ภาพการเมืองกับสังคมไทย นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 กระทั่งปี 2540 นั้น การเมืองไทยเปลี่ยนทิศทางด้วยความหวังที่จะ “ปฏิรูปการเมือง” ให้การเมืองมีฝ่ายบริหารที่มีความเข้มแข็ง มีการปฏิรูประบบรัฐสภา การเลือกตั้ง มีการตั้งองค์กรอิสระ มีการกระจายอำนาจเต็มพื้นที่
แต่ปัญหาตั้งแต่ปี 2540 คือ เรามีการออกแบบการเมืองใหม่ตลอดเวลา เห็นได้จากรัฐธรรมนูญปี 2540 ปี 2549 ปี 2550 ปี 2557 และปี 2560 รวมถึงร่างรัฐธรรมนูญปี 2558 ด้วย ที่ผมมีส่วนร่วม แต่ไม่มีการบังคับใช้ ซึ่งปรากฏการณ์ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีปัญหาเรื่องกติกาการปกครองประเทศ เหมือนสร้างบ้านแล้วไม่ตกลงปลงใจว่าจะใช้โครงสร้างนี้กันไปโดยตลอด มีการรีโนเวต หรือต่อเติมบ้านกันโดยตามอำเภอใจ
ตลอดระยะเวลาช่วงรัชสมัยปัจจุบัน เรามีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แล้ว 3 ครั้ง มีการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) มีการจัดตั้งรัฐบาลผสมต่างๆ แต่การเปลี่ยนแปลงรัฐบาล และการได้มาและพ้นตำแหน่งของนายกรัฐมนตรี นับตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นต้นมา เป็นอย่างไร เราอธิบายกับคนไทยทุกคนพอเข้าใจได้
แต่จะอธิบายให้กับชาวต่างชาติ นักวิชาการ หรือประธานศาลต่างประเทศนั้น ยากมากว่า เหนื่อยมากว่า เราลุตั้งและล้มรัฐบาลกันอย่างไร ต้องอธิบายด้วยความซ้ำซ้อน แล้วผมก็ต้องอธิบายแบบกำปั้นทุบดิน อย่างทำไมผมต้องยุบพรรค ก็เป็นเพราะกฎหมายของเรากำหนดไว้แบบนี้ ไม่มีทางเลือกอื่นเลย ไม่ใช่ว่าไม่เข้าใจหลักวิชา หรือการเมืองดำเนินการทางการเมืองของประเทศอื่น แต่เมื่ออยู่ในสภาวะแบบนี้ ก็ต้องดำเนินการเช่นนี้
การสรรหาบุคคลเข้ามาดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ มีการเปลี่ยนแปลงทุกห้วงเวลา แต่ละรัฐธรรมนูญไม่เหมือนกัน นี่จึงทำให้เกิดความเคลือบแคลงไม่แน่นอน และเกิดปัญหาทางกฎหมายหลายประการ ดูกรณีประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ก็ได้ มีปัญหา ขณะเดียวกัน การใช้อำนาจของ ส.ว. มีความชอบธรรมทางการเมืองในระดับต่ำ เนื่องจากระบบที่มาคือการเลือกกันเอง ที่เราคิดกันเอง ใช้กันเอง โดยไม่เคยมีใครใช้
ขณะที่รัฐบาลส่วนกลางมีปัญหา เนื่องจากกรมมีสถานะเป็นนิติบุคคล ที่มีอำนาจของตนเอง ทำให้เกิดความซ้ำซ้อนแก้ไม่ง่าย และไม่มีทางยกเลิกได้ ถ้าไม่มีอำนาจทางการเมือง ไม่ได้รับความเห็นชอบจากประชาชน หรือนักกฎหมายชั้นสูง
เราก็ต้องอยู่กันแบบนี้ต่อไป เพราะกรมทุกกรมจะมีอำนาจเป็นของตัวเอง แล้วเวลาลงพื้นที่ก็จะซ้ำซ้อนกันไปหมด ต้องอาศัยอำนาจพิเศษในการบูรณาการ ไม่ว่าการแก้ปัญหาน้ำท่วม ภัยพิบัติ ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้ ทั้งหมดจะเป็นปัญหาที่จะเห็นได้ชัด เมื่อมันมีปัญหา และมีวิกฤตในพื้นที่ต่างๆ
ขณะที่การปกครองส่วนภูมิภาคก็มีความคลุมเครือ ในจังหวัดก็มีส่วนราชการส่วนกลางเต็มไปหมด จึงมีปัญหาว่าอำนาจหน้าที่ควรจะเป็นของใคร ขณะที่ท้องถิ่นมีหน่วยงานจำนวนมากเกินไป ส่วนใหญ่มีขนาดเล็กและประสิทธิภาพต่ำ ไม่มีศักยภาพรับการให้บริการสาธารณะขนาดใหญ่ หรือบริการประเภทใหม่ๆ ได้เลย
วันนี้ความเปลี่ยนแปลงในประเทศไทยสูงมาก ในชนบทเจริญมาก แต่มาจากการขับเคลื่อนของภาคเศรษฐกิจ บริษัทเอกชน สังคมไทยในเวลานี้มีความคาดหวังสูง และข้อเรียกร้องสูงมากในทุกเรื่อง แต่ขณะเดียวกันก็มีความขัดแย้งที่เกิดจากหลากหลายมิติ จากเรื่องชนชั้น การทำงาน รสนิยม การศึกษา และทัศนคติ จึงนำมาสู่การไม่ยอมรับอำนาจการปกครองในหลายลักษณะ เช่น ปัญหาสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ผมเชื่อว่าไม่น่าจะจบลงในช่วงชีวิตของผม อยู่กันอีกยาว
