หน้าแรก การเมือง รักชนก ร้อง ป...

รักชนก ร้อง ป.ป.ช. ฟัน TH-AI Passport แฉส่อฮั้ว 1.6 พันล้าน ลั่นวันฟ้าสีทอง ต้องมีคนติดคุก

1.09.26 | 11:55 น.

‘รักชนก-ธีระชาติ’ ยื่น ป.ป.ช. สอบโครงการ TH-AI Passport ชี้พิรุธล็อกสเปก-ส่อฮั้วประมูล หวังวันฟ้าสีทองได้เห็นคนทำผิดติดคุก

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 1 กันยายน ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมด้วย นายธีระชาติ ก่อตระกูล ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ยื่นสำนวนพร้อมพยานหลักฐานเข้าต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ไต่สวนและดำเนินคดีกับโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)


โดย น.ส.รักชนก กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตนเคยบอกว่าหากมีการเปิดใช้งานโครงการดังกล่าวและมีผู้เข้าใช้งานคนแรกเมื่อไหร่ จะดำเนินการยื่นร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. ทันที ซึ่งวันนี้ได้ทำหนังสือร้องเรียนและรวบรวมพยานหลักฐานที่หาได้ทั้งหมดมาส่งมอบให้กับ ป.ป.ช. สำหรับบุคคลที่ตนร้องเรียนในครั้งนี้ ประกอบด้วย นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี, นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, นายธีรวุฒิ ธงภักดิ์ ประธานคณะกรรมการร่างขอบเขตของงาน (TOR) รวมถึงกรรมการบริหารบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง

น.ส.รักชนก กล่าวอีกว่า สำหรับนายไชยชนก เป็นข้อกล่าวหาในความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากเมื่อปรากฏข้อพิรุธและความผิดปกติของโครงการแล้ว กลับไม่ได้พยายามหยุดยั้งหรือหาทางยกเลิกโครงการ ขณะที่ข้าราชการรายอื่นเป็นผู้รับนโยบายมาผลักดันและมีส่วนเกี่ยวข้องกับการยกร่าง TOR โดยหนึ่งในข้อพิรุธสำคัญคือ การกำหนดสเปกใน TOR ด้านการประชาสัมพันธ์ที่ระบุว่าต้องประชาสัมพันธ์บนจอบิลบอร์ดไม่น้อยกว่า 400 จุดทั่วประเทศ จอในร้านสะดวกซื้อไม่น้อยกว่า 6,000 จอ ในสาขาไม่น้อยกว่า 1,500 แห่ง และจอในห้างสรรพสินค้าไม่น้อยกว่า 200 จุด ซึ่งมีผู้ประกอบการเพียงไม่กี่รายที่สามารถตอบโจทย์เงื่อนไขดังกล่าวได้

น.ส.รักชนก กล่าวด้วยว่า ข้อน่าสังเกตอีกประการคือ ความเชื่อมโยงระหว่างบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งกับบริษัทที่ครอบครองสื่อจอประชาสัมพันธ์ทั่วประเทศ ซึ่งพบว่ามีผู้รับผลประโยชน์สุดท้าย (UBO) กลุ่มเดียวกัน และมีที่ตั้งจดทะเบียนอยู่ในสถานที่เดียวกัน โดยพรรคประชาชนได้ทักท้วงประเด็นนี้มาอย่างต่อเนื่อง แต่กระทรวงดิจิทัลฯ กลับไม่ได้ดำเนินการใดๆ ตามข้อทักท้วง

Advertisement

น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังมีการเปลี่ยนรูปแบบการจ่ายเงินของโครงการโดยสัญญาในช่วงแรกกำหนดให้เป็นการเหมาจ่าย ซึ่งต่อให้มีผู้ลงทะเบียนใช้งานเพียงคนเดียว เอกชนคู่สัญญาก็จะได้รับเงินเต็มจำนวนประมาณ 1,600 ล้านบาท ก่อนที่จะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นการจ่ายตามการใช้งานจริง (Pay per use) ในภายหลัง

“จุดหมายปลายทางของเรา เราย้ำอีกครั้งว่าเราอยากที่จะยกเลิกโครงการนี้ กลับไปเริ่มต้นใหม่เลย ถ้าท่านคิดว่ามันดีจริง มันคุ้มค่า ท่านกลับไปเริ่มต้นใหม่ในแบบที่มันถูกต้อง กลับไปเขียน TOR ให้ทุกคนสามารถเข้าแข่งขันได้” น.ส.รักชนก กล่าว

น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า จากข้อมูลล่าสุดที่ได้รับเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 มีผู้ลงทะเบียนประมาณ 1.3 ล้านคน และมีผู้ใช้งานจริงประมาณ 1 แสนคน เมื่อคิดจากค่าใช้จ่ายต่อหัวตามที่กระทรวงระบุไว้ หากยังใช้สัญญาแบบเหมาจ่ายเดิม รัฐจะต้องจ่ายเงินสูงถึง 1,600 ล้านบาท ทั้งที่มูลค่าการใช้งานจริงอยู่ที่เพียงไม่กี่ล้านบาท จึงน่าตั้งข้อสังเกตว่า โครงการดังกล่าวเป็นการหากินกับเงินนอกงบประมาณ หรือเป็นการปั้นโครงการขึ้นมาเพื่อผันเงินไปยังบริษัทที่สนับสนุนระบอบสีน้ำเงินหรือไม่ ซึ่งหากพรรคประชาชนไม่นำเรื่องนี้มาตีแผ่ให้สาธารณะจับตา เอกชนก็อาจได้รับส่วนต่างประมาณ 1,500 ล้านบาทจากรูปแบบสัญญาเดิมไปแล้ว

เมื่อถามว่า การยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. ครั้งนี้จะสามารถหยุดโครงการได้หรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า มาถึงวันนี้คงไม่สามารถหยุดโครงการได้แล้ว แต่คาดหวังว่าจะต้องมีผู้รับผิดชอบและถูกลงโทษ

“ปลายทางสุดท้ายแล้ว ถ้าคดีสิ้นสุด ดิฉันก็อยากเห็นคนติดคุก ในเมื่อกล้าที่จะผลักดันออกมา ท้าทายสายตาประชาชน ท้าทายการจับตาของสื่อ ท้าทายกฎหมายมากๆ ถึงปลายทางสุดท้าย ถ้าฟ้าสีทองมันผ่องอำไพขึ้นมาสักวันหนึ่ง ดิฉันก็อยากเห็นคนกระทำผิดต้องติดคุก ต้องรับโทษ” น.ส.รักชนก กล่าว

เมื่อถามถึง กรณีที่เลขาธิการ ป.ป.ช. ออกมาระบุว่าเรื่องนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ เนื่องจากก่อนหน้านี้ นพ.วรงค์ เดชวิกรม เคยมายื่นเรื่องร้องเรียนไปแล้ว แต่รัฐยังสามารถดำเนินโครงการต่อได้ น.ส.รักชนก ให้ความเห็นว่า หาก ป.ป.ช. เข้ามาดำเนินการหรือให้ความเห็นเร็วกว่านี้อาจช่วยหยุดโครงการนี้ได้ เหมือนโครงการดิจิทัลวอลเลต หรือเรื่องงบกลางปี 2568 ที่มีผู้ยื่น ป.ป.ช. จนสามารถหยุดยั้งงบประมาณได้ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ป.ป.ช. ทำงานช้าไปหรือตั้งใจไม่ปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา เนื่องจากมีผลประโยชน์ขัดกันหรือมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดสนิทสนมกับใครในระบอบสีน้ำเงินเป็นพิเศษหรือไม่ เพราะ ป.ป.ช. มักถูกข้อครหาเรื่องสัดส่วนที่ได้รับแต่งตั้งจาก สว. เข้ามาจนอาจทำให้กระดูกสันหลังถูกถอดออกไป ไม่สามารถทำงานอย่างตรงไปตรงมาได้

