ส.ว.ฉะเงินกู้เปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้าน เอกสารแค่หน้าเดียว ชี้อย่าลืมดอกเบี้ยใช้หนี้
เมื่่อเวลา 11.00 น. ที่รัฐสภา ในการอภิปรายพรก.เงินกู้ 4 แสนล้าน นาวาตรีวุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สว. อภิปราย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ว่า 2 แสนล้านบาทก้อนแรก ไม่มีปัญหาอะไร แต่ 2แสนล้านบาทหลัง น่าเป็นห่วง เพราะมีความย้อนแย้งในวัตถุประสงค์ในการกู้เงิน เราแก้ปัญหาถูกทิศถูกทางถูกจุดหรือไม่ เพราะขณะะนี้เรามีหนี้สาธารณะ 60 กว่าเปอร์เซนต์ อีกไม่เท่าไหร่ก็ 70 เปอร์เซนต์เต็มเพดานแล้ว และต้องจ่ายดอกเบี้ยปีละ 2 แสนกว่าล้านบาท ซึ่งต้องหักจากงบประมาณในแต่ละปี
ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ถ้าเป็นคนปกติไปขอกู้ธนาคาร ถ้ามีหนี้สะสมเยอะขนาดนี้ท่าทางเราคงไม่มีปัญญาใช้หนี้คืน จะมีคนให้ท่านกู้หรือไม่ ท่านก็อาศัยกู้ในประเทศ ซึ่งการกู้ในประเทศก็มีสองมุมอีกว่า ถ้ารัฐบาลกู้ไปหมดแล้ว ซึ่งตอนนี้เอสเอ็มอีจะหาเงินกู้ก้ยากลำบาก เหมือนเป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจเข้าไปใหญ่ วันนี้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กมีปัญหาหมดเพราะไปขอกู้เงินธนาคารธนาคารก็ไม่ปล่อยกู้ ดังนั้นนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต้องหาทางออกในเรื่องนี้ด้วย
นาวาตรีวุฒิพงศ์ กล่าวต่อว่า กู้ทั้งหมด 4 แสนล้านบาท รัฐบาลมีรายละเอียดเป็นเอกสาร เพียงหนึ่งแผ่น ที่เหลือเป็นกฎหมาย 4 แผ่นรวมทั้งหมด 5 แผ่น เงิน2 แสนล้านบาทหลัง มีรายละเอียดประมาณ 5-6 บรรทัด ตกเฉลี่ยบรรทัดละเป็นหมื่นล้านบาท นี่คือปัญหาที่แท้จริงว่ารายละเอียดอยู่ที่ไหน เพราะฉะนั้นตรงนี้โครงสร้างพลังงานสะอาดจะเอาสะอาดแบบไหน จะเอาพลังงานโซล่าหรือพลังงานไฮโดเจน นิวเคลียร์หรือจะเอาพลังงานน้ำก็ให้ชัดเจนว่าเอาที่ไหนอย่างไร
นาวาตรีวุฒิพงศ์ ในเวลานั้นมีความจำเป็นที่จะออกพ.ร.บ.เพราะจำเป็นทั้งเศรษฐกิจ การสร้างความยั่งยืนในการพึ่งพาตัวเอง แต่ผ่านมาจนกระทั่งถึงวันนี้ ทั้
นี้พ.ร.ก.ฉบับนี้รัฐบาลใช้เงินได้เลย ไม่ต้องผ่านสภา เพราะถือว่ามีคุณภาพเรียบร้อยแล้ว แต่จนถึงทุกวันนี้ยังไม่ได้เริ่มเลยในการที่จะเปลี่ยนแปลงเรื่องของพลังงาน จึงขอฝากไว้ด้วยว่าเรื่องพลังงานจำเป็นจะต้องมีการปฏิรูป และมีความหวังที่จะทำให้พวกเราได้พลังงานในรูปแบบที่ดี ความมั่นคงทางพลังงานของชาติจะต้องไม่ถูกแลกมาด้วยความล้มละลายทางวินัยการเงินการคลังของประเทศ อย่าให้เราต้องใช้หนี้ชั่วลูกชั่วหลาน อย่าลืมว่าดอกเบี้ยต่อปี 2แสนกว่าล้านบาท จึงคาดหวังว่ากระทรวงการคลังจะบริหารเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี

