หน้าแรก การเมือง ส.ว. จี้คุมเง...

ส.ว. จี้คุมเงินกู้ 4 แสนล้าน ย้ำ เปลี่ยนผ่านพลังงานต้องคุ้มทุน ลั่น อย่าเสียค่าโง่ให้ใครอีก

31.08.26 | 10:57 น.
กู้ 4 แสนล้าน

ส.ว. จี้คุมเงินกู้ 4 แสนล้าน ย้ำ เปลี่ยนผ่านพลังงานต้องคุ้มทุน ลั่น อย่าเสียค่าโง่ให้ใครอีก

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 31 สิงหาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา โดยมีพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา เป็นประธานการะชุม พิจารณาพระราชกำหนด(พ.ร.ก.)ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท ที่สภาผู้แทนราษฎร พิจารณาเสร็จแล้ว


จากนั้นที่ประชุมเปิดให้สมาชิกอภิปรายแสดงความคิดเห็น พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท โดยนายศุภโชค ศาลากิจ ส.ว. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ติดตามการบริหารงบประมาณ วุฒิสภา อภิปรายว่า แผนงานที่หนึ่ง เรื่องช่วยเหลือบรรเทาค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนกรอบวงเงิน 2 แสนล้านบาท ปัจจุบันทางคณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้มีมติเห็นชอบแล้ว 3 โครงการหลักคือ

  1. โครงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ วงเงิน 18,800 ล้านบาท มีการเบิกจ่ายแล้ว 100 เปอร์เซ็นต์
  2. โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ วงเงินอนุมัติ 36,918.66 ล้านบาท เบิกจ่ายแล้ว 75 เปอร์เซ็นต์
  3. โครงการไทยช่วยไทยพลัส กรอบตั้งแต่เดือนมิ.ย.-ก.ย. 69 วงเงิน 120,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม เงินที่ใช้ในแผนนี้ ทางกมธ.ฯเห็นว่า มีผลต่อคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ผู้ประกอบการรายใหญ่ รายย่อย รวมถึงการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

นายศุภโชค กล่าวว่า ตนและทางกมธ.ฯ มีข้อเสนอแนะและข้อสังเกตุต่อรัฐบาลดังนี้

Advertisement
  1. รัฐบาลต้องลงไปเก็บข้อมูลสำรวจรับฟังความคิดเห็น ความพึงพอใจ ของประชาชน ว่าเงินที่ได้มาได้รับประโยชน์จากโครงการนี้อย่างไร คุณภาพชีวิตดีขึ้นหรือไม่ รัฐบาลต้องทำสื่อประชาสัมพันธ์ดีๆ ให้กับทุกภาคส่วนได้รับทราบถึงประโยชน์ของโครงการดังกล่าวให้เห็นถึงความพึงพอใจของประชาชน
  2. รัฐบาลต้องเก็บข้อมูลจากร้านค้า ผู้ประกอบการ ว่าได้ประโยชน์จากโครงการนี้และมีความคิดเห็นอย่างไร รวมถึงเงินที่ลงไปในโครงการนี้ได้ช่วยสร้างสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการได้จริงหรือไม่
  3. รัฐบาลต้องมีการประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจออกมาเป็นตัวเลขทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจนให้ทุกภาคส่วนได้รับทราบถึงความสำเร็จของโครงการว่าภาครัฐทุ่มเงินลงไปแล้วและได้ผลตอบแทนเป็นตัวเลขทางเศรษฐกิจเท่าไหร่
  4. โครงการดังกล่าวมีระยะเวลาเพียง 4 เดือน รัฐบาลต้องส่งเสริมการประหยัดวินัยการใช้เงินและวินัยการเงินการคลังให้มีวินัยในการใช้เงินของประชาชน

นายศุภโชค กล่าวว่า ส่วนขอบเขตงานแผนสอง เป็นแผนงานที่ส่งเสริมประสิทธิภาพและการเปลี่ยนผ่านพลังงานวงเงิน 2 แสนล้านบาท โดยปัจจุบันยังไม่มีโครงการที่ได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการ เนื่องจากคณะอนุกกรรมาธิการ อยู่ระหว่างการรวบรวมทบทวนความพร้อมและวิเคราะห์ข้อมูลโครงการให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ใหม่ ซึ่งขณะนี้หน่วยงานที่ยื่นเสนอโครงการผ่านความเห็นชอบจากรัฐบาลเจ้าสังกัด ต้องยื่นเข้ามาภายในวันที่ 30 ก.ย. 69 และมีเงื่อนไขเด็ดขาดว่าโครงการดังกล่าว ต้องเสร็จภายในวันที่ 30 ก.ย. 70 และเบิกจ่ายเสร็จสิ้นในวันที่ 31 ธ.ค. 70 มีหน่วยงานยื่นโครงการเข้ามาบ้างแล้ว

ประธานกมธ.ติดตามงบฯ กล่าวว่า รัฐบาลต้องเข้มงวดกวดขันกับโครงการที่ขออนุมัติว่าต้องมีประโยชน์จริงต่อประชาชนหรือหน่วยงาน และต้องกำหนดราคากลางที่เหมาะสมกับราคาตลาดที่เป็นจริง เพื่อป้องกันส่วนต่างที่อาจจะเกิดขึ้นและเป็นการฉวยโอกาสให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นหรือได้ประโยชน์จากโครงการเงินกู้นี้ ถ้าประชาชนรู้ว่าการกู้มาให้คนโกง ตนคิดว่าประชาชนไม่พอใจอย่างแน่นอน และโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่มีการจัดซื้อจัดจ้าง อุปกรณ์ต้องมีการรับประกันที่ยาวนานให้ถึงจุดคุ้มทุน คัดสรรคุณภาพคุณสมบัติบริษัทที่มีมาตรฐานและมีศูนย์บริการมีอะไหล่ไว้คอยบำรุงรักษา หากเกิดปัญหา เช่น แผงโซลาร์เซลล์ อินเวอร์เตอร์ หัวชาร์จต่างๆ รัฐบาลต้องเน้นย้ำในเรื่องนี้เป็นสำคัญ

หากการเปลี่ยนผ่านพลังงานโดยการใช้เงินกู้ก้อนนี้ เพื่อการลงทุนและคุณภาพวัสดุของอุปกรณ์โครงการที่จัดซื้อจัดจ้างมาใช้ประโยชน์ไม่ได้ถึงจุดคุ้มทุน โครงการจะไม่ตอบสนองต่อวัตถุประสงค์และเป้าหมาย ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน และประเทศชาติอย่างแท้จริง รัฐบาลและประชาชนต้องชำระหนี้ดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยที่กู้มาเช่นเดิม คงจะเป็นการซ้ำเติมประชาชนและเศรษฐกิจอย่างแน่นอน

“รัฐบาลต้องท่องไว้ว่า จะไม่ยอมเสียค่าโง่ให้ใครอีกแล้ว ผมและประชาชนอยากเห็นสิ่งนี้ แต่ในทางกลับกันเงินกู้ 4 แสนล้านบาทก้อนนี้ หากรัฐบาลบริหารได้ดี นอกจากช่วยเหลือประชาชนและประเทศชาติแล้วยังเป็นเครื่องมือสร้างศรัทธาที่ทรงพลังให้กับรัฐบาลนี้อย่างยิ่ง” นายศุภโชค กล่าว