หน้าแรก การเมือง วงเสวนามช. ชี...

วงเสวนามช. ชี้ 3 ฉากทัศน์เลวร้าย ไม่ฟ้องคดีฮั้วส.ว. เตือนซ้ำรอยตุลาการภิวัฒน์

9.09.26 | 19:59 น.

วงเสวนา มช. ชี้ 3 ฉากทัศน์เลวร้าย ไม่ฟ้องคดีฮั้วส.ว. “สมชาย” เตือนซ้ำรอยตุลาการภิวัฒน์ ด้าน “ณัฐกร” ย้อนเส้นทางภท.สมัยประยุทธ์-พท. ชี้มท.คือจุดเปลี่ยน จับตาเดดล็อก

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 9 กันยายน 2569 ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีการจัดเสวนาวิชาการ “กกต. สว. และระบอบสีน้ำเงิน : บิดเบือนประชาชน ปล้นชิงประชาธิปไตย” โดยมี นายสมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นายอรรถจักร สัตยานุรักษ์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นายณัฐกร วิทิตานนท์ คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มช. และ น.ส.นันทัชพร ศรีจันทร์ นักศึกษาปริญญาโท คณะนิติศาสตร์ ร่วมอภิปราย โดยมี นายสงกรานต์ ป้อมบุญจันทร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดำเนินการเสวนา


นายสมชาย กล่าวตอนหนึ่งว่า ระบอบสีน้ำเงิน มีโครงสร้าง 2 ส่วน 1.ส่วนการเมือง เรียกว่าสมาพันธ์บ้านใหญ่ และ 2.องค์กรปรสิตอิสระ สมาพันธ์บ้านใหญ่เลียนแบบมาจากสมาพันธรัฐ ซึ่งเป็นส่วนการเมืองย่อยที่รวมกันแบบหลวมๆ พร้อมแยกกัน และมาร่วมมือกันได้ในช่วงที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าคนที่คุมระบอบสีน้ำเงินก็ฉลาดไม่ปล่อยให้สมาพันธ์แตกได้ง่ายๆ สิ่งที่ทำได้คือการเข้าไปครอบงำองค์กรปรสิตอิสระ เห็นได้จากในช่วงที่ผ่านมาศูนย์กลางของรัฐบาลที่แตกกระจาย เพราะมีองค์กรอิสระเข้ามาจัดการ ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ หากจะทำให้สมาพันธ์อยู่ต่อได้จะต้องเข้าไปแทรกแซงองค์กรอิสระให้ได้ ส.ว.จึงเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่ทำให้สมาพันธ์อยู่ต่อได้ ตนคิดว่าคนที่เป็นแกนของสมาพันธ์บ้านใหญ่มองเห็นปัญหานี้ หากปล่อยให้สมาพันธ์บ้านใหญ่รวมตัวกัน โดยไม่มีองค์กรปรสิตอิสระมากำกับ สมาพันธ์พร้อมจะแตกได้ง่ายๆ แต่ถ้ามีองค์กรมากำกับการแตกจะยากขึ้น ปัญหาเรื่องนี้มีรัฐธรรมนูญปี 2560 เกี่ยวข้องอย่างสำคัญ และระบบการเลือกตั้งส.ว.ก็เป็นปัญหาอย่างสำคัญเช่นกัน

นายสมชาย กล่าวต่อว่า ต้องยอมรับว่า สมาพันธ์บ้านใหญ่สามารถชนะในกระดานการเมืองอย่างเป็นทางการ ทั้งการเลือกตั้งส.ส. แต่ออกตัวก่อนว่า เราไม่รู้ว่ามีการทุจริตมากน้อยแค่ไหน แต่ผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ สมาพันธ์บ้านใหญ่ชนะการเลือกตั้งแน่นอน ส่วนส.ว.ก็ต้องยอมรับว่า จะฮั้วหรือไม่ฮั้วไม่รู้ แต่ถ้ามีคนอยู่เบื้องหลัง หากเป็นสถาบันการศึกษา ต้องมอบดุษฎีบัญทิตกิตติมศักดิ์ด้านคณิตศาสตร์สาขาการเมืองให้เลย เพราะอ่านรัฐธรรมนูญได้อย่างละเอียด และแปรออกมาเป็นรูปธรรม จนรู้ว่าจะชนะได้อย่างไร ดร.ใบเดียวไม่พอต้องให้หลายๆใบ สมาพันธ์บ้านใหญ่ คิดว่าในสนามการเลือกตั้งถือว่าเจ๋ง แต่ในสนามการเมือง ในสนามที่ผลิตนโยบาย ตนคิดว่ามีปัญหา เพราะเนื้อแท้ของระบบบ้านใหญ่ แต่ละกลุ่มเป็นระบบอุปถัมภ์ เป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เราจะพบว่าคนในสมาพันธ์บ้านใหญ่ไม่มีคนที่สามารถทำงานด้านนโยบายได้ชัดเจน เมื่อตั้งรัฐบาล จึงต้องพึ่ง 3 แม่ครัว และ 1 เนติบริกร

