หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการกรณี พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2569 พ.ร.บ.เทศบาล (ฉบับที่ 15) พ.ศ.2569 พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล(ฉบับที่ 8) พ.ศ.2569 และ พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2569 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้แล้ว โดยได้กำหนดให้สมาชิกสภาท้องถิ่นอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง ต้องสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าอนุปริญญา และไม่จำกัดวาระ รวมทั้งห้ามเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ ที่ยังคงมีการดำเนินกิจการ

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ฉบับล่าสุด ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2569 มองว่าเป็นความพยายามที่จะขยายอำนาจของเครือข่ายอำนาจเก่า ที่จะวางรากฐานทางการเมืองควบคู่ไปกับการวางรากฐานกลไกราชการ เรื่องนี้มองแยกส่วนไม่ได้ จะต้องมองถึงองค์รวมของโครงสร้างทางการเมืองและระบบราชการ หากมองโครงสร้างทางการเมือง จะเห็นความพยายามของพรรคสีน้ำเงิน ในการยึดกุมอำนาจทางการเมืองที่ผ่านมา และประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ได้ถึง 193 เสียง จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าร้อยละ 99.99 มาจากเครือข่ายบ้านใหญ่ ที่สำคัญเครือข่ายบ้านใหญ่มาจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)
“และรู้ๆ กันอยู่ว่า บ้านใหญ่เริ่มหมดตัวเล่นแล้ว เพราะหากมีวาระการดำรงตำแหน่ง 8 ปี เมื่อมีการปลดล็อก จะทำให้บ้านใหญ่สามารถครอบครองอำนาจได้อย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม ช่วงที่ผ่านมา อปท.มีการปรับตัว และทำงานการเมืองเชิงนโยบาย หากมองบ้านใหญ่ใน จ.ชลบุรี จะมีการปรับตัวกันมากขึ้น พยายามสร้างภาพลักษณ์ที่ดีขึ้น มีผลงาน มีนโยบายมากขึ้น พร้อมกับความได้เปรียบที่สามารถครองอำนาจได้นานขึ้นจาก พ.ร.บ.ท้องถิ่น”
การลดอายุผู้สมัครการเมืองท้องถิ่นจาก 35 ปี เหลือ 25 ปีนั้น ต้องยอมรับว่าศักยภาพของคนส่วนใหญ่จะมองจากอายุ วุฒิภาวะ ประสบการณ์ แต่บางคนมองว่าอายุไม่มีผล เพราะหลายประเทศอายุ 25 ปี สามารถเป็นผู้นำได้ จึงมองได้ 2 ฐาน ฐานหนึ่ง ผู้บริหารสมควรที่จะมีวุฒิภาวะ มีประสบการณ์ จึงทำให้เกิดความย้อนแย้ง ส.ส.ลงสมัครอายุ 25 ปี จึงอยากให้เกิดมาตรฐานเดียวกัน อย่างน้อยไม่เอาอายุเป็นเกณฑ์ แต่เอาคนที่ทำงานได้ มีวิสัยทัศน์ มีนโยบาย คงไม่มีปัญหา
“แต่ผมมองว่าเป็นการวางฐานทางการเมืองมากกว่า และหากมองให้ลึกลงไปอีก จะมีการออก พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ ที่จะมีการปลดล็อกกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในเขตเทศบาล ซึ่งเป็นกลไกที่วางเอาไว้ ที่ผ่านมา แต่ละคนสามารถเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน 5-6 ปีเมื่อมีการปลดล็อกท้องถิ่น ปลดล็อกท้องที่ เห็นว่าอำนาจเก่าต้องการกระชับอำนาจ เพราะรู้ว่ากระแสการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเริ่มมีการก่อตัวมากขึ้น”
การปลดล็อกผู้บริหารท้องถิ่น 2 สมัย 8 ปี มองได้2 มุม หากมองว่า ตำแหน่งผู้บริหารท้องถิ่น ควรเปิดโอกาสให้กับผู้อื่นบ้าง เพื่อให้ไปเติบโตทางการเมืองระดับชาติ ก็ควรจะมีการกำหนดวาระเหมือนกับหลายๆ ประเทศ
อีกฐานหนึ่ง หลายคนมองว่า ไม่มีความจำเป็น ถ้าผู้นั้นบริหารงานดี ก็สมควรที่จะได้บริหารงานต่อไป ถ้าทำไม่ดีประชาชนจะเป็นผู้ลงโทษเอง
“แต่ลืมไปว่า การเมืองไทย การเมืองท้องถิ่น ไม่ได้มองกันที่ผลงาน แต่มองกันที่ใครจ่ายเยอะ ซื้อเสียงเยอะและเครือข่ายใคร มากกว่าผลงานในการบริหารงาน”
เรื่องวุฒิการศึกษา อยากให้มองว่า ถ้าเอาหลักการเลือกตั้ง ถึงแม้ว่าผู้นั้นจบ ป.4 แต่ประชาชนไว้วางใจ ยอมรับ ก็สามารถบริหารงานได้ อย่างไรก็ตาม ในเรื่องวุฒิการศึกษาในการลงสมัครรับเลือกตั้ง ได้มีข้อถกเถียงกันมานาน หากเอาวุฒิการศึกษาเป็นตัวตั้ง จะไปปิดโอกาสคนจำนวนมากที่ไม่ได้จบการศึกษา แต่มีวิสัยทัศน์ มีประสบการณ์ มีมุมมองในการบริหารท้องถิ่น
“ส่วนความเห็นของผม การปลดล็อกการศึกษา เป็นการสร้างความเสมอภาคให้กับประชาชน หากเอาการศึกษาเป็นตัวตั้ง การศึกษาของไทยเองก็มีปัญหา การจบปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก ไม่ได้มีหลักประกันว่า มีความรู้จริง เพราะมีการซื้อขายได้ และมีการซื้อขายกันเยอะแยะด้วย หากเลือกตั้งได้ผู้มีประสบการณ์ในท้องถิ่น การทำงานสาธารณะ ทำงานการเมืองในท้องถิ่น ก็จะเป็นประโยชน์มากกว่า ทำให้มองว่า หากประชาชนเลือกใคร ถือว่าได้รับฉันทานุมัติ ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้มาทำงาน”
ส่วนการศึกษาเกี่ยวกับการเมืองท้องถิ่นนั้น ในต่างประเทศได้มีการบรรจุไว้ คนที่เกิดมาในประเทศนั้นจะรู้โครงสร้างการปกครองส่วนท้องถิ่นของตนเอง ส่วนประเทศไทย มีการปกครองส่วนท้องถิ่น แต่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ไม่ให้ความสำคัญกับการปกครองส่วนท้องถิ่น และไม่ได้บรรจุไว้ให้นักเรียน นักศึกษา ได้เรียนรู้ นี่คือความผิดปกติมากกว่าประเทศอื่นๆ
“การปกครองส่วนท้องถิ่นสัมพันธ์กับคนมากกว่าองค์กรอื่นๆ ของราชการ ประชาชนควรจะต้องเรียนรู้ตั้งแต่เด็กๆ แต่ว่ากระทรวงศึกษาไม่เคยให้ความสำคัญในเรื่องท้องถิ่นเลย”
ประเด็นปลดล็อกในเรื่องเจ้าของสื่อเกี่ยวกับการเมืองท้องถิ่น เรื่องนี้มองว่าเป็นเรื่องย้อนแย้ง เพราะในความเป็นจริงมันล็อกไม่ได้ หากจะควบคุมกันจริงๆ ต้องระบุว่าสื่อไหนเป็นสื่อที่มีคุณภาพ สื่อไหนเป็นเฟคนิวส์ สื่อไหนเป็นข่าวปลอม ข่าวปล่อย จะต้องมีการบล็อก ไม่ใช่บล็อกแบบทั่วๆ ไป เพราะทุกคนสามารถเข้าถึงสื่อได้ ไม่ใช่ไปบล็อกสื่อ
“พ.ร.บ.ท้องถิ่นฉบับใหม่ กำหนดให้ผู้ที่จะเข้าสู่เส้นทางการเมืองอายุ 25 ปี ผมมองว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะประชาชนคนรุ่นใหม่มีความตื่นตัว และเห็นความสำคัญของการปกครองส่วนท้องถิ่น ในแง่ของการมีอำนาจ มีงบประมาณ มีบุคลากรที่จะดูแลคุณภาพชีวิตของคนในท้องถิ่น คนเหล่านั้น อาจจะเห็นว่าเป็นโอกาสได้ฝึกการบริหารท้องถิ่นก่อน ระยะยาว อาจจะได้เป็นนักการเมืองระดับชาติที่มีคุณภาพ โดยหลักการ อปท. นอกจากการดูแลประชาชนในท้องถิ่นแล้ว และยังเป็นโรงเรียนฝึกผู้นำซึ่งเป็นสิ่งที่ดี อดีตเมื่อพูดถึง อปท. จะมีภาพนักเลง อิทธิพล ข้าราชการเกษียณ คนว่างงาน แต่ปัจจุบัน จะเห็นคนอายุ 25 ปี ลงสมัครกันมากมาย ส่วนตัวมองว่าเป็นสิ่งที่ดี ที่ทำให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจ อปท.”
