ยศชนัน นำทีม อว.ลงพื้นที่สงขลา ชูนวัตกรรมธนาคารปูม้า-โดมปะการัง น้อมนำแนวพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ฟื้นฟูทะเลไทยสู่สากล
เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ที่ศูนย์อนุรักษ์เพาะฟักสัตว์น้ำเศรษฐกิจ กลุ่มพังสาย ต.กระดังงา อ.สทิงพระ จ.สงขลา นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ลงพื้นที่ติดตามการตรวจราชการ พร้อมมอบนโยบายสนับสนุนผลงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการยกระดับศักยภาพชุมชนและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยมี ศนายศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. และคณะผู้บริหารเข้าร่วม โดยการลงพื้นที่ในช่วงการประชุม ครม.สัญจรครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญร่วมกันคือการรับฟังปัญหาจากประชาชนโดยตรง เพื่อนำมาผลักดันเป็นนโยบาย มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของพี่น้องชาวใต้อย่างยั่งยืน

นายยศชนัน กล่าวถึงจุดเริ่มต้นและแรงบันดาลใจสำคัญในการผลักดันวาระการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลระดับชาติว่า เกิดจากการน้อมนำแนวพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา โดยกล่าวว่า เรื่องนี้ผมได้รับแรงบันดาลใจมาจากท่านหญิงสิริวัณณวรี จากการไปนิทรรศการของท่านที่สยามพารากอน ท่านเป็นห่วงในเรื่องการอนุรักษ์ทะเล ท่านลงมาทำเรื่องเกี่ยวกับการเก็บขยะต่างๆ เราจะทำยังไงถึงจะทำให้ทั่วโลกเข้ามาช่วยกันอนุรักษ์ทะเลใต้ของเรา ทั้งแถบอันดามันและอ่าวไทย โดยให้คนเก่งๆ ทั่วโลกเอาเทคโนโลยีมาเสริม เปลี่ยนภาคใต้เป็น Living Lab ให้ทุกคนมาช่วยกัน
นายยศชนัน กล่าวว่า เพื่อสานต่อวิสัยทัศน์ดังกล่าว กระทรวง อว.เตรียมประกาศนโยบายการเปลี่ยนความหลากหลายทางชีวภาพให้เป็นมูลค่า ภายใต้แนวคิด “Nature Positive” และ “Nature Financing” ในเวทีการประชุมระดับโลก STS Forum ช่วงเดือนตุลาคมนี้ โดยตั้งเป้าดึงดูดองค์กรนานาชาติ เช่น UN และ UNICEF มาร่วมขับเคลื่อนวาระนี้ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นแกนนำด้านการอนุรักษ์ทะเลในระดับสากล สำหรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนหรือ Local Growth Engine กระทรวง อว.ได้ยกระดับโครงการธนาคารปูม้าให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยนำเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างระบบฝาแฝดดิจิทัล เข้ามาใช้ในการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลสภาพน้ำ สภาพอากาศ สารปนเปื้อน และเชื้ออีโคไล เพื่อวางแผนการปล่อยปูม้าให้มีประสิทธิภาพและมีอัตราการรอดสูงสุด พร้อมกันนี้ยังมุ่งสร้างนวัตกรรมต่อยอดรอบศูนย์ธนาคารปูม้า โดยเชื่อมโยงกับอุทยานวิทยาศาสตร์ และกลุ่มสตาร์ตอัป เพื่อยกระดับการแปรรูป เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ และดึงดูดเม็ดเงินลงทุนระดับนานาชาติกลับสู่พื้นที่

นายยศชนัน กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันการพัฒนาจะไม่จำกัดอยู่เพียงแค่ทรัพยากรทางทะเล แต่จะเชื่อมโยงไปสู่การเพิ่มมูลค่าทรัพยากรธรรมชาติบนบก เช่น ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ไผ่ สมุนไพร และพลังงานหมุนเวียน ตลอดจนการส่งเสริมระเบียงเศรษฐกิจด้านสุขภาพ (Andaman Wellness Corridor) ซึ่งมีมหาวิทยาลัยทักษิณเป็นแกนนำร่วมขับเคลื่อน นอกจากนี้ยังเตรียมผลักดันความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานทางสาธารณสุข ทั้งนี้ เรากำลังพูดคุยกันถึงเรื่องเกี่ยวกับการเพิ่มโรงพยาบาลหาดใหญ่แห่งที่ 2 เพื่อที่จะทำให้ทุกคนเข้าถึงในเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพที่ดีที่สุด ในส่วนของความก้าวหน้าด้านการวิจัย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้รายงานความสำเร็จเชิงประจักษ์ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงต่อระบบนิเวศและชุมชน ทั้งโครงการ “โดมปะการัง” ซึ่งทำหน้าที่เป็นแนวกำบังคลื่นใต้น้ำและบ้านปลา ช่วยให้สัตว์น้ำเข้ามาอาศัยถึง 64 ชนิด ชายหาดฟื้นตัว 2.99 ไร่ โดยปัจจุบันกำลังดำเนินการจัดวางโดมชุดใหม่ 797 แท่ง ที่อำเภอสิงหนคร และโครงการ “คืนปูม้าสู่ทะเลไทย” ที่ขยายผลไปแล้ว 565 แห่ง ใน 20 จังหวัดชายฝั่ง ช่วยเพิ่มปริมาณปูม้าได้เฉลี่ยถึง 67%
ในช่วงท้ายของงาน นายยศชนันได้เป็นประธานมอบเกียรติบัตรแก่ 24 ผลงานวิจัยโดดเด่น และมอบตราสัญลักษณ์ “Local Growth Engine” ให้แก่ธนาคารปูม้าเครือข่ายจำนวน 28 แห่ง พร้อมกล่าวขอบคุณการบูรณาการความร่วมมืออย่างไร้รอยต่อจากทุกภาคส่วน ทั้งกระทรวง อว. กรมประมง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย เครือข่ายมหาวิทยาลัยในพื้นที่ ตลอดจนข้าราชการประจำและฝ่ายการเมือง ที่ร่วมกันทำงานอย่างเต็มที่เพื่อเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนให้แก่ลูกหลานชาวใต้ต่อไป