“เมื่อการไม่มีคนที่ทำงานได้ จึงเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของตัวระบบสมาพันธ์บ้านใหญ่ เพราะไม่สามารถสร้างคนที่มีความสามารถทำงานด้านนโยบายได้ นโยบายรัฐบาลอนุทินที่ชัดเจนที่สุดตอนนี้ คือโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 เอาเงินเรามาแจกเรา การปฎิรูประบบราชการไม่มีทางเป็นไปได้ อาจทำได้เล็กๆน้อยๆเท่านั้น ถ้าจะปฎิรูประบบราชการ คำถามแรกนายพลล้นกองทัพจะทำอย่างไร องค์กรอิสระที่ใช้จ่ายเงินฟุ่มเฟื่อยจะทำอย่างไร จึงอย่าคาดหวังกับการปฎิรูประบบราชการ เพราะรัฐบาลนายอนุทิน ไม่สามารถผลิตนโยบายอะไรที่เป็นหน้าเป็นตาได้ชัดเจน เช่น หากมีคนต่างชาติเข้ามามากๆ ก็ออกกฏเนรเทศต่างชาติที่ทำผิดออกไป แต่ไม่สามารถจัดการกับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ได้ ถือเป็นความพ่ายแพ้อย่างสำคัญ และสิ่งหนึ่งที่เป็นความผิดพลาดที่สำคัญ คือสิ่งที่ระบบสีน้ำเงิน อยากจะกินรวบแบบหน้าด้าน หรือทำทุกอย่าง โดยไม่สนใจกฏกติกา เช่น กรณีฮั้วส.ว.” นายสมชาย กล่าว

Advertisement

นายสมชาย กล่าวว่า สำหรับฉากทัศน์หลังจากวันที่ 14 กันยายน มีผู้ประเมินไว้ทั้งแง่ดี ปานกลาง และร้าย แต่ตนเองขอประเมินฉากทัศน์ที่เลวร้าย คือกกต.จะไม่ส่งฟ้องทั้งหมด จะนำมาสู่การเมือง 3 ทิศทาง ฉากทัศน์เลวร้ายแบบที่ 1 การเมืองและมวลชนที่ออกมาเคลื่อนไหวยังไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แม้จะมีเสียงบ่นด่า การเมืองยังเดินไปตามปกติ ถ้าเป็นแบบนี้สิ่งที่เกิดขึ้น ส.ว.จะอยู่ต่ออีก 3 ปี และมีอำนาจในการให้ความเห็นชอบองค์กรอิสระต่อไป ถ้าพิจารณาจากระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งของคนในองค์กรอิสระก็บวกไปอีก 10 ปีข้างหน้า แปลว่า เราจะอยู่กับการเมืองแบบนี้ไปอีก 1 ทศวรรษ ฉากทัศน์เลวร้ายแบบที่ 2 มีการลุกฮือและสมาพันธ์บ้านใหญ่สลายตัว ตอนนี้มีความพยายามแสดงกระแสความไม่พอใจของขบวนการเสือเหลืองและภาคประชาสังคมออกมา นับตั้งแต่แกนนำเสื้อเหลืองออกมาพูดท่าทีของรัฐบาล ไม่มีใครออกมาตอบโต้เลย คิดว่าแกนนำเสื้อเหลืองเป็นที่หวั่นเกรงพอสมควร แต่จะนำได้มากน้อยแค่ไหนไม่รู้ แต่ถ้ามีการลุกฮือของมวลชนที่ไม่พอใจอย่างกว้างขวาง และสมาพันธ์เริ่มถอยห่างออกอาจ ทำให้รัฐบาลไปไม่รอด

“และ ฉากทัศน์เลวร้ายแบบที่ 3 ถ้า กกต.ไม่ส่งฟ้องทั้ง 229 คน จะเกิดตุลาการภิวัฒน์รอบ 2 เพราะหลังจากวันที่ 14 กันยายน ยังมีคดีหย่อนบัตรเลือกตั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องตัดสิน ซึ่งสิ่งที่ต้องเตือนตุลาการภิวัฒน์รอบแรกที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นภายใต้อำนาจนำอันสูงส่งของสังคมไทยที่ออกมาชี้แนะ แตกต่างกับช่วงเวลานี้ เพราะคนจำนวนไม่น้อย เริ่มรู้สึกว่าระบบสีน้ำเงินเป็นภัยต่อสังคมไทยอย่างรุนแรง จึงไม่แน่ใจว่าจะทำนำไปสู่แรงกดดันในการใช้อำนาจตุลาการภิวัฒน์หรือไม่ คิดว่านี่เป็นฉากทัศน์อันเลวร้าย 3 อัน ที่หวังว่า จะไม่เกิดขึ้น แต่คิดว่ามันจะเกิดขึ้น” นายสมชาย กล่าว