ผมมิบังอาจที่จะเป็นวิศวกรทางการเมือง วาดภาพสังคมการเมืองในอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่ขอให้ความเห็นว่ารัฐธรรมนูญ สถาบันการเมือง และสถาบันสังคมต่างๆ ต้องมีความชอบธรรม คนต้องให้การยอมรับ และไว้เนื้อเชื่อใจ ซึ่งสิ่งนี้เป็นคุณค่าสูงยิ่งในทางการเมือง
แต่ปัญหาของเราคือ รัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง มีทั้ง 2 ประการ อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ เช่น ความไม่ไว้วางใจต่อการจัดการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ค่อนข้างต่ำ เรามีประชามติ 3 ครั้ง 2 ครั้งแรก เพื่อทำให้ประชาชนยอมรับรัฐธรรมนูญปี 2550 กับปี 2560
แต่การทำประชามติ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ไม่แน่ใจว่ารัฐบาลถูกบีบบังคับให้ทำประชามติหรือไม่ แม้ประชาชนจะมีลงมติเสียงข้างมาก 21 ล้านเสียง เห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่เห็นชอบ 10 กว่าล้านเสียง ไม่ออกเสียงก็มี
ถามว่า 21 ล้านเสียง ควรมีความหมายหรือไม่ ปัญหาคือเมื่อลงประชามติไปแล้ว เราจะทำหรือเดินหน้าอย่างไร เพราะยังมีข้อติดขัดทั้งในทางกฎหมายและทางการเมืองว่าจะนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ได้อย่างไร หากปัญหานี้คาราคาซังไปเรื่อยๆ อนาคตอาจไม่มีการทำประชามติอีก ทั้งๆ ที่ประชามติมีความหมายมาก เพราะไปบังคับขอร้องให้คนไปลงคะแนนกันถึงขนาดนี้
สำหรับทิศทางทางการเมืองในอนาคต ยังไม่แจ่มชัด แม้พอจะตอบได้ แต่มีความพร่ามัว ไม่แน่นอน คาดเดาได้ยาก ซึ่งการคาดเดาได้ยาก อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง หรืออาจไม่เกิดขึ้นก็ได้ แต่สะสมความคับข้องใจ ความอึดอัด ความอีหลักอีเหลื่อ เดินหน้าไม่ได้ ถอยหลังไม่ได้ เช่นปัจจุบัน และความคาดหวังของคนที่ต้องการความเปลี่ยนแปลง ก็จะยกระดับขึ้น
แต่ปัญหาของการยกระดับนั้นจะไม่มีทิศทางกระจัดกระจาย พูดง่ายๆ คือ คนไทยมีความหวังไม่ตรงกัน หากเรากระจัดกระจายแบบไม่มีทิศทาง จะเป็นสิ่งที่ไม่น่าพึงปรารถนาสำหรับการพัฒนาทางการเมืองในอนาคตเลย
ขณะนี้สังคมไทยมีความไม่เท่าเทียมของรายได้และหนี้สาธารณะ ความมั่งคั่งกระจุกตัว ซึ่งจะเหนี่ยวรั้งการพัฒนาของสังคมในระยะยาว สังคมย่อยๆ ที่อยู่ภายในสังคมไทย จะแบ่งแยกคนออกเป็นหลายชนชั้นชัดเจน ตายตัว และจะทำให้การขยับชนชั้น มีความยากลำบาก การศึกษาปกติจะไม่เป็นความคาดหวังเลยในการขยับขึ้นของคนในสังคม แต่ต้องอาศัยอำนาจมืด อำนาจใต้ดิน หรืออำนาจพิเศษเช่นการซื้อขายตำแหน่ง ในการขยับเคลื่อนสถานะได้
พวกเราทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา สังคมการเมืองไทยวิวัฒนาการไปตามนิสัยใจคอของคนไทย หรือพูดแบบหยาบๆ ก็คือ สันดานของเราเอง ถ้าเราไม่จริงจังกับการทำประชามติ ก็ไม่ต้องลงประชามติ
ต้องยอมรับว่าสังคมการเมืองยึดโยงกันไว้ด้วยอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นอำนาจเงิน อำนาจราชการ อำนาจกฎหมาย อำนาจรัฐธรรมนูญ อำนาจข้อมูลข่าวสาร อำนาจประเพณี หรืออำนาจศาสนา สังคมการเมือง จะมั่นคงสถาพร มีความไว้วางใจกัน ยอมรับกันได้ อำนาจหลัก หรืออำนาจชี้นำ สังคมนั้นต้องมีความชอบธรรม ทั้งเนื้อหา กระบวนการ และเป้าหมาย จะทำให้สังคมไทยอยู่กันได้อย่างสันติสุข จะปฏิรูปการเมืองก็จะปฏิรูปกันได้ โดยไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม หวังว่าการเปลี่ยนผ่านของสังคมจะมีความสันติสุขเรียบร้อย และเป็นที่พึงพอใจกัน แต่หากเปลี่ยนแล้วไม่เรียบร้อย เช่น หากเปลี่ยนอธิบดีใหม่ แล้วเรียบร้อยก็ดี แต่หากเปลี่ยนแล้ว ไม่เรียบร้อย องค์กรนั้นจะเละแน่นอน

