ์เผา อบต. โดยนายนูเซ็ง จึงขับรถยนต์กระบะ ไปส่งนายซอและที่โรงพยาบาลจะแนะ ก่อนแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจสอบ

นายเอกราช อุดมอำนวย ประธาน กมธ.ทหาร กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ครั้งนี้ได้พบผู้ประสบเหตุ พยานแวดล้อม พยานบุคคล เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว และเตรียมจะรับฟังคำชี้แจงจากเจ้าหน้าที่ความมั่นคงและฝ่ายทหารต่อไป

“สำหรับการตรวจสอบการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทำได้ไม่ยาก เนื่องจากหากเป็นการปฏิบัติการย่อมต้องมีบันทึกหรือคำสั่งการจากผู้มีอำนาจ โดยในวันที่ 2 กันยายน ช่วงบ่ายจะเชิญกรมข่าวและสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติเข้ามาให้ข้อมูล ส่วนช่วงเช้าในวันพรุ่งนี้( 31 สิงหาคม) มีกำหนดเข้าพบหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส (ฉก.นราธิวาส) เพื่อรับฟังคำชี้แจงเพิ่มเติม เมื่อ กมธ.รวบรวมข้อสรุปที่ชัดเจนแล้ว จะนำมารายงานให้ประชาชนได้รับทราบต่อไป

“ทั้งนี้ประเด็นพยานนิติวิทยาศาสตร์และสภาพพื้นที่เกิดเหตุ ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ตำรวจมีความน่าเชื่อถือ เนื่องจากเป็นพยานนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งขณะนี้กำลังรอผลตรวจพิสูจน์รายละเอียดเกี่ยวกับชนิดของกระสุนปืนจากกองพิสูจน์หลักฐาน เพื่อความรอบคอบในการทำคดี อย่างไรก็ตาม จากการลงพื้นที่และสังเกตสภาพโดยรวม จุดที่เกิดเหตุถูกยิงมาจากที่สูงแน่นอน ซึ่งจะต้องนำผลนิติวิทยาศาสตร์และพยานหลักฐานอื่น ๆ มาประกอบเชื่อมโยงกันอีกครั้ง” นายเอกราช กล่าวและว่า

สำหรับแนวทางการดำเนินคดีและข้อเสนอแนะ ซึ่งการดำเนินคดีและการใช้อำนาจรัฐ หากพบว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากการใช้อำนาจรัฐหรือการใช้กำลังตอบโต้ที่ไม่ได้สัดส่วน กมธ.จะทำความเห็นเสนอไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ดำเนินคดีทั้งทางอาญา วินัย หรือทางปกครอง พร้อมดำเนินการเยียวยาตามกฎหมายความมั่นคงต่อไป

รวมทั้ง การดูแลสภาพจิตใจผู้ได้รับผลกระทบเนื่องจากเหตุการณ์กระทบต่อขวัญและกำลังใจของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนที่ประสบเหตุ ยังมีอาการวิตกกังวล จึงจะมีข้อเสนอถึงหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ให้เข้ามาดูแลเยียวยาจิตใจโดยเร็ว