ยศชนัน ชงครม.ไฟเขียว ร่างพ.ร.บ.สตาร์ตอัพ ปลดล็อกหุ้นกู้แปลงสภาพ-หนุน คล่องตัวทางการเงิน
เมื่อเวลา 09.40 น.วันที่ 8 กันยายน ที่รัฐสภา นาย ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมคณะรัฐมนตรีว่า (ครม.) ว่า กระทรวงอว.จะเสนอ ครม.พิจารณาร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัพ (STARTUP ACT) เพื่อเดินหน้าขับเคลื่อนระบบนิเวศนวัตกรรม เร่งปลดล็อคข้อจำกัดด้านกฎหมาย ติดปีกให้สตาร์ตอัปไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน และจะพิจารณาเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรต่อไป
โดยร่างดังกล่าวมีสาระสำคัญคือ การแก้ไขข้อจำกัดในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.)จากเดิมที่ไม่เอื้อต่อรูปแบบการทำธุรกิจของสตาร์ตอัพ เพื่อลดอุปสรรคทางกฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อการระดมทุนมาอย่างยาวนาน ให้สอดรับกับสภาวการณ์ปัจจุบันที่ภาคเอกชนเคยชี้ให้เห็นถึงช่องว่างทางการเงิน และแนวโน้มการหลั่งไหลของเงินทุนไทยไปสู่ตลาดต่างประเทศ
นอกจากนั้นได้กำหนดให้สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) เป็นหน่วยงานหลักในการบริหารจัดการ โดยทำหน้าที่เป็นศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (One-Stop Service Center) ทั้งในด้านการรับรอง การสนับสนุน และการประสานงาน และจะมีคณะกรรมการส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัพที่มีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้ามามีบทบาทในการกำหนดนโยบายยุทธศาสตร์ และแผนในการส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจสตาร์ตอัพ รวมถึงระบบนิเวศของธุรกิจสตาร์ตอัพให้สอดคล้องกับนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ให้มั่นใจว่าหน่วยงานกำกับดูแลต่าง ๆ จะทำงานร่วมกันได้อย่างสอดประสาน เพื่อลดอุปสรรคทางระบบราชการ และเพิ่มช่องทางสนับสนุนการเติบโตสำหรับสตาร์ตอัปและนักลงทุน โดยสตาร์ตอัพที่ได้รับการรับรองจะได้รับสิทธิและประโยชน์เป็นเวลา 5 ปี และสำหรับกลุ่มที่จัดอยู่ในประเภทเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) คณะกรรมการอาจขยายระยะเวลาให้รวมแล้วสูงสุดถึง 10 ปี
ด้านน.ส.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ NIA กล่าวว่า เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ เตรียมปักหมุดยกระดับภารกิจการเป็นหน่วยงานหลักดูแลการบูรณาการ และเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มธุรกิจสตาร์ตอัพกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่มีบทบาทในการพัฒนาและส่งเสริมสตาร์ตอัพ เป็นศูนย์กลางให้บริการข้อมูลเกี่ยวกับโครงการและแหล่งเงินทุนสนับสนุนธุรกิจสตาร์ตอัพ รวมทั้งทำหน้าที่เป็นหน่วยรับ ตรวจสอบการยื่นคำรับรอง และประกาศรายชื่อเป็นธุรกิจสตาร์ตอัพให้ได้รับสิทธิและประโยชน์ตามที่กำหนดไว้ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ นับเป็นอีกความท้าท้ายครั้งสำคัญเมื่อสตาร์ตอัพไทยจะมีข้อมูลกลางในเรื่องโครงการสนับสนุนและข้อมูลเงินทุน ช่วยสร้างโอกาสกระตุ้นการลงทุนให้สตาร์ตอัพไทยเติบโตได้มากยิ่งขึ้น ให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการสร้างสตาร์ตอัประดับยูนิคอร์น และเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
นอกจากนี้ ยังอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจที่กำลังจะก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยน ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว จะผลักดันการเปลี่ยนแปลงด้านกฎหมายในหลายประเด็นสำคัญ ได้แก่ การรองรับการออกหุ้นกู้ที่สามารถแปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญได้ ซึ่งเป็นเครื่องมือระดมทุนยอดนิยมของสตาร์ตอัประดับโลก การอนุญาตให้บริษัทจำกัดสามารถถือหุ้นของตนเอง เพื่อนำมาจัดสรรเป็นหุ้นจูงใจให้กับพนักงานหรือกรรมการ ช่วยดึงดูด Talent เข้ามาร่วมงาน รวมทั้งการรองรับการเปลี่ยนหนี้สินให้กลายเป็นทุนจดทะเบียน เพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการโครงสร้างทางการเงิน และจะมีการเร่งส่งเสริมมาตรการจากภาครัฐให้สตาร์ตอัปเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง เช่น การให้สิทธิลดหย่อนภาษีและการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการเติบโตของสตาร์ตอัป การเสริมสร้างกำลังคนในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญต่างชาติและบุคลากรที่มีทักษะสูงภายใต้กฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองและกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาและการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม ตลอดจนการเข้าถึงตลาดภาครัฐและสิทธิประโยชน์ตามมาตรการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ เป็นต้น