ด้าน นายณัฐกร กล่าวว่า ระบบการเลือกส.ว. เป็นระบบที่น่าสนใจมากในแง่ที่สะท้อนให้เห็นว่าระบบนี้ผิดธรรมชาติการเมือง เมื่อออกแบบระบบนี้ออกมาและคาดหวังให้คนมาเจอกันดูประวัติเพื่อเลือกคนมีชื่อเสียง คนที่มีคุณงามความดี ซึ่งเป็นไปไม่ได้ จึงต้องมีการจัดตั้งและฮั้วกัน การเลือก ส.ว.ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าเครือข่ายการจัดตั้งระดับประเทศเข้มแข็งมาก เมื่อเป็นแบบนี้ จึงปฎิเสธไม่ได้ว่าการออกแบบระบบเลือกแบบนี้ขึ้นมาจะต้องมีการจัดตั้ง หรือการฮั้วกัน ด้วยระบบการได้มาซึ่งส.ว.ที่พิศดารและประหลาดแบบนี้ ย้อนกลับไปภูมิใจไทยเป็นพรรครัฐบาลมาอย่างต่อเนื่อง แต่หลังพ้นยุคลุงตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในสมัยรัฐบาลนายเศษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นจุดเริ่มต้นของการเข้ามายึดกุมอำนาจที่สำคัญ เพราะภูมิใจไทยขอเข้ามาคุมกระทรวงมหาดไทย เนื่องจากเป็นรัฐบาลข้ามขั้ว จึงมีอำนาจต่อรองสูง

ที่น่าสนใจคือระบบการเลือกตั้ง ส.ว. หรือการเลือกตั้งระยะหลัง ให้กระทรวงมหาดไทย ที่ควรวางตัวเป็นกลางไม่ควรเข้ามายุ่งเกี่ยวเข้ามามีส่วนร่วม ทั้งที่มีการถกเถียงกันว่าควรให้องค์กรอิสระเข้ามากำกับ แต่ทุกวันนี้ยังต้องยืมมือมหาดไทย โดยเฉพาะการเลือก ส.ว. มีการเขียนใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ผอ.การเลือกตั้งระดับอำเภอคือ นายอำเภอ และระดับจังหวัดคือ ผู้ว่าราชการจังหวัด แม้จะเขียนกำกับว่าห้ามเปิดเผยข้อมูล แต่เชื่อว่า นี่คือดาต้าเบสสำคัญ และฐานข้อมูลสำคัญที่ใช้ในการวางแผนตั้งแต่ระดับอำเภอถึงระดับประเทศ” นายณัฐกร กล่าว

นายณัฐกร กล่าวด้วยว่า ข้อกังวลต่อจากนี้ ถ้ามีการส่งฟ้องทั้งหมด ไม่เฉพาะ ส.ว.แต่หมายรวมถึงคนที่มีตำแหน่งทางการเมือง ทั้งรัฐมนตรีอีก 10 กว่าคน และส.ส. ซึ่งปฎิเสธไม่ได้ว่า มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยง กฏหมายระบุว่า คนที่จะหยุดปฏิบัติหน้าที่หากศาลฎีการับฟ้อง เฉพาะคนที่เป็นส.ว.ไม่รวมกลุ่มอื่น แต่ยังถูกดำเนินคดีอยู่ โดยคดีเลือกตั้งส่วนหนึ่งจะตัดสิทธิ เฉพาะคนที่เป็น ส.ว. และเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง ถ้าออกมาแบบนี้อาจเกิดเดดล็อก เพราะส.ว.ปัจจุบัน มีตัวสำรองอยู่ 90 กว่าคน แต่ปัญหาคือ ระหว่างที่ศาลยังไม่ตัดสินอาจใช้เวลาเป็นปีเทียบกับคดีที่ผ่านมา อาจทำให้ ส.ว.เหลืออยู่ประมาณ 70 คน เพราะยังเลื่อนสำรองขึ้นมาแทนไม่ได้ ปัญหาคือข้อบังคับการประชุม ต้องมีองค์ประชุมเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกที่มีอยู่ จะกลายเป็นประเด็นหรือไม่ เพราะการประชุมสภา ส.ว.ต้องรอเวลาให้ศาลตัดสินก่อน เป็นข้อกังวล และเป็นปัญหาที่รัฐบาลต้องมาตีความกันอีก