การที่ผู้สมัครเป็นนักการเมืองท้องถิ่นอายุน้อยๆ เบื้องต้นอาจจะมีปัญหาบ้าง แต่เรื่องการเมืองท้องถิ่นสามารถเรียนรู้กันได้ อปท.ถือว่าเป็นการทำงานเบื้องต้นหากเสียหาย จะไม่มาก โดยเฉพาะการเข้ามาเรียนรู้เกี่ยวกับการประชุม การตั้งกระทู้ ญัตติ ถือว่าทั้งหมด คือ การเรียนรู้ รวมทั้งทีมผู้บริหารจะได้เรียนรู้ในการบริหารงานไปด้วย โดยมีข้าราชการ ประชาชน เป็นผู้กำกับอีกชั้นหนึ่ง
“ผมมองว่าเป็นโอกาสของคนรุ่นใหม่ ดีกว่าเอาคนที่ไม่มีเจตจำนงทางการเมือง แต่เข้ามาเพื่อหาผลประโยชน์ เอาเด็กรุ่นใหม่ดีกว่า ที่ต้องการเห็นบ้านเมือง ท้องถิ่นของเขาได้เห็นการพัฒนา อยากให้ทุกคนเชื่อว่าเด็กเป็นผู้ใหญ่ที่ดีได้ จะเห็นคนรุ่นใหม่ทำงานได้ดีกว่าคนอาวุโส”
ในอดีตหลายคนมองว่าคนสนใจการเมืองน้อย จึงต้องเอาพวกนักเลง ผู้มีอิทธิพล มาลงสมัครรับเลือกตั้ง เรื่องนี้ถือว่าเป็นอดีตไปแล้ว ทุกวันนี้หลายคนอยากเลือกคนที่อาสา อยากจะเห็นคนเข้ามาพัฒนาชุมชน ท้องถิ่นตามอำนาจหน้าที่ ในการดูแลคุณภาพชีวิตของคนในท้องถิ่น
ส่วนสถาบันการศึกษา อยากให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาบุคลากรการเมืองในระดับท้องถิ่นให้มากๆ อยากให้ ศธ., อว. เข้ามามีส่วนร่วมเกี่ยวกับการเมืองท้องถิ่นให้มากๆ ที่สำคัญจะต้องให้เด็กและเยาวชนต้องเรียนรู้เรื่องการปกครองส่วนท้องถิ่น และการพัฒนาประชาธิปไตย ประการต่อมา ประชาชนในท้องถิ่นจะต้องมีโอกาสเข้ารับการฝึกอบรม ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาผู้บริหารท้องถิ่น ก่อนที่จะปฏิบัติหน้าที่ ควรมีการอบรม 3-5-7 วัน
“ทุกวันนี้มีอยู่แล้ว แต่อยากเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าไปเรียนรู้ เพราะไม่เช่นนั้น จะไม่รู้เลยว่าบทบาทของ อปท.เป็นอย่างไรบ้าง อยากให้สถาบันการศึกษาเอาจริงเอาจังในเรื่องนี้ รวมทั้งทำวิจัย ศึกษาการพัฒนาท้องถิ่น หากผู้บริหาร สมาชิกสภาท้องถิ่นได้เรียนรู้ จะส่งผลดีในการดูแลประชาชน หาก อปท.แข็งแรง รัฐบาลกลางแทบไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะปัญหาต่างๆ เกิดจากท้องถิ่นทั้งหมด”
ต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมา กฎหมายเกี่ยวกับท้องถิ่นนั้นมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อยากให้มีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเหมือนกัน เพราะมองไปแล้วกฎหมายไม่เสถียรภาพ อย่างไรก็ตาม ตัวรัฐธรรมนูญเองก็มีปัญหา ไม่มีเสถียรภาพ เพราะถูกรัฐประหารบ่อย แต่ควรจะมีการบัญญัติไว้เป็นหลักฐาน ส่วนกฎหมายท้องถิ่นสมควรรวมกันเป็นฉบับเดียว ทุกวันนี้ กฎหมายท้องถิ่นมากเกินไป มีกฎหมายหลายร้อยฉบับที่ว่าด้วยกระจายอำนาจให้แก่ อปท. และยังมีกฎหมายแยกย่อยเป็นองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เมืองพัทยา และ กทม. ซึ่งมากเกินไป และยังมีการแก้ไขเพิ่มเติมอีก จนทำให้ประชาชนมีความรู้สึกว่า แก้กฎหมายเพื่อนักการเมืองมากกว่าประโยชน์ของประชาชน
“การแก้ไขกฎหมายปกครองส่วนท้องถิ่นครั้งนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับเมืองพัทยาและ กทม. ผมเองก็ไม่เข้าใจเหตุผลของคนที่เสนอแก้ไข แต่อาจจะมีการให้เหตุผลว่า พัทยา, กทม.เป็นเมืองพิเศษ และไม่เข้าข่ายในการแก้ไขกฎหมายท้องถิ่นในครั้งนี้ ก็อยากจะดูเหตุผลเหมือนกันว่าทำไม”
เมื่อกฎหมายฉบับนี้บังคับใช้แล้ว อยากเสนอแนะให้ประชาชนตื่นตัวมากขึ้นเกี่ยวกับการเมืองท้องถิ่น เพราะไม่เช่นนั้นอาจจะเป็นการเปิดโอกาสให้นักการเมืองบางกลุ่ม ได้มีการวางรากฐานการเมืองในระยะยาวจึงต้องมีการตรวจสอบนักการเมืองท้องถิ่น ที่เข้ามาทำงานทางการเมือง หากทำงานดีสนับสนุนต่อไป หากทำไม่ดีก็ไม่ต้องไปเลือก ประชาชนต้องแอ๊กทีฟ(Active) ด้วย หากประชาชนไม่ตื่นตัว โอกาสที่นักการเมืองไม่ดีจะสามารถฝังรากลึก มีโอกาสเป็นไปได้สูง ผลกระทบที่ตามมาท้องถิ่นจะขาดการพัฒนา เพราะนักการเมืองเหล่านั้นจะมุ่งแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าทำเพื่อประชาชน

ประเทือง ม่วงอ่อน
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 ที่กำหนดกรอบวาระผู้บริหารท้องถิ่นห้ามเป็นเกิน 2 วาระติดกัน นอกจากจะไม่ช่วยป้องกันและปราบปรามการทุจริตแล้ว ยังไม่เคารพเจตนารมณ์ของประชาชนอีกด้วย
ข้อมูลจากการศึกษาวิจัย พบว่า การกำหนดวาระห้ามเป็นเกิน 2 สมัย นอกจากจะไม่ช่วยป้องกันและปราบปรามการทุจริตตามแนวทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญตามเจตนารมณ์และเหตุผลในการประกาศใช้ พ.ร.บ.ฉบับนี้แล้ว พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 และ พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2566 ยังส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการบริหารงานท้องถิ่น และการกระจายอำนาจส่วนท้องถิ่น เนื่องจากมีบทบัญญัติที่ไม่สอดคล้องกับบริบทข้อเท็จจริงและส่งผลให้เกิดความไม่ยุติธรรม เกิดการเสียเปรียบได้เปรียบในการลงสมัครรับเลือกตั้ง ส่งผลให้ผู้บริหารท้องถิ่นต้องลาออกก่อนหมดวาระ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการบริหารงานท้องถิ่น การบริหารโครงการ การใช้จ่ายงบประมาณทั้งในช่วงก่อนหมดวาระ และการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นที่มิใช่วันเดียวกัน ส่งผลเสียต่อการกระจายอำนาจส่วนท้องถิ่น
“การปลดล็อกการกำหนดวาระห้ามเป็นเกิน 2 สมัย หรือการลดอายุผู้สมัครผู้บริหารท้องถิ่นลงเหลือ 25 ปีขึ้นไป หรือการปรับลดเงื่อนไขข้อจำกัดด้านการศึกษาหรือด้านอื่นๆ เป็นสิ่งที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ในระดับพื้นที่ ระบอบประชาธิปไตยต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองได้โดยง่าย ขจัดอุปสรรคและลดเงื่อนไขต่างๆ ในการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน รวมถึงการเคารพสิทธิ เจตนารมณ์ของประชาชนว่า ประชาชนต้องการผู้บริหารท้องถิ่นแบบใด ต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เลือก ได้ตัดสินใจ”
ดังนั้น การกำหนดกรอบวาระผู้บริหารท้องถิ่นห้ามเป็นเกิน 2 วาระติดกัน นอกจากจะไม่ช่วยป้องกันและปราบปรามการทุจริตแล้ว ยังไม่เคารพเจตนารมณ์ของประชาชนอีกด้วย