น.ส.รักชนก กล่าวอีกว่า สำหรับการยื่นเรื่องในวันนี้ได้นำข้อมูลจากการตรวจสอบในชั้นคณะกรรมาธิการ (กมธ.) มาร่วมยื่นด้วย โดยนำข้อมูลและรายละเอียด TOR และคำตอบในชั้น กมธ. รวมถึงรายงานการประชุมของ กมธ.ติดตามงบประมาณฯ ทั้ง 3 ครั้งที่มีการถอดรายละเอียดแบบบรรทัดต่อบรรทัด ทำเป็นข้อสังเกตส่งให้หน่วยงานตรวจสอบ ทั้ง ป.ป.ช. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตำรวจสอบสวนกลาง ป.ป.ท. และ ปปง. และในวันนี้มายื่นในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย

น.ส.รักชนก กล่าวด้วยว่า ส่วนการขอข้อมูลจากกระทรวงดีอีนั้น ปลัดกระทรวงฯ เคยกล่าวออกสื่อสาธารณะหลายครั้งว่าให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่ขอแย้งว่าไม่เป็นความจริง ปลัดกระทรวงฯ มาชี้แจงเพียง 1 ครั้ง และเอกสารที่ส่งมา 9 ฉบับ จากหลายสิบฉบับที่ขอไป ครึ่งหนึ่งเป็นเอกสารสาธารณะที่ดูได้ในระบบอยู่แล้ว แต่เอกสารสำคัญ 3 ส่วนที่ยังรออยู่และยังไม่ได้รับประกอบด้วย ข้อเสนอเชิงเทคนิคของทั้ง 3 บริษัท เพื่อนำมายืนยันว่ามีการสมยอมฮั้วประมูลหรือไม่ ซึ่งมีข้อสังเกตว่าใน TOR ระบุให้ใช้จอระดับ Top 5 ของประเทศ ซึ่งไม่มีบริษัทใดใส่รายละเอียดว่าจะใช้จอของบริษัทใด แต่กลับได้รับการให้คะแนนและผ่านการพิจารณา ถือเป็นเรื่องแปลกประหลาด รวมถึงสัญญาฉบับล่าสุดที่ปลัดกระทรวงฯ อ้างว่าสามารถหาอ่านได้ในเว็บไซต์ เมื่อเข้าไปดูแล้วไม่พบตัวเต็ม รวมถึงหนังสือแนบท้ายสัญญาและภาคผนวกก็ไม่ได้แนบมาด้วย

น.ส.รักชนก กล่าวอีกว่า ขอให้ปลัดกระทรวงฯ ฟ้องร้องหากมองว่าเป็นการกล่าวหา เพราะมีหลักฐานว่าพูดไม่ตรงกับความจริง ซึ่งส่งผลให้การทำงานของ กมธ.ติดขัด ทำให้ล่าสุด กมธ.ได้ออกหนังสือใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.คำสั่งเรียก เอกสาร 2-3 ฉบับดังกล่าวแล้ว โดยกำหนดให้ส่งเอกสารภายในวันที่ 8 กันยายนนี้ และ กมธ.ติดตามงบฯ จะมีการประชุมพิจารณาเรื่อง TH-AI Passport อีกครั้งในวันที่ 10 กันยายน เพื่อพิสูจน์ว่าปลัดกระทรวงฯ และนายไชยชนกจะให้ความร่วมมือจริงตามที่เคยกล่าวไว้ต่อสื่อมวลชนหรือไม่ และนอกจากวันนี้จะยื่นหนังสือถึง ป.ป.ช. แล้ว ยังเตรียมไปยื่นเรื่องต่อตำรวจสอบสวนกลางด้วย

เมื่อถามว่า หลังเปิดให้ใช้งานวันแรกเมื่อวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา น.ส.รักชนก ได้ลองใช้งานหรือไม่ เพราะนายไชยชนกบอกว่าเป็นของดี ที่ดีกว่าของฟรีแน่นอน น.ส.รักชนก กล่าวว่า เรื่องนี้ถ้าตนพูดไปอาจไม่มีน้ำหนัก เดี๋ยวจะหาว่าออกมาโจมตี แต่คิดว่าประชาชน คนที่ได้ทดลองใช้งาน หรือผู้เชี่ยวชาญทางด้าน AI ที่เชี่ยวชาญกว่าตน ก็ออกมารีวิวแล้วว่าห่วยกว่าของฟรี เพราะเป็นเวอร์ชันที่ตกรุ่นและเอามาให้ใช้ ดังนั้นเรื่องนี้ให้ประชาชนช่วยกันออกมารีวิวเยอะๆ จะดีที่สุด

เมื่อถามว่า คาดหวังกับการสอบสวนของ ป.ป.ช. อย่างไร เพราะที่ผ่านมาหลังจากมีการมายื่นเรื่องก็ใช้ระยะเวลานาน น.ส.รักชนก กล่าวว่า บอกตรงๆ ตนไม่ได้คาดหวังกับ ป.ป.ช. มองว่ามีคนในระบอบสีน้ำเงินชี้นิ้วสั่งการให้ทำนั่นทำนี่ แต่ทำไมเราต้องมายื่น เราต้องเอามีดมากรีดที่แผล และเอาเท้าขยี้ให้เห็นไปเลยว่าโครงการนี้มีความชัดเจนว่าส่อผิดปกติและส่อทุจริตคอร์รัปชัน ป.ป.ช. จะเป่าคดีอีกหรือไม่ หรือจะทำเนียนๆ เหมือนคดีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมอีกหรือไม่

น.ส.รักชนก กล่าวอีกว่า ตนคิดว่าทำไปเหมือนพิธีกรรมที่ต้องทำ แต่จะคาดหวังหรือไม่ ประชาชนในประเทศนี้รู้กันหมดว่าใครจะสามารถควบคุม ป.ป.ช. ได้ แต่สิ่งที่ตนเองต้องทำคือต้องพยายามตีแผ่ความผิดปกติและการทำงานอย่างไม่ตรงไปตรงมาให้ประชาชนรับรู้ รับทราบ

เมื่อถามถึง กรณีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจโครงการ TH-AI Passport น.ส.รักชนก กล่าวว่า เปิดมาหมดขนาดนี้แล้วจะเหลือของไว้สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ ตนพูดไว้เลยว่าถึงแม้เราจะเปิดออกมาต่อเนื่องหลายเดือนที่ผ่านมาและเปิดมาหลายข้อและจะมีเปิดอีกแต่ของยังเหลืออีกเป็นกระบุง ไปอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ ต้องลองคิดดูว่าไส้เน่าขนาดไหนถึงเหลือของให้เราเล่นได้อีกเป็นเดือนๆ และยังไม่หมด และยังเหลือของไปอภิปรายไม่ไว้วางใจได้อีก

ต่อข้อถามว่า กรณีที่กระทรวงดีอีจะมีเฟส 2 หากโครงการประสบความสำเร็จ น.ส.รักชนก กล่าวว่า ตนคิดว่าเราก็ทำทุกสิ่งอย่างที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือพรรคประชาชนทำทั้งหมดแล้วเท่าที่จะทำได้ ในอำนาจที่เอื้อ

“หากถามว่าถ้าหากเขาจะดึงดันและผลักดันเฟสสองออกมาต้องบอกว่าหน้าด้านมากๆ เพราะในวันนี้คนลงทะเบียนมีอยู่ไม่ถึงครึ่งและแอคทีฟยูเซอร์ไม่ถึง 10% ด้วยซ้ำ ถ้าท่านยังบอกว่าประสบความสำเร็จและยังจะผลักดันตนคิดว่ามันไม่ใช่เพื่อประชาชนแล้ว และถ้าหากว่ามันมีเฟสสองออกมาและผลักดันจนสำเร็จจริงๆ ตนคิดว่าชัดเจนแล้วว่าเขาไม่ได้ยึดบนฐานคิดว่าประชาชนจะได้ประโยชน์อะไร แต่เขาแค่อยากจะใช้เงินให้ได้มากที่สุดเท่านั้น หากเฟสสองออกมาก็จะเป็นการยืนยันข้อสังเกตที่เราได้พูดมาตลอด” น.ส.รักชนก กล่าว

