“มนพร” แจงงบ ก.เกษตรฯ โดนเฉือนไป 682 ล้าน ลั่น เน้นยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร ยันอควาเรียมอุดรฯ เริ่มยุค “เศรษฐา” ไม่ใช่เป็นจังหวัดของ รมช.เกษตรฯ ชี้ จัดซื้อเรดาร์กรมฝนหลวง คุ้มค่า-ไม่ซ้ำซ้อน
เมื่อวันที่ 8 กันยายน ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภา เป็นประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ในวาระที่ 2 และ 3 ตามที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯพิจารณาเสร็จแล้ว เป็นวันที่ 2 เข้าสู่มาตรา 14 กระทรวงเกษตรและสกรณ์ และหน่วยงานในกำกับ วงเงิน 53,050 ล้านบาท
จากนั้นเวลา 12.40 น.นางมนพร เจริญศรี สส.นครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ชี้แจงการจัดสรรงบในมาตรา 14 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่าปัจจุบันในภาพรวมตั้งงบงบประมาณ 53,000 ล้านบาท ซึ่งมีการปรับลด 1.86% ซึ่งมีการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้มั่นคง และการพัฒนาเศรษฐกิจ ส่งเสริมงานวิจัยเทคโนโลยีนวัตกรรม ซึ่งวงเงินที่ลดงบประมาณไปทั้งสิ้น 682 ล้านบาท ร้อยละ 1.27% ส่วนสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ซึ่งหน่วยงานดังกล่าวเป็นแหล่งข้อมูลทางสมองของกระทรวงเกษตรฯ และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งเป็นหน่วยงานตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูล และการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รุ่นที่สองในเดือนมิถุนายน พบว่าผลผลิตจากการเพาะปลูกนั้น ราคาข้าวนาปัง มีแนวโน้มลดลง แต่ผลตอบแทนข้าวโพดรุ่นสอง ในปี 2568 กับข้าวนาปรัง คาดว่าเกษตรกรจะร่วมปลูกข้าวโพดมากขึ้น อยู่ในเกณฑ์ที่ส่งผลให้ปริมาณข้าวโพดเพิ่มมากขึ้น
นางมนพร กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องการก่อสร้างศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์น้ำ ในจังหวัดอุดรธานี โดยในรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ปี2568 ได้มีการริเริ่มโครงการพืชสวนโลก หนึ่งในองค์ประกอบดังกล่าวคือการสร้างพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำจืด ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านทรัพยากรธรรมชาติ หากจะไปโทษว่าจังหวัดนี้มีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ก็ไม่เป็นธรรม เพราะโครงการดังกล่าวตั้งมาก่อนที่รมช.เกษตรฯจะเข้ามารับตำแหน่ง เชื่อว่าโครงการนี้จะเป็นโครงการหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวและเป็นหมุดหมายของภาคอีสานตอนบน
นางมนพร ชี้แจงปัญหาการเช่ารถที่งบประมาณซ้ำซ้อน ว่าเป็นการเช่ารถที่ทดแทนครุภัณฑ์เดิม ที่มีอายุมากกว่า 30 ปี ซึ่งเป็นไปตามมติ ครม. ที่รณรงค์ให้มีการใช้รถไฟฟ้าเพื่อประหยัดพลังงาน โดยเป็นงบผู้กพันตั้งแต่ 2569 ถึง 2574 ส่วนเรื่องการจัดซื้อคุรุภัณฑ์ที่ตั้งไว้ในแต่ละกลุ่มที่ถูกทักท้วงว่ามีราคาสูง เชื่อว่าทุกคนย่อมทราบดีว่าการกำหนดครุภัณฑ์อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมบัญชีกลาง ในอนุกมธ.ฯแต่ละคณะที่พิจารณางบประมาณของกระทรวงเกษตร มีการให้ข้อสังเกตและเน้นย้ำถึงการใช้จ่ายงบประมาณอย่างประหยัดและเกิดประโยชน์สูงสุด ต่อการใช้ยานพาหนะและครุภัณฑ์
นางมนพร กล่าวต่อว่า ส่วนการจัดซื้อเรดาร์ของกรมฝนหลวง เป็นการทดแทนเรดาร์อากาศเดิมที่ใช้มาแต่ปี 2555 อายุการใช้งานเกิน 10 ปี และเหตุผลที่ไม่ใช้ของกรมอุตุฯ เพราะการใช้ตามที่จัดหามาเนื่องจากมีประสิทธิภาพตามประเมินผลของเรด้าที่มีการตรวจเรดาร์และความหนาแน่นของอากาศต่างกัน แต่การใช้เรดาร์ของกรมฝนหลวงก็มีการบูรณาการร่วมกับกรมอุตุฯ
นางมนพร กล่าวอีกว่า ส่วนงบของกรมการข้าว ที่มีงบ 700 กว่าล้านบาท ที่กรมการข้่วแต่ละแห่ง 25 แห่ง นอกจากจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตแล้ว เกษตรกรแต่ละแห่งยังขาดวัสดุอุปกรณ์ เช่นโรงสีขนาดเล็ก รถไถ รถแทรกเตอร์ เครื่องคัดแยกเมล็ดพันธุ์ อาจจะถูกมองว่าเป็นการใช้เงินที่ไม่คุ้มค่า หากมองลึกลงไปจะเห็นได้ว่าเกษตรกรที่ไม่มีกำลังในการหาอุปกรณ์ งบประมาณส่วนนี้จะเป็นการเสริมสร้างประสิทธิภาพของการทำงานให้แก่ศูนย์ข้าวแต่ละแห่ง เพื่อลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกร อย่างไรก็ตามยืนยันว่าไม่ได้ละเลยเรื่องของการทำฝาย และอ่างเก็บน้ำ ที่จะส่งน้ำไปยังหัวไร่ปลายนาให้แก่เกษตรกรในการจัดการระบบน้ำ และมีการเน้นย้ำเรื่องการทำสหกรณ์ให้โปร่งใสตรวจสอบได้ นอกจากนี้ยังมีการตั้งศูนย์พระพิรุณเพื่อที่จะปราบปรามสินค้าการเกษตรที่ผิดกฎหมาย เช่น เนื้อเถื่อน หมูเถื่อน
“งบประมาณทุกบาทที่จะส่งไปถึงมือเกษตรกร จะต้องดูว่าแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะปัญหาเรื่องน้ำ ซึ่งเป็นวงเงินงบประมาณสูงที่สุดในทุกกรมภายใต้กระทรวงเกษตรฯ เพราะน้ำก็เป็นต้นทุนสำคัญ และงบของกระทรวงเกษตรฯจะต้องเชื่อมโยงตั้งแต่การผลิต การลดต้นทุน และการตลาด เพื่อให้เกษตรกรได้รับประโยชน์ครบทั้งระบบ ซึ่งความสำเร็จของการใช้งบประมาณของกระทรวงเกษตร ไม่ใช่ใช้เงินให้หมดไป แต่เป้าหมายคือเกษตรกรจะต้องมีน้ำใช้มากขึ้น และลดต้นทุน”นางมนพร กล่าว
จากนั้นที่ประชุมลงมติเห็นชอบมาตรา 14 ด้วยคะแนน 409 เสียง ไม่เห็นด้วยไม่มี งดออกเสียง 51 เสียง ไม่ลงคะแนน 2 เสียง

