หน้าแรก การเมือง ปิดหน้าออนไลน...

ปิดหน้าออนไลน์ : ถอดรหัส 2 หลักสูตรคอนเน็กชั่น จับตาพัวพันโยงคดีฮั้วสว.

7.09.26 | 17:31 น.

ปิดหน้าออนไลน์ : ถอดรหัส 2 หลักสูตรคอนเน็กชั่น จับตาพัวพันโยงคดีฮั้วสว.


กลายมาเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องการเมืองอีกครั้ง สำหรับหลักสูตรการศึกษาของ กกต.อย่าง หลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง หรือ “พตส.”

และ หลักสูตรหลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย หรือ “นธป.” ของศาลรัฐธรรมนูญ

เมื่อส.ส.ฝ่ายค้านนำมาเปิดเผยถึงเส้นทางความสัมพันธ์ ของอนุกรรมการกกต.ชุดที่ 36 ว่ามีจำนวนหนึ่งเรียนหลักสูตรเหล่านี้ร่วมกัน

Advertisement

เชื่อมโยงจากหลักสูตรคอนเน็กชั่น มาเป็นอนุกกต.ชุด 36 และนำไปสู่การยกฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด

มติชนออนไลน์ พาไปรู้จัก 2 หลักสูตรคอนเน็กชั่นน้องใหม่ ซึ่งเป็นที่นิยมของเครือข่ายข้าราชการ นักการเมือง สื่อมวลชน และนักธุรกิจ ว่ามีที่มาอย่างไร

สำหรับหลักสูตรการศึกษาของนักบริหารภาครัฐและเอกชน ที่รู้จักกันว่านอกจากบทเรียนทางวิชาการต่างๆแล้ว ยังเน้นเรื่องการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรต่างๆ หรือที่เรียกกันง่ายๆว่า “หลักสูตรคอนเน็กชั่น”

เมื่อจบจากหลักสูตรเหล่านี้ เรียกกันเป็นพี่น้อง เวลาประสานงานกันข้ามหน่วยงาน หรือจะต้องประสานระหว่างภาครัฐและเอกชน ก็มักจะราบรื่น สะดวกมากยิ่งขึ้น

โดยหลักสูตรด้านการบริหารและการเมืองที่เป็นที่รู้จักอย่าง วปอ. หรือหลักสูตรของสถาบันพระปกเกล้าแล้ว

ซึ่งต่อมาก็ลดเงื่อนไขคุณสมบัติอายุของผู้เรียน กลายเป็นมินิ วปอ. ที่คนในแวดวงสังคมอยากจะเข้าไปศึกษา เพราะเชื่อแน่ว่านอกจากได้ความรู้แล้ว ยังได้ความสัมพันธ์กันอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีหลักสูตรระดับสูงอีก 2 หลักสูตรที่มีบุคคลจากแวดวงการเมือง ราชการ กระบวนการยุติธรรม ภาคธุรกิจ และภาควิชาการเข้าร่วมอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ หลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง หรือ “พตส.” และ หลักสูตรหลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย หรือ “นธป.”

โดย พตส. อยู่ในความรับผิดชอบของ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่วน นธป. เป็นหลักสูตรของ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ผ่านวิทยาลัยศาลรัฐธรรมนูญ ใช้งบประมาณต่อรุ่นประมาณ 18 ล้านบาท

สำหรับหลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง (พตส.) เริ่มดำเนินการตั้งแต่ พ.ศ. 2552

โดยหลักฐานจากเอกสารวิชาการของ กกต. ระบุชัดว่าเป็นงานศึกษาส่วนบุคคลของผู้เข้ารับการอบรม พตส. รุ่นที่ 1 ประจำปี 2552

แนวคิดสำคัญของหลักสูตรสอดคล้องกับภารกิจของ กกต. ที่ต้องดูแลระบบการเลือกตั้งและส่งเสริมการพัฒนาการเมือง โดยมุ่งสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเมือง พรรคการเมือง การเลือกตั้ง การมีส่วนร่วมของประชาชน และกระบวนการประชาธิปไตยให้กับบุคลากรจากหลายภาคส่วน
.
ปัจจุบันหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการดำเนินหลักสูตรคือ สถาบันวิทยาการพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง สำนักงาน กกต. ซึ่งมีผู้อำนวยการสถาบันทำหน้าที่ดูแลการดำเนินงานหลักสูตร ขณะที่การเปิดหลักสูตรแต่ละรุ่นอยู่ภายใต้การกำกับของคณะกรรมการการเลือกตั้งและคณะกรรมการกำกับดูแลหลักสูตร

พตส. ไม่ได้เปิดรับเฉพาะนักการเมือง แต่ตั้งใจให้ผู้เข้าอบรมมาจากหลายภาคส่วน โดย กกต. ระบุว่ากลุ่มผู้เข้ารับการอบรมประกอบด้วย บุคลากรของพรรคการเมือง นักการเมืองระดับชาติและระดับท้องถิ่น ผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรอิสระ สื่อมวลชน นักวิชาการ ผู้บริหารภาคเอกชน ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ซึ่งปัจจุบัน หลักสูตร พตส. ดำเนินการมาแล้ว 16 รุ่น ตั้งแต่รุ่นแรกในปี 2552 และรุ่นที่ 16 เป็นรุ่นล่าสุด ซึ่งเสร็จสิ้นการอบรมแล้วเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569
สำหรับคนดังที่เคยเรียนหลักสูตรดังกล่าว ได้แก่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคมช. นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และบิดาของนายกฯอนุทิน นายศุภชัย ใจสมุทร ฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

พล.ต.ท.เพิ่มพูน ชิดชอบ อดีตรมว.ศึกษาธิการ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. นายอัฌษไธค์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อดีตอธิบดีกรมการขนส่งทางบก และอนุกรรมการวินิจฉัยกกต.ชุดที่ 36 นายอนุชา จันทร์สุริยา อนุกรรมการวินิจฉัยกกต.ชุดที่ 36 ฯลฯ

สำหรับหลักสูตร “หลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย” (นธป.) เป็นหลักสูตรของ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ โดยดำเนินการผ่านหน่วยงานด้านวิชาการของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ โดยจากข้อมูลพบว่าใช้งบประมาณเฉลี่ยรุ่นละ 10 ล้านบาท

หลักสูตรเริ่มขึ้นครั้งแรกใน พ.ศ. 2556 โดยเอกสารของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญระบุว่า การอบรมรุ่นที่ 1 เริ่มตั้งแต่ 10 มกราคม 2556 ถึงเดือนกันยายน 2556 และมีผู้เข้ารับการอบรมจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนรวม 51 คน
.
เหตุผลสำคัญของการจัดหลักสูตร คือการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ หลักนิติธรรม ให้กับบุคลากรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับการบริหารงานและการปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงส่งเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญ สิทธิและเสรีภาพของประชาชน

นั่นก็คือ พตส. เน้นไปที่ “การเมืองและการเลือกตั้ง” นธป. จะเน้นไปที่ “กฎหมาย รัฐธรรมนูญ หลักนิติธรรม และการใช้อำนาจรัฐ”

ทั้งนี้หลักสูตร นธป. ผู้รับผิดชอบหลักคือ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ โดยมี วิทยาลัยศาลรัฐธรรมนูญ เป็นหน่วยงานด้านการดำเนินงานทางวิชาการของหลักสูตร การจัดอบรมมีเป้าหมายเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องหลักนิติธรรมแก่บุคลากรภาครัฐและเอกชน โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับหลักนิติธรรม การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ สิทธิและเสรีภาพ รวมถึงบทบาทของรัฐธรรมนูญและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ

ล่าสุดหลักสูตร นธป. ดำเนินการมาแล้ว 14 รุ่น เริ่มรุ่นแรกในปี 2556 และปัจจุบันอยู่ที่รุ่นที่ 14 โดยบุคคลที่มีชื่อเสียง ที่เคยผ่านหลักสูตร นธป. อาทิ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ อดีตปลัดยุติธรรม นายชีพ จุลมนต์ อดีตประธานศาลฎีกา นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ อดีตสว.

นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตประธานรัฐสภา นายสมชาย แสวงการ อดีตสว.-สนช. นายศุภชัย สมเจริญ อดีตประธาน กกต. นายวิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. และอดีตรัฐมนตรีทส. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อดีตรองอธิบดี DSI / ผู้บริหารกรมคุมประพฤติ อนุกรรมการกกต.ชุดที่ 36 นายแสวง บุญมี เลขากกต. นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ฯลฯ

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ทั้ง 2 หลักสูตร ถูกจับตาในฐานะความเป็นหลักสูตรคอนเน็กชั่นยุคใหม่

แต่หากจะด่วนสรุปว่าความสัมพันธ์ในการเรียนรู้ อบรม จะนำไปสู่การกระทำที่สุ่มเสี่ยงจะผิดกฎหมาย หรือเอื้อประโยชน์ให้กันเกินสมควร ก็คงจะเกินเลยกว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฎ

ดังนั้นผลของการกระทำที่ออกมา จึงจะเป็นตัวชี้วัดที่แท้จริง และผลจากคำวินิจฉัยของกกต.ในเรื่องฮั้วสว. ที่จะนัดประชุมเพื่อมีคำวินิจฉัยในวันจันทร์ที่ 14 กันยายนนี้ ก็จะเป็นตัวชี้วัดอีกอย่าง
 
ว่าประเทศนี้จะเดินไปในทิศทางใดในอนาคต!!!