เมื่อถามว่า ในการประชุม กมธ. วันที่ 10 กันยายน จะมีการใช้อำนาจเรียกใครบ้างนั้น น.ส.รักชนก กล่าวว่า ใช้อำนาจเรียกไม่ได้ เพราะเมื่อบอกว่าจะใช้อำนาจเรียกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี นายไชยชนกทีไร องค์ประชุมจะไม่ครบทุกที เป็นเรื่องที่ยากลำบากในการทำงาน กมธ. ซึ่งเราเข้าใจได้เพราะว่า สส. พรรคภูมิใจไทยเขาคงจะไม่ยินดีที่จะมีมติให้เรียกเลขาธิการพรรคมา เราเลยใช้ไม้แข็ง แต่เป็นเหมือนนวมขึ้นมานิดนึงคือใช้อำนาจเรียกเอกสาร ซึ่งได้ออกไปแล้ว

ถามย้ำว่า นายไชยชนกบอกว่าที่ไม่มา เพราะว่าอยากให้เรียกผู้มีอำนาจโดยตรงได้ไปชี้แจงเองนั้น น.ส.รักชนก กล่าวว่า ตนคิดว่าผู้มีอำนาจโดยตรงมากที่สุดคือตัวของนายไชยชนก บางทีต้องแสดงความกล้าหาญทางการเมืองในการที่จะออกมาพูดชี้แจงหรือออกมาตอบคำถามที่เป็นการสื่อสารแบบสองทาง ไม่ใช่สื่อสารแบบทางเดียวคือเป็นการพูดพ่นไมค์ใส่สื่อแล้วให้มันจบไป

“ดิฉันคิดว่าในเมื่อโครงการมันเดินมาจนถึงวันนี้แล้ว นายไชยชนกควรแสดงความกล้าหาญสักครั้งในการมาชี้แจงด้วยตัวเอง มันอาจจะเรียกความเชื่อมั่นขึ้นมาให้กับนายไชยชนกได้ แต่ถ้าไม่มาส่งรัฐมนตรีช่วยมาก็ได้ ถ้าไม่กล้ามาตอบคำถามด้วยตัวเอง” น.ส.รักชนก กล่าว

ด้านนายธีระชาติ กล่าวว่า จากเอกสารที่ได้รับมาเพียงบางส่วน พบข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า แม้ TOR จะกำหนดให้มี AI อย่างน้อย 8 ราย และตัวโครงการนำเสนอว่ามี AI มากกว่า 10 ราย แต่จากเอกสารที่พบกลับมีใบอนุญาตจาก Google ประเทศไทยเพียงรายเดียว ตนจึงขอตั้งคำถามถึงการออกแบบ TOR เพราะยิ่งได้รับเอกสารมากขึ้น ก็ยิ่งพบจุดผิดปกติเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

นายธีระชาติ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ หลังเปิดใช้งานจริง ประเด็นเรื่องโทเคน และส่วนต่างระหว่างสัญญาเหมาจ่ายเดิมกับระบบ Pay per use ยิ่งเห็นได้ชัดเจนขึ้น โดยหากมีผู้ใช้จริงประมาณ 1 แสนคน ค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริงจะอยู่ที่เพียงไม่กี่ล้านบาท ขณะที่วงเงินตามรูปแบบเดิมตั้งไว้กว่า 1,600 ล้านบาท จึงเกิดคำถามขึ้นมาว่า การจัดซื้อจัดจ้างที่ผ่านการประมูลมาแล้ว กลับมีส่วนต่างมหาศาลในระดับนี้ได้อย่างไร และมีใครต้องรับผิดชอบหรือไม่

นายธีระชาติ กล่าวอีกว่า หน้าที่ของ กมธ. ไม่ใช่การชี้ว่าใครผิดหรือถูก แต่คือการนำข้อมูลออกมาเปิดเผยให้สาธารณะได้รับรู้มากที่สุด ส่วนการวินิจฉัยความผิดเป็นหน้าที่ของหน่วยงานตรวจสอบ ซึ่งหากหน่วยงานตรวจสอบและกระทรวงดิจิทัลฯ ขยับตัวเร็วกว่านี้ ปัญหาก็อาจไม่เดินมาถึงจุดปัจจุบัน