“นรเศรษฐ์” ห่วงเซ็นเช็คเปล่าเงินกู้ ซื้อเทคโนโลยีต่างชาติเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่ทิ้งหนี้ให้ลูกหลาน จี้รบ.ใช้เงินสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ไม่ใช่แค่นำเข้า
เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา โดยมี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม พิจารณาพระราชกำหนด(พ.ร.ก.)ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท ที่สภาผู้แทนราษฎร พิจารณาเสร็จแล้ว
เวลา 11.25 น. นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ส.ว. อภิปรายว่า ตนกังวลว่าการตั้งชื่อว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านโดยที่ยังไม่รู้ว่ากำลังจะพาการเปลี่ยนผ่านไปไหนกันแน่ ตนไม่ได้คัดค้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ตนเชื่อว่าประเทศไทยเรามีความจำเป็นที่จะต้องลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และต้องเพิ่มพลังงานสะอาดให้มากขึ้น รวมถึงจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันกับเศรษฐกิจโลก แต่คำถามที่ตนต้องถามคือเงิน 4 แสนล้านบาทที่เรากำลังจะกู้ ประเทศไทยกำลังจะได้อะไรกลับมา เราจะได้แค่แผงโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ เครื่องจักรที่นำเข้าจากต่างประเทศ หรือเราจะใช้โอกาสนี้ในการยกระดับอุตสาหกรรมใหม่ ขีดความสามารถใหม่ๆ ของประเทศเราได้ เพราะ 2 อย่างนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า รัฐบาลกำลังขอเงินกู้แต่ยังไม่สามารถตอบได้ชัดเจนว่าจะเอาไปทำอะไร เป็นสิ่งที่ตนกังวลใจมากที่สุด คือความไม่ชัดเจนของโครงการ รัฐบาลพูดถึงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่เมื่อถามลงไปชัดๆ ว่าจะทำโครงการอะไร ที่ไหน ทำเมื่อไหร่ ใช้เงินเท่าไหร่ลดการปล่อยคาร์บอนได้เท่าไหร่ สร้างงานให้คนไทยได้กี่ตำแหน่ง ไม่มีเป้าหมายเชิงปริมาณที่ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ ซึ่งการขอเงินกู้โดยที่ไม่มีโครงการที่ชัดเจนและไม่มีตัวชี้วัดที่ชัดเจน เท่ากับการขอให้สภาฯ เซ็นเช็คเปล่า ต้องจำว่านี่ไม่ใช่เงินของรัฐบาล เป็นเงินในอนาคตของประชาชนดังนั้นก่อนที่รัฐบาลจะขอให้สภาฯ อนุมัติเงินก้อนใหญ่ เราต้องดูให้ชัดว่าเราจะเอาเงินก้อนนี้ไปทำอะไร ซึ่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานต้องไม่ใช่แค่การซื้ออุปกรณ์และเทคโนโลยีเข้ามาติดตั้ง ต้องเอามายกระดับให้ประเทศมียุทธศาสตร์อุตสาหกรรมใหม่ให้ได้ เพราะเงินที่ใช้ไม่ใช่น้อยๆ
นายนรเศรษฐ์ กล่าวต่อว่า ประเทศที่มองเห็นโอกาส จะคิดว่าจะสร้างอุตสาหกรรมอะไรจากการลดคาร์บอนได้บ้าง แต่สิ่งที่ตนเห็นจากพ.ร.ก.ฉบับนี้ คือเรายังไม่เห็นภาพชัดเจนว่าเงินกู้ก้อนนี้จะเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมของประเทศเราอย่างไร ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้ชัดเจนการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่รัฐบาลพูดถึง ก็เป็นการเปลี่ยนแค่การนำเข้าน้ำมันเป็นการเข้าอุปกรณ์เทคโนโลยีพลังงานสะอาดเท่านั้น ประเทศไทยก็ยังเป็นแค่ผู้ซื้อเหมือนเดิม โดยประเด็นที่ตนอยากให้รัฐบาลตอบให้ชัด คือการที่จะลงทุนเรื่องพลังงานสะอาดด้วยจำนวนเงินมหาศาล แต่เราไม่มีเงื่อนไขเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยี ไม่มีแผนพัฒนาผู้ประกอบการไทย ไม่มีการสร้างโลคอลซัพพลายเชน ไม่มีการสร้างบุคลากรและทักษะของคนไทย สุดท้ายเงินก้อนนี้จะไหลไปอยู่ที่ไหน
“การนำเงินไปซื้อแผงโซลาร์เซลล์หรือเทคโนโลยีจากต่างประเทศ แล้วเอากลับมาติดตั้งในประเทศไทย สิ่งที่เหลืออยู่จะเห็นแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาหน่วยงานราชการเยอะแยะ แต่สิ่งที่จะไม่เห็นเลยคือ ความสามารถในการผลิตและเทคโนโลยีของคนไทย การลงทุนครั้งใหญ่โดยใช้เงิน 2 แสนล้านบาท ควรจะใช้เป็นโอกาสในการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ไม่ใช่แค่สร้างตลาดให้สินค้าของประเทศอื่น เราไม่ควรใช้เงินกู้สร้างกำไรให้กับอุตสาหกรรมของประเทศอื่น ถ้าจะกู้ต้องตอบให้ได้ว่า หนี้นี้สร้างอะไรให้กับลูกหลานของเรา” นายนรเศรษฐ์ กล่าว
นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า รัฐบาลไม่ควรก่อหนี้เพียงเพราะต้องการใช้เงิน แต่ต้องก่อหนี้ก็ต่อเมื่อหนี้ก้อนนั้นสามารถสร้างอนาคตที่มีมูลค่า มากกว่าภาระหนี้ที่ทิ้งไว้ให้กับลูกหลานได้ รัฐบาลนี้อาจจะเป็นคนเซ็นกู้ แต่รัฐบาลหน้าต้องเป็นคนเข้ามาบริหารหนี้ สุดท้ายคนใช้หนี้ก็คือประชาชน หากจะทำโครงการนี้ต่อต้องทำให้คุ้มกับหนี้ที่ประชาชนต้องแบกรับ จึงเสนอข้อเสนอ 3 ประการ 1.รัฐบาลต้องเปิดเผยรายละเอียดโครงการให้ชัดเจน ก่อนการเบิกจ่ายมีเป้าหมายตัวเลข ผลลัพธ์ และกรอบเวลาที่ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ 2.เชื่อมการเปลี่ยนผ่านพลังงานเข้ากับยุทธศาสตร์การยกระดับอุตสาหกรรม ทุกบาททุกสตางค์ต้องตอบให้ได้ว่า ประเทศไทยสร้างอะไรเองได้มากขึ้น ไม่ใช่แค่ซื้ออะไรเข้ามาได้มากขึ้น และ 3.มีเงื่อนไขให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาผู้ประกอบการไทย การสร้างโลคอลซัพพลายเชน และพัฒนาทักษะแรงงานไทยเป้าหมาย ไม่ใช่แค่ต้องมีพลังงานสะอาดมากขึ้น แต่ต้องเป็นเป็นประเทศที่สร้างเศรษฐกิจพลังงานสะอาดได้ด้วย
นายนรเศรษฐ์ กล่าวอีกว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่หนี้ก้อนใหญ่ที่ไม่มีแผนชัดเจนเป็นเรื่องที่เราหลีกเลี่ยงได้ ประเทศไทยกำลังอยู่ในจุดที่ตัดสินใจว่าเราจะใช้วิกฤตพลังงานครั้งนี้ในการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ หรือจะใช้เงินกู้ก้อนใหญ่ 2 แสนล้านบาท 4 แสนล้านบาท เพื่อซื้อเทคโนโลยีจากคนอื่น เราต้องตัดสินใจว่าจะเป็นเจ้าของอนาคตหรือเป็นเพียงผู้บริโภคอนาคตของคนอื่น
“ฉะนั้นการกู้เงินเพื่อเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีจะต้องไม่ใช่การกู้เงินและมีโครงการเกิดขึ้น ต้องเลิกคิดแบบผู้รับเหมา ต้องคิดว่าการกู้เงินในวันนี้จะทำให้ลูกหลานในวันหน้ามีศักยภาพมากขึ้น มีหนี้สินที่คุ้มค่ากับสิ่งที่เราสร้างไว้ อย่าให้เงินกู้ 4 แสนล้านบาทเปลี่ยนประเทศไทยจากประเทศที่นำเข้าน้ำมันให้เป็นประเทศที่นำเข้าเทคโนโลยีพลังงานสะอาด เพราะหากเป็นเช่นนั้นการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจหรือการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่พูดถึง จะเป็นแค่การเปลี่ยนสิ่งที่เรานำเข้ามาเท่านั้น” นายนรเศรษฐ์ กล่าว

