หน้าแรก การเมือง บิ๊กดุลย์ ควง...

บิ๊กดุลย์ ควง ปลัดกลาโหม ลงพื้นที่ กอ.รมน.ภาค 4 สน. รับฟังคนหน้างานหลังเหตุป่วนใต้

31.08.26 | 12:54 น.

บิ๊กดุลย์ ควง ปลัดกลาโหม ลงพื้นที่ กอ.รมน.ภาค 4 สน. รับฟังคนหน้างานหลังเหตุป่วนใต้ พร้อมเป็น “ส่วนเชื่อมต่อ” นำเสียงจากพื้นที่สู่รัฐบาล

 


เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ที่จ.ปัตตานี พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วย พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม และคณะ ลงพื้นที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ณ ค่ายสิรินธร อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี เพื่อรับฟังสถานการณ์ ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอจากผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ โดยมี พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 พร้อมผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับและร่วมบรรยายสรุป

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้รับฟังข้อมูลครอบคลุมทั้งสถานการณ์ด้านความมั่นคง การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ การบริหารและพัฒนาพื้นที่ การศึกษา ตลอดจนปัญหาและข้อจำกัดในการปฏิบัติงาน พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ปฏิบัติงานสะท้อนข้อคิดเห็นและความต้องการที่ควรได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงกลาโหมและรัฐบาล

Advertisement

 

พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า การเดินทางมาครั้งนี้ไม่ได้มุ่งหมายเพียงเพื่อตรวจงานหรือสั่งการ แต่ต้องการมารับฟังโดยตรงว่า คนทำงานในพื้นที่กำลังเผชิญอะไร ต้องการการสนับสนุนเรื่องใด และมีประเด็นใดที่ควรได้รับการผลักดันต่อ เพราะผู้ที่อยู่หน้างานคือผู้ที่รู้สถานการณ์จริงดีที่สุด

พร้อมกล่าวถึงความผูกพันกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งตนเคยปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ในช่วงปี พ.ศ. 2549–2550 แม้วันนี้บทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบจะเปลี่ยนไป แต่ความผูกพันกับกำลังพลและพื้นที่ยังคงเดิม โดยกล่าวกับผู้ปฏิบัติงานอย่างเป็นกันเองว่า “สีเขียวยังติดหนังหัว…เหมือนเดิม ไม่มีเปลี่ยนแปลง”

สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเน้นย้ำว่า ทุกภาคส่วนต้องมองภัยคุกคามและสถานการณ์ในภาพเดียวกัน เพื่อให้การกำหนดแนวทางและการปฏิบัติเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยยึดหลัก “ปรับ–พิทักษ์–ปราบ” ดำเนินการตามลำดับขั้นอย่างเหมาะสมและด้วยความระมัดระวัง ควบคู่กับการปฏิบัติตามกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชน

ขณะเดียวกัน ในมิติการพัฒนาและการสร้างความเข้าใจกับประชาชน เห็นควรให้ปรับแนวทางการทำงานให้สอดคล้องกับบริบทและความต้องการของพื้นที่มากขึ้น นำแนวคิดด้านการตลาดและการสื่อสารมาประยุกต์ใช้ในการออกแบบแคมเปญ โครงการ และกิจกรรมที่เข้าถึงประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงการจัด Workshop เพื่อสร้างความเข้าใจในพื้นที่ทั้ง 37 อำเภอ โดยกำหนด 14 อำเภอชายแดนเป็นพื้นที่นำร่อง เพื่อให้การดำเนินงานสามารถตอบโจทย์ประชาชนในแต่ละพื้นที่ได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ พล.ท.อดุลย์ ยังให้ความสำคัญกับ สิทธิและสวัสดิการของครอบครัวเจ้าหน้าที่ผู้เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะสิทธิการรักษาพยาบาลของบิดาและมารดา ซึ่งได้ผลักดันแนวทาง “บัตรทองฮีโร่” เพื่อให้บิดามารดาของเจ้าหน้าที่ผู้เสียชีวิตยังคงได้รับสิทธิการรักษาพยาบาลตามสิทธิเดิม โดยให้รวบรวมและส่งรายชื่อมายังกรมเสมียนตรา กระทรวงกลาโหม เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนและเสนอขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรีในแต่ละกรณี พร้อมยืนยันว่า ในส่วนใดที่เป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐบาล พร้อมให้การสนับสนุนและผลักดันอย่างเต็มที่

พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้อยู่ในห้วงเดียวกับการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 1/2569 ณ จังหวัดสงขลา ซึ่งนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีอยู่ในพื้นที่ จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะนำข้อมูล ปัญหา และข้อเสนอที่ได้รับฟังจากผู้ปฏิบัติงานไปสะท้อนต่อผู้บริหารประเทศ โดยพร้อมทำหน้าที่เป็น “ส่วนเชื่อมต่อ” ระหว่างเสียงจากพื้นที่กับระดับนโยบาย เพื่อให้การแก้ไขปัญหาสอดคล้องกับสถานการณ์และความต้องการที่แท้จริง

พล.ท.อดุลย์ ได้ขอบคุณและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน ทั้งทหาร ตำรวจ พลเรือน และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน ที่ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน พร้อมย้ำว่า การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องขับเคลื่อน “ความมั่นคงควบคู่การพัฒนา” ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา คุณภาพชีวิต การแก้ไขปัญหายาเสพติด และการช่วยเหลือประชาชนเมื่อเกิดภัยพิบัติ

ทั้งนี้ การปฏิบัติงานทุกด้านต้องอยู่บนพื้นฐานของกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชน ควบคู่กับการสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นของประชาชน ตลอดจนบูรณาการทุกหน่วยงานให้ทำงานอย่างเป็นเอกภาพ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแก้ไขปัญหา และนำไปสู่ สันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างมั่นคงและยั่งยืน