หน้าแรก การเมือง กรณ์ กาง 7 ข้...

กรณ์ กาง 7 ข้อกังวลดาต้าเซ็นเตอร์ ผลักภาระไฟฟ้า-น้ำ-มลพิษ ให้ปชช. ลั่น “วัวยังไม่หนี ล้อมคอกตอนนี้ยังทัน”

3.09.26 | 14:50 น.
กรณ์

กรณ์ ตั้ง 7 ประเด็น รัฐบาลเดินตามหลัง ไม่ทันดาต้าเซ็นเตอร์ สุ่มเสี่ยงสร้างความเสียหายให้ปชช.-ประเทศ เปรียบ “วัวยังไม่หนีไปไหน หากล้อมคอกตอนนี้ยังทัน ถ้าปล่อยให้หายไปเดือนร้อนแน่” ชี้นโยบายย้อนแย้ง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เผย สหรัฐฯชี้เป้าไทย เป็นทางลัดให้จีนใช้ชิประดับสูง หวัง ‘เอกนิติ’ นำข้อสังเกตุไปพิจารณาในการประชุม กรรมการดาต้า ครั้งแรกพรุ่งนี้

เมื่อเวลา 12.40 น. วันที่ 3 กันยายน ที่รัฐสภา นายกรณ์ จาติกวนิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แสดงความห่วงใยต่อปัญหา ดาต้าเซ็นเตอร์ที่รัฐบาลเปิดทางให้มาลงทุนในประเทศไทย ว่าสะท้อนให้เห็นถึงปัญหานโยบายและการบริหารจัดการของรัฐบาล ที่ไม่ทันเหตุการณ์และสุ่มเสี่ยงต่อการสร้างความเสียหายให้กับประเทศไทยและประชาชนคนไทยทั้งในระยะสั้นและระยะยาว


นายกรณ์ กล่าวต่อว่า ณ ปัจจุบันปัญหาหลักๆ มีอยู่ 7 เรื่อง ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เห็นปัญหานี้มานานแล้ว และได้ยื่นญัตติด่วนให้สภาพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวกับการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ตั้งแต่สมัยประชุมที่แล้ว แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ดีที่รัฐบาลตื่นตัวที่มีการจัดตั้งคณะกรรมการดาต้าเซ็นเตอร์ขึ้นมาในช่วง ส.ค.ที่ผ่านมาแต่ก็ยังมีคำถามมากกว่าคำตอบ คือประเด็น

1. การบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล แม้วันนี้จะมีคณากรรมการที่รัฐบาลขึ้นมา แต่ก็ยังไม่มีเจ้าภาพที่จะดูแลเรื่องนี้ กฎเกณฑ์กติกาอย่างไรประชาชนจะได้ประโยชน์อะไรแต่ในกรณีดาต้าเซ็นเตอร์นี้ยังไม่มี มีการอ้างว่าสร้างเป็นคลังเก็บสินค้า ซึ่งใบอนุญาตก็มาจากหลายหน่วยงาน ที่ไม่มีการประสานทำงานกัน ไม่ว่าจะเป็นบีโอไอ มีการให้สิทธิพิเศษทางภาษี ซึ่งเจ้าภาพไม่มีจึงนำไปสู่ประเด็นคำถามว่าแม้แต่อีไอเอก็ไม่ได้ทำ

นายกรณ์​กล่าวว่า เป็นประเด็นที่น่ากังขามาก เพราะปัญหามลพิษอาจจะเกิดจากดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่สังคมทั่วโลกล้วนแต่ตั้งคำถามเกี่ยวกับมาตรการการควบคุมและกำกับการสร้างศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ เรื่องการกำกับดูแลเป็นเรื่องสำคัญ ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาก็ยังไม่พอ เพราะยังไม่มีอำนาจ มีเพียงแต่เสนอให้คณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณา และบางส่วนบางหน่วยงาน เช่นบีโอไอ ที่ออกหลังเกณฑ์มาเมื่อเดือน ส.ค.ก็ยังไม่มีความชัดเจน ว่ามีผลบังคับใช้กับโครงการที่ได้อนุมัติไปก่อนหน้านี้ที่ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้างหรือไม่ ซึ่งมีมูลค่าหลายแสนล้านบาท “วัวมันออกมายืนกลางสนามมันยังไม่หนีไปไหน หากล้อมคอกมันตอนนี้ก็ยังไม่ช้าเกินไป ถ้าปล่อยให้มันหายไปเดือนร้อนแน่”

Advertisement

2. เรื่องไฟฟ้าซึ่งรมว.พลังงาน พยายามชี้แจงแต่ก็ยังไม่ได้ตอบคำถามชัดเจนว่าการส่งเสริมดาต้าเซ็นเตอร์ มีผลย้อนแย้งต่อนโยบายด้านพลังงานไฟฟ้าของรัฐบาลอย่างไร ขณะที่การออกพระราชกำหนด(พ.รก.)กู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาล ที่เปลี่ยนผ่านพลังงานเพื่อลดภาระการนำเข้าน้ำมันหรือแก๊ส แต่วันนี้เรากลับได้ยินว่าเราควรส่งเสริมดาต้าเซ็นเตอร์เพราะเรามีไฟฟ้าสำรองเหลืออยู่ และควรใช้ไฟฟ้าสำรองนี้ขายให้ดาต้าเซ็นเตอร์ แต่การขายไฟฟ้าสำรองที่เรามีอยู่ส่วนใหญ่ใช้แก๊สเป็นเชื้อเพลิง หมายความว่า เราจะต้องนำเข้าแก๊สแอลเอ็นจีในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้น หากราคาผันผวนก็จะส่งผลต่อค่าเอฟทีหรือค่าไฟฟ้าของประชาชนโดยตรง ซึ่งรัฐบาลก็ยังไม่ตอบคำถาม หากขายไฟสำรองให้ดาต้าเซ็นเตอร์ใช้หมดแล้ว ในอนาคตเราก็ยังต้องสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้พลังฟอสซิลเพิ่มเติมหรือไม่

3. เรื่องน้ำ เป็นที่รู้กันว่าดาต้าเซ็นเตอร์ใช้น้ำในปริมาณน้ำสูงมาก ถ้าเทียบกันเท่ากับการใช้น้ำประชากร 5-6 หมื่นคนต่อปี จึงมีคำถามว่าดาต้าเซ็นเตอร์ เข้ามาลงทุนในไทยมีสัญญาซื้อน้ำโดยตรงจากบริษัทเอกชนนั่นหมายความว่ามีสิทธิ์ที่จะเข้าถึงน้ำก่อนประชาชน และเกษตรกรในพื้นที่หรือไม่ รัฐบาลจะบริหารจัดการเรื่องนี้อย่างไร

4. เรื่องมลพิษ ทั้งเสียง ความร้อน น้ำเสีย ที่ออกมาจากระบบดาต้าเซ็นเตอร์ใครรับผิดชอบและจะมีการบริหารจัดการอย่างไร เพราะอย่าลืมว่าปัจจุบันดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้ขอการพิจารณาของอีไอเอ จึงไม่มีมาตรการใดๆ ที่กำหนดเรื่องปัญหามลพิษว่าผู้ลงทุนจะต้องรับผิดชอบอย่างไร

5. เรื่องอธิปไตย เรากำลังส่งเสริมให้มีการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ของต่างประทศ แต่ประเทศไทยเรามีโมเดลเอไอ ที่เป็นของไทยอยู่เจ้าหนึ่ง แต่เราอาศัยเทคโนโลยี ซีพียูหรือชิป ที่คุณภาพค่อนข้างล้าสมัย เมื่อเทียบกับของต่างชาติ หมายความว่าเรากำลังเปิดพื้นที่ให้ต่างชาติมาลงทุน แต่กลับไม่ส่งเสริมให้ยกระดับคุณภาพ เอไอ หรือดาต้าเซ็นเตอร์ของไทยเพื่อศักยภาพการแข่งขันและการลงทุนของไทย

6. ทั้งหมดนี้มีมาตรการชัดเจนแล้วอย่างไรว่าผู้ประกอบการไทยหรือสตาร์ทอัพ จะได้ประโยชน์จากการใช้ดาต้าเซ็นเตอร์อย่างไร ผู้ประกอบการไทยมีสิทธิ์ มีโอกาสเข้าไปใช้งานมากน้อยแค่ไหน ขอชื่นชมบีโอไอที่พยายามแต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนแต่อย่างใด

7. ล่าสุดเราพบว่ารัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ชี้เป้าเอ่ยชื่อประเทศไทยว่าประเทศไทย อาจจะมีส่วนในการเป็นทางลัดให้กับจีนสามารถเข้าถึงการใช้ชิประดับสูงที่สหรัฐอเมริกา มีนโยบายที่จะปิดกั้นไม่ให้จีนเข้าถึง หรือพูดง่ายๆว่า สหรัฐฯอนุมัติ การส่งออกมาใช้งานที่ไทย และสหรัฐฯกำลังกล่าวหาว่าไทยให้ประเทศจีนมาใช้ชิป ซึ่งเคยมีข้อกล่าวหาลักษณะเดียวกันกับประเทศไทย แต่มาเลเซียมีมาตรการชัดเจนในการดูแลเรื่องนี้ แต่ของประเทศไทยยังไม่มีมาตรการออกมาเลย

ซึ่งเรื่องนี้อาจจะเป็นความเสี่ยง เพราะอาจส่งผลต่อสิทธิการนำเข้าซีพียู หรือชิประดับสูง ซึ่งจะมีผลกระทบต่อโอกาสการพัฒนาธุรกิจ เอไอ หรือเศรษฐกิจทางด้านเทคโนโลยีของประเทศไทยโดยรวมเรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก

“ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นห่วง เพราะเรื่องนี้ต้องมีคำตอบและความชัดเจน วันพรุ่งนี้ (4 ก.ย.) เข้าใจว่าคณะกรรมการที่มีนายเอกนิติ เป็นประธานจะมีการประชุมครั้งแรก หลังมีการตั้งขึ้นมาเมื่อเดือนสิงหาคม ก็หวังว่าข้อสังเกตุเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อการทำงาน และช่วยส่งเสริมการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทย ให้มีผลทางลบต่อประชาชนน้อยที่สุด และเป็นประโยชน์ต่อภาคธุรกิจของไทย และระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม ผมไม่ได้คิดไปเองแต่เรื่องนี้เป็นปัญหาระดับสากลที่ทุกประเทศพยายามเร่งหาคำตอบอยู่ เพียงแต่สำหรับเราอาจจะเดินช้าไปนิด ผมก็ขอทำหน้าที่ในการกระตุ้นให้รัฐบาลตามโลกให้ทัน” นายกรณ์ กล่าว

ขณะที่ นายพศิน ปิตุเตชะ ส.ส.ระยอง พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงปัญหาการใช้น้ำประปาในปริมาณมากของ ดาต้าเซ็นเตอร์ ว่า จากความไม่พร้อมการมีดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศ และยังมีข้อมูลว่าดาต้าเซ็นเตอร์ กว่า 70% จะไปอยู่ที่เศรษฐกิจพิเศษ หรือภาคตะวันออก ซึ่งตนก็มีความกังวลต่อการใช้น้ำ เพราะในพื้นที่ภาคตะวันออก มีปัญหาการใช้น้ำประปา และน้ำเพื่อการเกษตร

ดังนั้น จึงควรมีการจำกัดโซนนิ่ง แต่ปัจจุบันยังไม่มีมาตรการใดในพื้นที่ และเริ่มมีการก่อสร้างขึ้นมาแล้ว และในพื้นที่ภาคตะวันออก เคยเจ็บปวดกับอีอีซีมาแล้ว ที่เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลก็ไม่มีความต่อเนื่องในการดูแล แต่เมื่อ ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นความหวังใหม่ของรัฐบาล ตนไม่อยากให้รัฐบาล ดำเนินการแล้วค่อยเตรียมความพร้อม แต่อย่างน้อยคนในพื้นที่และประชาชนทั้งประเทศควรได้ประโยชน์ จึงขอให้รัฐบาล ได้วางแผนก่อนเดินหน้า ไม่ใช่ดำเนินการแล้วค่อยกลับมาแก้ไข