หน้าแรก การเมือง ผอ.JIC โต้กัม...

ผอ.JIC โต้กัมพูชา ปัดไทยยิงก่อน ย้ำ แผนจักรพงษ์ภูวนาร ไม่ใช่แผนเปิดศึก

2.09.26 | 15:38 น.
ผอ.JIC

ผอ.JIC สวนกัมพูชาเดือด! ปัดยิงก่อน ซัดอย่ามโน ใช้หลักฐานพิสูจน์ข้อเท็จจริง ย้ำ แผน“จักรพงษ์ภูวนารถ” แผนป้องกันประเทศ ไม่ใช่แผนเปิดศึก

เมื่อวันที่ 2 กันยายน พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะ ผู้อำนวยการ ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา(ผอ.JICไทย ) กล่าวถึงกรณีกระทรวงกลาโหมกัมพูชาปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อน พร้อมกล่าวหาฝ่ายไทยเป็นผู้โจมตีกัมพูชาโดยปราศจากการยั่วยุว่า การโต้แย้งด้วยถ้อยคำเพียงอย่างเดียวไม่อาจใช้ชี้ขาดว่าใครเป็นฝ่ายถูกหรือผิด สิ่งสำคัญคือการตรวจสอบลำดับเหตุการณ์ หลักฐานที่สามารถพิสูจน์ได้ และสถานการณ์แวดล้อมก่อนเกิดการปะทะอย่างครบถ้วน


พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ไทยพร้อมให้ข้อเท็จจริงถูกตรวจสอบอย่างเป็นธรรม โดยเห็นว่าความจริงควรได้รับการพิสูจน์จากหลักฐาน ไม่ใช่การนำข้อกล่าวอ้างเดิมมาพูดซ้ำ ขณะเดียวกัน การหยิบเหตุการณ์เพียงบางช่วงมาอธิบายโดยละเลยเหตุการณ์ก่อนหน้า อาจทำให้ภาพรวมของสถานการณ์คลาดเคลื่อนได้

ส่วนกรณีกัมพูชานำการประกาศใช้แผน “จักรพงษ์ภูวนารถ” ของไทยก่อนเกิดเหตุปะทะ ไปตีความว่าเป็นหลักฐานแสดงถึงการเตรียมทำสงครามล่วงหน้านั้น พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า เป็นการตีความที่ไม่สอดคล้องกับหลักการด้านความมั่นคง เพราะการมีแผนเตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉิน ไม่ได้หมายความว่าเป็นการเตรียมเปิดสงคราม

กองทัพของทุกประเทศจำเป็นต้องมีแผนรองรับภัยคุกคามและสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อให้สามารถคุ้มครองประชาชนและรักษาอธิปไตยได้ทันท่วงทีเมื่อเกิดเหตุจำเป็น ดังนั้น ประเด็นที่ควรพิจารณาจึงไม่ใช่เพียงว่าใครมีแผนเตรียมพร้อม แต่ต้องตรวจสอบว่า เมื่อเกิดเหตุขึ้นจริง แต่ละฝ่ายดำเนินการอย่างไร เกิดขึ้นเมื่อใด ที่ใด และมีหลักฐานใดรองรับ

Advertisement

สำหรับข้อกล่าวหาว่าไทยหยิบยกประเด็นการยั่วยุ ความมั่นคง และปัญหาทุ่นระเบิดมาเป็นเงื่อนไขเพื่อชะลอการสำรวจและปักปันเขตแดนนั้น พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ไทยไม่ได้ปฏิเสธกลไกทวิภาคี แต่เห็นว่ากลไกที่ทั้งสองประเทศตกลงร่วมกันเป็นช่องทางสำคัญในการแก้ไขปัญหา

อย่างไรก็ตาม การเจรจาเรื่องเขตแดนจะเดินหน้าได้อย่างยั่งยืนจำเป็นต้องอยู่บนพื้นฐานของความปลอดภัย ความไว้วางใจ และการเคารพข้อตกลงร่วมกัน โดยเฉพาะประเด็นทุ่นระเบิดและความปลอดภัยของประชาชน รวมถึงเจ้าหน้าที่ ซึ่งไม่ควรถูกมองว่าเป็นข้ออ้าง หากมีความเสี่ยงเกิดขึ้นจริง ทั้งสองฝ่ายมีหน้าที่ต้องร่วมกันแก้ไข ไม่ควรต้องเลือกระหว่างการรักษาความปลอดภัยกับการเจรจา แต่ต้องดำเนินการควบคู่กัน

ส่วนกรณีกัมพูชาเรียกร้องให้ไทยปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 อย่างเต็มที่และทันที พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ไทยเห็นด้วยกับหลักการดังกล่าว แต่การปฏิบัติตามข้อตกลงจำเป็นต้องเกิดขึ้นจากทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่การเรียกร้องให้อีกฝ่ายปฏิบัติเพียงฝ่ายเดียว

ทั้งนี้ หากทั้งสองประเทศยืนยันที่จะเคารพถ้อยแถลงร่วม ควรนำรายละเอียดของข้อตกลงมาปฏิบัติอย่างครบถ้วน ทั้งการลดความตึงเครียด การหลีกเลี่ยงการยั่วยุ การสร้างความไว้วางใจ การแก้ไขปัญหาผ่านกลไกที่ตกลงร่วมกัน ตลอดจนการระมัดระวังการเผยแพร่ข้อมูลที่อาจสร้างความเข้าใจผิดหรือกระตุ้นความขัดแย้งระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ

สำหรับข้อกล่าวหาว่าฝ่ายไทยอาจใช้กำลังหรือสร้าง “Fait Accompli” เพื่อเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ในพื้นที่พิพาท พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ไทยไม่ยอมรับการดำเนินการในลักษณะดังกล่าวเช่นกัน แต่หลักการต้องถูกนำมาใช้กับทั้งสองฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน

การประกาศหรือแถลงฝ่ายเดียวไม่อาจทำให้พื้นที่พิพาทกลายเป็นเขตแดนที่ได้รับการยอมรับตามกฎหมายระหว่างประเทศ ข้อกล่าวอ้างฝ่ายเดียวไม่ใช่การปักปันเขตแดน และการกล่าวย้ำซ้ำ ๆ ไม่อาจเปลี่ยนข้อพิพาทให้กลายเป็นข้อยุติได้

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวทิ้งท้ายว่า หากไทยและกัมพูชาต้องการเห็นสันติภาพอย่างแท้จริง ทั้งสองฝ่ายควรยุติการใช้เวทีสื่อเป็นพื้นที่ตัดสินข้อพิพาทเรื่องเขตแดน และนำข้อเท็จจริง รวมถึงประเด็นที่ยังมีความเห็นแตกต่าง กลับเข้าสู่กลไกที่ทั้งสองประเทศยอมรับร่วมกัน

“ประเทศไทยไม่ได้เรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศเชื่อฝ่ายไทยเพียงเพราะเราพูด แต่ขอให้พิจารณาจากลำดับเหตุการณ์ที่ครบถ้วน หลักฐานที่ตรวจสอบได้ และข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายลงนามร่วมกัน เป้าหมายของเราไม่ใช่การเอาชนะกันด้วยสงครามคำพูด แต่ต้องการให้ข้อเท็จจริงได้รับการยอมรับ และให้สันติภาพเป็นผลลัพธ์สุดท้าย” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว