หน้าแรก การเมือง สลค.ออกหนังสื...

สลค.ออกหนังสือเวียน ปรับ แนวปฏิบัติทูลเกล้าฯ ติดคดี-ถูกฟ้อง เปิดทางแต่งตั้ง ยึดรธน.ม.29

2.09.26 | 12:59 น.

สลค.ออกหนังสือเวียน ปรับแนวปฏิบัติทูลเกล้าฯ ถอยเกณฑ์ “ติดคดี” เปิดทางแต่งตั้ง ยึดรัฐธรรมนูญ ม.29 คลายล็อค ฟ้องคดีกลั่นแกล้ง

เมื่อวันที่ 2 กันยายน รายงานข่าวแจ้งว่า สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ร่อนหนังสือเวียน ด่วนที่สุด ที่ นร ๐๕๐๘/ว ว ๗๘๗ ลงวันที่ 31สิงหาคม 2569 สั่งการถึงเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อซักซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการเสนอเรื่องนำความกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระมหากรุณา


โดยเนื้อหา ระบุว่า ที่ นร ๐๕๐๘/ว ๗๘๗ 

อ้างถึง ๑. หนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ นร ๐๕๐๘/ว ๑๐๑ ลงวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ ๒. หนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ นร ๐๕๐๘/ว ๓๔๔๗ ลงวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๖๔
ามหนังสือที่อ้างถึง สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้แจ้งเวียนแนวทางปฏิบัติในการเสนอเรื่องที่ต้องนำความกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระมหากรุณา ความละเอียดแจ้งแล้ว นั้น

สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีขอซักซ้อมความเข้าใจในการดำเนินการตามหนังสือที่อ้างถึงว่า กรณีบุคคลที่ส่วนราชการ ขอให้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง ให้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ถูกฟ้องร้องดำเนินคดี ห้ส่วนราชการพิจารณาคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของบุคคลตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการเสนอชื่อบุคคลนั้นเป็นหลัก เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรา ๒๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และเพื่อป้องกันมิให้มีการใช้การฟ้องคดีไปในทางที่เป็นอุปสรรคต่อการบริหารราชการแผ่นดิน

Advertisement

ทั้งนี้เมื่อย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 7ธันวาคม 2564 เคยมีหนังสือเวียน ทที่ นร ๐๕๐๘/ว ๓๔๔๗ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีกำชับให้ทุกกระทรวง กรม และหน่วยงานอิสระ ตรวจสอบกลั่นกรองคุณสมบัติบุคคลอย่างเข้มงวด

โดยวางหลักการว่า “เรื่องที่เสนอต้องไม่เป็นเรื่องที่อยู่ในระหว่างการฟ้องร้องต่อศาล อันอาจเป็นเหตุให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท” ส่งผลให้ในเวลาต่อมา หากบุคคลใดที่จะได้รับการเสนอชื่อแต่งตั้งดำรงตำแหน่งสำคัญ ถูกฝ่ายตรงข้ามยื่นฟ้องร้องต่อศาล เรื่องจะถูก “ชะลอ” หรือ “เบรก” การเสนอชื่อโปรดเกล้าฯ ไว้ทันที จนกลายเป็นช่องโหว่ทางนโยบาย

โดยเนื้อหา ฉบับนั้น ระบุว่า ที่ นร ๐๕๐๘/ว ๓๔๔๗
เรื่อง ขอซักซ้อมแนวทางปฏิบัติในการเสนอเรื่องที่ต้องนำความกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระมหากรุณา
กราบเรียน/เรียน กระทรวง กรม หน่วยงานอิสระ

อ้างถึง หนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ นร ๐๕๐๘/ว ๑๐๑ ลงวันที่23 กุมภาพันธ์ 2561
ตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้แจ้งให้ส่วนราชการต่าง ๆ ทราบและถือปฏิบัติเกี่ยวกับกรณีการเสนอเรื่องขอพระราชทานพระมหากรุณาในเรื่องต่าง ๆ ส่วนราชการจะต้องพึงระวังตรวจสอบกลั่นกรองว่าได้ดำเนินการในเรื่องนั้น ๆ ถูกต้องตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หลักเกณฑ์หรือแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้องแล้ว รวมทั้งหากเป็นเรื่องที่มีข้อร้องเรียนว่า มิได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามที่กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือแนวทางปฏิบัติได้กำหนดไว้

ก็สมควรได้ตรวจสอบหรือดำเนินการแก้ไขให้เป็นที่ยุติเสียก่อน รวมทั้งเรื่องที่เสนอต้องไม่เป็นเรื่องที่อยู่อานวยการฟ้องร้องต่อศาล อันอาจเป็นเหตุให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ และนายกรัฐมนตรีสั่งการให้แจ้งกำชับทุกส่วนราชการถือปฏิบัติในเรื่องที่ต้องนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานในเรื่องต่าง ๆ จะต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบ ระมัดระวัง และมีข้อมูลอันเป็นที่ยุติชัดเจนก่อนที่จะส่งเรื่องเพื่อขอให้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาต่อไป ความละเอียดแจ้งแล้ว นั้น

สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีขอเรียนว่า ในห้วงเวลาที่ผ่านมายังมี่ส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐเสนอเรื่องที่มีประเด็นปัญหาดังกล่าวอันเป็นเหตุให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีไม่สามารถดำเนินการนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาต่อไปได้ ดังนั้น เพื่อให้การขอพระราชทานพระมหากรุณาในเรื่องต่าง ๆ สามารถดำเนินการนำความกราบบังคมทูลได้อย่างถูกต้อง เรียบร้อย ไม่เป็นที่ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท จึงขอให้ส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐถือปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติดังกล่าวอย่างเคร่งครัดต่อไปด้วย

ทั้งนี้หนังสือเวียนฉบับล่าสุด 31 สิงหาคม2569  สลค. เป็นการส่งสัญญาณ “คลายล็อค” ทางกฎหมาย โดยระบุชัดเจนว่า กรณีบุคคลที่จะขอให้นำความกราบบังคมทูลโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “ถูกฟ้องร้องดำเนินคดี” ให้ส่วนราชการพิจารณาจาก คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เป็นหลักสลค. ได้ชี้แจงเหตุผล สำคัญในการปรับแนวปฏิบัติ 2 ประการ คือ ยึดหลักรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักนิติธรรมขั้นพื้นฐานที่ว่า “ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด” จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด และเพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้ช่องทาง “การฟ้องร้องคดี” มาเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งทางการเมือง หรือขัดขวางการบริหารราชการแผ่นดินและการแต่งตั้งบุคคลเข้าสู่ตำแหน่ง