หน้าแรก การเมือง นายกฯ เซ็นตั้...

นายกฯ เซ็นตั้ง 3 ผู้ทรงคุณวุฒิ บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ ดึงอดีตปลัดทส. อาจารย์จุฬาฯ-มธ. ร่วม

7.09.26 | 14:04 น.

นายกฯ เซ็นตั้ง 3 ผู้ทรงคุณวุฒิ บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ ดึงอดีตปลัดทส. อาจารย์จุฬาฯ-มธ. ร่วม

เมื่อวันที่ 7 กันยายน รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้ลงนามในคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 725/2569 เรื่องการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นกรรมการในคณะกรรมการนโยบายประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ โดยมีสาระสำคัญว่าตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ พ.ศ.2569 กำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ โดยมีรองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งจำนวนไม่เกินสามคนนั้น

อาศัยอำนาจตามความในข้อ 4 (6) แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ พ.ศ. 2569 จึงแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์จำนวน 3 คน ดังต่อไปนี้


1.นายโชติ ตราชู อดีตปลัดกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 2.นายสุพจน์ เตชวรสินสกุล อดีตคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ 3.นายธีร เจียศิริพงษ์กุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์รังสิตมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 3 ก.ย.ที่ผ่านมา

ทั้งนี้การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเพิ่มเติมตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีได้มีการรายงานให้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ที่มี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เป็นประธานการประชุมเมื่อวันที่ 4 ก.ย.รับทราบแล้ว โดยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งจะดำรงตำแหน่งอยู่ในวาระคราวละ 2 ปี และดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน 2 วาระ

โดยเมื่อมีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเพิ่มอีก 3 ตำแหน่งทำให้กรรมการในบอร์ดนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์มีจำนวนทั้งสิ้น 21 คน ประกอบไปด้วย รองประธานกรรมการ จำนวน 3 คน ได้แก่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นรองประธานกรรมการคนที่ 1 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นรองประธานกรรมการคนที่ 2 และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นรองประธานกรรมการคนที่ 3

Advertisement

นอกจากนี้มีกรรมการโดยตำแหน่งรวม 14 ตำแหน่ง ได้แก่ ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปลัดกระทรวงพลังงาน ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)

เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กรรมการกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และมีเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ “สภาพัฒน์” เป็นกรรมการและเลขานุการ

สำหรับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์ฯมีดังนี้

1.เสนอนโยบาย มาตรฐาน และกรอบแนวทางการปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องในการอนุมัติ อนุญาต ออกบัตรส่งเสริมการลงทุน หรือให้บริการต่าง ๆ ที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ในราชอาณาจักรต่อคณะรัฐมนตรี
2.ศึกษาวิเคราะห์ และติดตามประเมินผลกระทบของการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ เสนอต่อคณะรัฐมนตรี
3.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาหรือทำการใด ๆ ตามที่คณะกรรมการมอบหมาย
4.ปฏิบัติการอื่นใดตามที่คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีมอบหมาย

สำหรับกรอบการอนุมัติโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ของประเทศไทย ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฉบับนี้ประกอบไปด้วย

1.คำนึงถึงผลประโยชน์ในทางเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม
2.มุ่งให้มีการใช้พลังงานสะอาด การรักษาความมั่นคงทางพลังงาน ราคาพลังงานที่เป็นธรรม
3.การจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุด เกิดประสิทธิผลในการใช้พลังงานไฟฟ้าและน้ำ การผังเมือง การรักษาความปลอดภัยสาธารณะ โดยเฉพาะจากอัคคีภัย การป้องกันและเยียวยาผลกระทบ ที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมและความเป็นอยู่โดยปกติสุขของประชาชนและชุมชน และเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศด้วย
และ 4.การรักษาอธิปไตยด้านข้อมูลของประเทศ ซึ่งเป็นหลักสำคัญของความมั่นคงของการรักษาข้อมูลของประเทศ

ทั้งนี้ในกรณีที่มีปัญหาขัดข้องในการปฏิบัติตามมติครม.ดังกล่าวในเรื่องใด ให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องรายงานคณะกรรมการเพื่อพิจารณาและเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องนั้น

ทั้งนี้ เมื่อ ครม. มีมติเห็นชอบแนวทางใดแล้ว หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการตามและรายงานผลให้คณะกรรมการทราบทุก 3 เดือน เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์ของไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน