การดี-รัดเกล้า จี้หั่นงบ ทส. 5% ซัดเลิกเกียร์ว่างแก้สารพิษข้ามแดน ลั่น หยุดตำน้ำพริกละลายแม่น้ำกก
เมื่อวันที่ 8 กันยายน ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ในวาระที่ 2 และ 3 ตามที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯพิจารณาเสร็จแล้ว เป็นวันที่ 2 ในการประชุมสภาฯ พิจารณามาตรา 17 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)
นางการดี เสียวไพโรจน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายเสนอปรับลดงบประมาณลง 5% พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความคุ้มค่าและทิศทางการจัดสรรงบประมาณของกระทรวงฯ ที่ยังไม่ตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างแท้จริง โดยโครงการระบบอํานวยการและการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วงเงิน 141 ล้านบาท ซึ่งมีการตั้งงบจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์ 1 เครื่องยนต์ วงเงิน 52.5 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นงบซ่อมบำรุง แม้ตนจะไม่มีความรู้ทางเทคนิคเชิงวิศวกรรม แต่จุดประสงค์หลักของยุทโธปกรณ์เหล่านี้คือการปกป้องผืนป่าและความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน จึงไม่อยากให้มองหรือนำไปใช้ในลักษณะคล้ายการแจกของหาเสียงในทางการเมือง อีกทั้งงบซ่อมบำรุงที่สูงเกือบ 100 ล้านบาท และเป็นงบผูกพันต่อเนื่อง ยิ่งต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนโดยเน้นความปลอดภัยและประสิทธิภาพเป็นหลัก
นางการดี กล่าวว่า นอกจากนี้ความย้อนแย้งในการจัดสรรงบประมาณเพื่อเป้าหมาย Net Zero หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 ตามที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ พบว่าจากงบประมาณในส่วนคาร์บอนของกระทรวงฯ ทั้งหมดราว 306 ล้านบาท กลับถูกใช้ไปกับค่าใช้จ่ายภายในและค่าใช้จ่ายประจำของหน่วยงาน เช่น ระบบไอที ครุภัณฑ์ ประชาสัมพันธ์ และงานศึกษา รวมกว่า 125 รายการ คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 97% หรือประมาณ 297 ล้านบาท ในทางกลับกันงบประมาณที่ตกถึงมือประชาชนและเกษตรกรเพื่อช่วยเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero จริงๆ กลับมีเพียง 8 ล้านบาท หรือคิดเป็น 2.9% เท่านั้น
“เมื่อเจาะลึกดูรายละเอียดโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลและระบบนิเวศคาร์บอน อาทิ ทะเบียนคาร์บอน การคัดกรอง และแพลตฟอร์มการซื้อขายเครดิต ได้รับจัดสรรเพียง 14.92 ล้านบาท แต่กลุ่มงบประมาณการทำงานภายในกลับสูงถึง 77 ล้านบาท ยิ่งไปกว่านั้นกรมทรัพยากรน้ำยังมีการตั้งงบทำ Carbon Footprint ภายในองค์กรสูงถึง 30 ล้านบาท ซึ่งแพงเกินกว่าเหตุ เนื่องจากกระทรวงฯ มีบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญพร้อมอยู่แล้ว ไม่ควรอ้างอิงเป็นต้นทุนที่สูงเกินจริง จึงขอเสนอให้ตัดลดงบประมาณส่วนนี้อย่างมีนัยสำคัญไม่น้อยกว่า 5%” นางการดี ระบุ
นางการดี กล่าวอีกว่า ขอเสนอทางออก 3 ข้อต่อสภาฯ การเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero มีต้นทุนสูง รัฐจึงต้องใช้บทบาทกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ เป็นตัวเร่ง โดย 1.ต้องลงทุนในระบบข้อมูลเปิด (Open Data) และ National Carbon Registry เพื่อลดต้นทุนภาพรวมแก่เกษตรกรและผู้ประกอบการ 2.รัฐต้องยื่นมือช่วยเหลือกลุ่ม SME ที่กำลังลำบากจากกติกาการค้าโลกใหม่ ผ่านมาตรการอุดหนุน เช่น SME Carbon Footprint Voucher เพื่อช่วยจ่ายค่าตรวจรับรองมาตรฐานคาร์บอน และ 3.จัดสรรงบประมาณใหม่ให้ตรงจุดเพื่อขจัดอุปสรรคและสนับสนุนผู้ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านอย่างแท้จริง

ด้าน นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ขอตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพการจัดสรรงบประมาณของกระทรวง ทส.ในการรับมือวิกฤตสารพิษปนเปื้อนข้ามแดนจากกิจการเหมืองแร่หายาก (Rare Earth) ในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อลุ่มน้ำทางภาคเหนือของไทย พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ มาเป็นการ ป้องกันและควบคุมมลพิษตั้งแต่ต้นทาง
นางรัดเกล้า กล่าวว่า วิกฤตการปนเปื้อนสารเคมีและโลหะหนักไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะแม่น้ำกกอีกต่อไป แต่มีการตรวจพบและขยายวงลงสู่ แม่น้ำโขง ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เพราะแม่น้ำโขงมีมวลน้ำและความลึกมากกว่าแม่น้ำกก ดังนั้น การตรวจพบสารปนเปื้อนในแม่น้ำโขงจึงสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการเร่งหาต้นทางของมลพิษและจัดการอย่างเป็นระบบ
เมื่อพิจารณารายละเอียดงบประมาณของกระทรวง ทส. กลับพบว่ายังไม่มีการจัดสรรงบประมาณที่สะท้อนยุทธศาสตร์เชิงรุกในการ หยุดปัญหาที่ต้นทางอย่างเพียงพอ โดยมีโครงการสำคัญ เช่น โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการพิทักษ์สิ่งแวดล้อม วงเงิน 83.9276 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยงบลงทุนสำหรับสถานีตรวจวัดคุณภาพน้ำอัตโนมัติหลายพื้นที่ รวมถึงอากาศยานไร้คนขับ (Drone) และงบสำหรับการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมาย
นางรัดเกล้า กล่าวต่อว่า ระบบตรวจวัดคุณภาพน้ำเป็นสิ่งจำเป็น แต่การตรวจอย่างเดียวไม่สามารถหยุดสารพิษจากต้นทางได้ เรามีงบ 83.9 ล้านบาทเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจวัดคุณภาพน้ำ แต่คำถามคือเมื่อเราตรวจพบแล้วเราจะทำอย่างไรกับต้นเหตุ ถ้าต้นเหตุยังปล่อยสารพิษลงมา เราก็ต้องใช้งบประมาณตรวจ ซับ บำบัด และฟื้นฟูซ้ำแล้วซ้ำอีกทุกปี การจัดสรรงบในลักษณะดังกล่าวจึงเสี่ยงที่จะกลายเป็นการแก้ปัญหาแบบเบี้ยหัวแตก และเป็นวงจร End-of-Pipe Treatment หรือการแก้ไขเมื่อมลพิษเกิดขึ้นแล้ว ขณะที่งบประมาณจำนวนมากของภาครัฐกลับถูกนำไปใช้เพื่อรับมือกับผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้ว เช่น การประปาส่วนภูมิภาคซึ่งอยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย มีการตั้งงบประมาณประมาณ 2,200 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาโดยการย้ายแหล่งน้ำดิบ ขณะที่มีการใช้งบกลางประมาณ 188 ล้านบาท เพื่อการฟื้นฟูและเยียวยาผลกระทบ
“งบเหล่านี้อาจมีความจำเป็นสำหรับการช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ต้องถามต่อว่าเราจะต้องใช้งบประมาณเพื่อแก้ผลกระทบแบบนี้ไปอีกกี่ปี หากยังไม่สามารถหยุดมลพิษที่ต้นทางได้ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกรและประชาชนที่ไม่ได้ใช้น้ำประปา แต่ต้องพึ่งพาแหล่งน้ำธรรมชาติโดยตรง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลเรื่องความปลอดภัยและผลกระทบต่อสุขภาพอย่างเป็นระบบ ขณะที่การจัดสรรงบพัฒนาลุ่มน้ำกกจากหน่วยงานอื่นยังพบว่าเน้นโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การส่งเสริมการท่องเที่ยว เขื่อนป้องกันตลิ่ง หรือสะพานข้ามแม่น้ำ มากกว่าการลงทุนเพื่อป้องกันและเฝ้าระวังมลพิษทางน้ำ“ นางรัดเกล้า ระบุ
นางรัดเกล้า กล่าวอีกว่า ขอเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาสารพิษข้ามแดน 3 ประการ ได้แก่ 1.ใช้ “การทูตวิทยาศาสตร์” (Science Diplomacy) แก้ปัญหามลพิษข้ามแดน รัฐบาลควรนำข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มาเป็นเครื่องมือในการเจรจาระหว่างประเทศ โดยจัดให้มีระบบตรวจวัดคุณภาพน้ำแบบ Real-time และใช้แบบจำลองการแพร่กระจายของสารพิษ เพื่อระบุแหล่งที่มา เส้นทางการแพร่กระจาย และผลกระทบของมลพิษ ก่อนนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้เป็นหลักฐานในการเจรจาและจัดทำกรอบความร่วมมือกับประเทศต้นน้ำ เพื่อผลักดันให้มีมาตรฐานการควบคุมการปล่อยสารเคมีที่เข้มงวดขึ้น
นางรัดเกล้า กล่าวว่า 2.นำมาตรฐาน BAT และ BEP ควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษ ภาคอุตสาหกรรมและเหมืองแร่ควรถูกกำกับด้วยแนวคิด Best Available Techniques (BAT) หรือการใช้เทคนิคและเทคโนโลยีที่ดีที่สุดที่มีอยู่ในการลดการเกิดน้ำเสียและกากของเสีย รวมถึง Best Environmental Practices (BEP) หรือแนวปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุด ตั้งแต่ระบบบ่อกักเก็บกากแร่ การป้องกันการรั่วซึม ไปจนถึงการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เหมือง เพื่อป้องกันไม่ให้สารพิษไหลลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ 3.บูรณาการข้ามกระทรวง ส่งผู้เชี่ยวชาญกำกับต้นทาง กระทรวง ทส. ต้องทำงานร่วมกับ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กระทรวงอุตสาหกรรม อย่างจริงจัง โดยส่งนักวิชาการ วิศวกร และผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ เพื่อให้คำปรึกษา กำกับมาตรฐาน และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการจัดการสารพิษแก่ผู้ประกอบการ ตั้งแต่กระบวนการสกัด การจัดเก็บกากแร่ การป้องกันการรั่วไหล ไปจนถึงการจัดการน้ำเสีย
นางรัดเกล้า กล่าวต่อว่า ขอเรียกร้องให้สภาฯ ปรับลดงบประมาณในภาพรวมของกระทรวงทส.ลง 5% เพื่อนำงบประมาณกลับมา “รีสตรัคเจอร์” ใหม่ โดยไม่ได้หมายถึงการตัดความสำคัญของภารกิจด้านสิ่งแวดล้อม แต่ต้องการให้มีการจัดสรรงบประมาณใหม่จากการตามแก้ไปสู่การป้องกัน และจากการกระจายงบเป็นโครงการย่อย ไปสู่ยุทธศาสตร์ที่สามารถจัดการต้นเหตุของมลพิษได้จริง กระทรวง ทส.ต้องเป็นเจ้าภาพดูแลสิ่งแวดล้อมให้คนไทย ไม่ใช่รอให้แม่น้ำปนเปื้อนแล้วค่อยเข้ามาตรวจ เข้ามาฟื้นฟูหรือเยียวยา อย่าตำน้ำพริก ละลายแม่น้ำกกอีกต่อไป งบประมาณของประชาชนต้องไม่ถูกใช้เพื่อวิ่งตามปัญหา แต่ต้องใช้เพื่อหยุดปัญหาที่ต้นเหตุ


