สว.อลงกต หนุน พ.ร.ก.กู้เงินสุดตัว ลั่น ทำไปเถอะ ทำหรือไม่ทำก็โดนตำหนิอยู่ดี บอกอย่างน้อยก็มี 43 ล้านคนได้ประโยชน์จากไทยช่วยไทยพลัส เชื่อ สตง.-ป.ป.ช. ไม่ปล่อยทุจริต
เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา โดยมีพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา เป็นประธานการะชุม พิจารณาพระราชกำหนด(พ.ร.ก.)ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท ที่สภาผู้แทนราษฎร พิจารณาเสร็จแล้ว
เวลา 10.52 น. นายอลงกต วรกี ส.ว. อภิปรายว่า พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้มีความจำเป็น เพราะตอนนี้มีปัญหาภัยภิบัติหลายพื้นที่ รวมถึงปัญหาชายแดน ทำให้รัฐบาลต้องใช้งบกลางที่มีอยู่เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเหล่านี้ ดังนั้น การตรา พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้โดนตำหนิ ถ้าไม่กู้ ก็โดนตำหนิว่ารัฐบาลทำอะไรอยู่ การออก พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้คือการที่รัฐบาลทำความดีให้กับประชาชนไทย มีคนพูดว่า การกู้เงินครั้งนี้กระทบจีดีพีของประเทศที่ใกล้ติดเพดาน 70% แล้ว แต่ความจริงแล้ว ตัวเลขนี้ ต่างจากการกู้ทั่วไปเพราะเป็นการกู้จากสถาบันการเงินในประเทศ เงินจะหมุนอยู่ในระบบ
นายอลงกต กล่าวต่อว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัสมีคนได้รับประโยชน์ 43 ล้านคนที่พึงพอใจกับโครงการนี้ กระตุ้นให้คนเอาเงินออกมาใช้ ซึ่งเป็นผลดีกับประชาชนที่สามารถช่วยลดค่าครองชีพ ดังนั้น การออก พ.ร.ก.ฉบับนี้เป็นการกระตุ้นให้คนออกมาใช้เงิน และรัฐบาลทำไปเถอะ มันอาจจะมีเสียงด่าบ้าง แต่ 43 ล้านคนได้ประโยชน์จากโครงการนี้
นายอลงกต กล่าวอีกว่า ส่วนอีก 2 แสนล้านบาทที่ใช้เปลี่ยนผ่านพลังงาน โครงการต่างๆ เช่น เปลี่ยนรถสาธารณะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า ติดโซลาเซลล์ โครงการเหล่านี้ล้วนเป็นโครงการเพื่ออนาคต ถ้าไม่ทำตอนนี้จะทำเมื่อไหร่
“เมืองไทยเป็นเมืองร้อน ไม่ทำโซลาร์รูฟท็อปแล้วจะไปทำอะไร เหมาะสมแล้วครับท่านรัฐมนตรี เห็นด้วยอย่างยิ่ง ที่สำคัญประเทศไทยนำเข้าน้ำมัน การเพิ่มพลังงานทางเลือก เป็นการลดการนำเข้าน้ำมันทางอ้อม จึงเห็นด้วยควรเร่งดำเนินการ ไม่ต้องกังวลว่าจะมีเสียงพูดว่าจะมีเงินทอนหรือไม่ อย่างไรก็มีคนว่าอยู่แล้ว แต่ผมยืนยันว่า สตง. ป.ป.ช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คงไม่ละเลยในการตรวจสอบเรื่องแบบนี้แน่นอน” นายอลงกต กล่าว


