ยศชนัน เผย พนส. เตรียมพร้อมกติกา โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก รับอนาคต เร่งวางระบบคุมเข้ม-ปั้นคน แก้วิกฤตพลังงาน
เมื่อเวลา 15.30 น.วันที่ 8 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานประชุมคณะกรรมการพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ (พนส.) ครั้งที่ 2/2569 โดยมีนายศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงอว. นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม เพื่อพิจารณากำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ด้านพลังงานนิวเคลียร์ของประเทศ
นายยศชนัน กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นชอบกรอบนโยบายการกำกับดูแลโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) เพื่อเตรียมความพร้อมของประเทศล่วงหน้าให้สอดรับกับแนวทางของร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP 2024) เพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงานของประเทศ เนื่องจากที่ผ่านมาไทยต้องเผชิญกับความผันผวนด้านพลังงานมาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าเป็นหลัก ส่งผลให้ประเทศยังขาดอธิปไตยทางพลังงาน อย่างแท้จริง

นายยศชนัน กล่าวว่า จากรายงานผลการประเมินความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานนิวเคลียร์ตามแนวทางของ IAEA ทั้ง 19 ประเด็น พบว่าประเทศไทยมีความพร้อม 10 ประเด็น และมี 6 ประเด็นที่อยู่ในเกณฑ์ต้องพัฒนาเพิ่มเติม และ 3 ประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ ได้แก่ การกำหนดนโยบายระดับชาติ, การจัดตั้งองค์กรบริหารจัดการขับเคลื่อนโครงการ (Nuclear Energy Programme Implementing Organization: NEPIO) และการวางแผนจัดหาเงินลงทุน เพื่อให้การเตรียมการมีความชัดเจนและเป็นรูปธรรม ที่ประชุม พนส. จึงมีมติเห็นชอบแนวทางการดำเนินงาน 4 มิติหลัก ได้แก่ ด้านกฎหมาย-มอบหมายให้ ปส. เร่งยกร่างและเสนอร่าง พ.ร.บ. ความรับผิดทางแพ่งต่อความเสียหายทางนิวเคลียร์ เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อสร้างระบบประกันภัย หลักประกันทางการเงิน และการจัดตั้งกองทุนของรัฐที่มีความโปร่งใสและเป็นธรรมตามมาตรฐานสากล
ด้านการพัฒนากำลังคน มอบหมายให้กระทรวง อว., กระทรวงศึกษาธิการ, สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับกระทรวงพลังงาน จัดทำหลักสูตรการศึกษาและแผนพัฒนากำลังคนระยะยาว ทั้งในด้านเทคโนโลยี SMR และการกำกับดูแลความปลอดภัย ขณะที่ด้านการจัดการกากกัมมันตรังสี ให้ปส. จัดทำกรอบนโยบายแห่งชาติว่าด้วยการจัดการกากนิวเคลียร์และเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้วแบบครบวงจรตลอดวงจรชีวิต โดยยึดหลักความรับผิดชอบสูงสุดเพื่อไม่ให้ตกเป็นภาระของคนรุ่นต่อไป ด้านห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) มอบให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ร่วมมือกับ ปส. และสถาบันวิจัยที่เกี่ยวข้อง วางยุทธศาสตร์เชื่อมโยงและผลักดันผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลกของ SMR

นายยศชนัน กล่าวว่า การประชุมในวันนี้ ยังไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยได้ตัดสินใจแล้วว่าจะสร้างโรงไฟฟ้า SMR ที่ใด หรือเลือกใช้เทคโนโลยีใด เป็นการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า ทั้งในด้านกฎหมาย การพัฒนาคน และระบบการกำกับดูแล เพื่อให้ประเทศมีข้อมูลและศักยภาพเพียงพอก่อนที่จะมีการตัดสินใจเชิงนโยบาย ที่สำคัญคือ ประเทศไทยจะต้องก้าวข้ามการเป็นเพียง ผู้ซื้อเทคโนโลยี ไปสู่การเป็นผู้สร้างคุณค่าทางเทคโนโลยี
“ภายใต้ระบบนิเวศของ SMR นั้น แฝงไปด้วยห่วงโซ่อุปทาน และเทคโนโลยีขั้นสูงหลากหลายแขนง ซึ่งเป็นโอกาสครั้งสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรมไทย ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนประกอบรอบเตาปฏิกรณ์ อาทิ ปั๊ม และวาล์วสมรรถนะสูง, อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างขั้นสูงอย่างปูน หรือเหล็กที่สามารถทนทานต่อรังสี ไปจนถึงเทคโนโลยีการจัดการระบบโครงข่ายไฟฟ้า และระบบจำลองอัจฉริยะ ซึ่งการจะนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาต่อยอด และบูรณาการเข้ากับภาคอุตสาหกรรมไทยให้มีมาตรฐานเทียบเท่าสากลต้องใช้เวลาในการเตรียมการอย่างจริงจัง มีความละเอียด รอบคอบ และถูกต้องในทุกขั้นตอน โดยเฉพาะเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด เราจึงไม่สามารถรอให้เทคโนโลยีมาถึงก่อนแล้วค่อยเตรียมตัว แต่ต้องเริ่มลงมือสร้างฐานตั้งแต่วันนี้”
นายยศชนัน กล่าวว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการ พนส. จำนวน 6 ราย เพื่อร่วมขับเคลื่อนภารกิจอย่างรอบด้าน ได้แก่ นพ.สรนิต ศิลธรรม และนายสมยศ ศรีสถิตย์ (สาขาวิทยาศาสตร์), นายพาสิทธิ์ หล่อธีรพงศ์ (สาขาวิศวกรรมศาสตร์),นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ (สาขาเกษตรศาสตร์), นายสุรศักดิ์ บุญเรือง (สาขานิติศาสตร์) และพญ.ปฐมพร ศิรประภาศิริ (สาขาแพทยศาสตร์) ซึ่งถือเป็นการบูรณาการความรู้ความเชี่ยวชาญเพื่อวางรากฐานระบบนิเวศนิวเคลียร์ของไทยให้มีความพร้อม ปลอดภัย และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคงในอนาคต


