รอมฎอน ชงตัดงบ สตช. 229 บาท เบรกเก็บ DNA ไม่สมัครใจ-ซื้อเทคโนโลยีเจาะข้อมูลโทรศัพท์ชายแดนใต้ 57 ล้านจากอิสราเอล ชี้ เสี่ยงขัดรัฐธรรมนูญ
เมื่อวันที่ 10 กันยายน ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาฯคนที่สอง เป็นประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ในวาระที่ 2 และ 3 ตามที่คณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญฯพิจารณาเสร็จแล้ว เป็นวันที่ 4 เข้าสู่มาตรา 27 ส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม และหน่วยงานภายใต้การควบคุมดูแลสำนักนายกรัฐมนตรี
จากนั้นเวลา 10.43 น. นายรอมฎอน ปันจอร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายมาตรา 27 งบประมาณของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ งบตำรวจชายแดนใต้ วงเงิน 1,742 ล้านบาท ซึ่งตำรวจในชายแดนใต้ต้องทำหน้าที่หลายอย่าง พึ่งพาเทคโนโลยี เฝ้าระวังป้องกันรับมือกับเหตุความรุนแรง และดำเนินคดีความมั่นคง แต่เมื่อดูสถิติคดีความมั่นคง ปีงบประมาณ 2547-2569 ซึ่งในเดือนกรกฎาคม 2569 มีคดีความมั่นคงสะสม 11,808 คดี ร้อยละ 74 ของคดีไม่สามารถระบุตัวผู้กระทำผิดได้ มีเพียง 1 ใน 4 เท่านั้นที่รู้ตัวผู้กระทำผิดที่รู้ตัว และเมื่อไปถึงชั้นศาล โอกาสที่ศาลจะยกฟ้องสูงกว่าศาลลงโทษ โดยพบว่า 5.7% ศาลยกฟ้อง และลงโทษเพียง 5.4% เท่านั้น
จากตัวเลขสะท้อนข้อจำกัดในการสืบสวนสอบสวน และสะท้อนขีดจำกัดในการอำนวยความยุติธรรมภาพรวม เป็นเหตุผลที่หน่วยงานต้องพึ่งพาเทคโนโลยี ด้านหนึ่งอาจช่วยเพิ่มความสามารถในการรวบรวมพยานหลักฐาน และขีดความสามารถในการหาคนผิดมาลงโทษ แต่อีกด้านหนึ่งลดความเสี่ยงที่จะเกิดการซ้อมทรมานในกระบวนการซักถาม แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงใหม่คือ การละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนในมิติอื่น ๆ โดยเฉพาะสิทธิความเป็นส่วนตัวและข้อมูลส่วนบุคคล
นายรอมฎอน กล่าวถึงโครงการต่ออายุสิทธิ์ และปรับปรุงพัฒนาระบบสืบค้นข้อมูลจากโทรศัพท์แบบเคลื่อนที่ และคอมพิวเตอร์พร้อมประมวลผลการเชื่อมโยงเพื่อการสืบสวนเชิงลึก วงเงิน 57.42 ล้านบาท เป็นการซื้อใบอนุญาตระบบจัดการข้อมูลของโทรศัพท์จากบริษัทเทคโนโลยีอิสราเอล ซึ่งสามารถเจาะเข้าไปในโทรศัพท์มือถือ ทะลุทะลวงพาสเวิร์ดได้ เป็นประโยชน์ในการรวบรวมพยานหลักฐานต่อผู้ต้องหาอาชญากรเทคโนโลยี แต่ถ้าจะมาใช้กับประชาชนและพลเรือน โดยเฉพาะในเขตที่มีการใช้กฎหมายพิเศษ กฎอัยการศึก และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่มีการจับกุมโดยไม่ต้องตั้งข้อหา เครื่องมือพิเศษนี้สุ่มเสี่ยงมาก เหมือนที่สำนักข่าวอัลจาซีร่ารายงานว่า เทคโนโลยีนี้เป็นเทคโนโลยีเลือด เพราะมีการรายงานว่าถูกใช้อย่างกว้างขวางในปฏิบัติการทหารต่อพลเรือนในฉนวนกาซาและปาเลสไตน์
นายรอมฎอน กล่าวว่า ตนไม่ได้เรียกร้องให้เลิกใช้เครื่องมือในลักษณะนี้ แต่อยากให้ใคร่ครวญถึงความจำเป็น โดยเฉพาะขณะนี้มีหลักการสากลของสหประชาชาติให้ความสำคัญกับธุรกิจ และสิทธิมนุษยชนที่ระบุว่า รัฐในฐานะผู้ซื้อเทคโนโลยีรายใหญ่ของประเทศ ต้องมีหน้าที่ตรวจสอบประวัติสิทธิมนุษยชนของเทคโนโลยีก่อนจะซื้อ ไม่ใช่ดูแค่ราคาและสเปกทางเทคนิคเท่านั้น ดังนั้นการจะเข้าร่วม OECD ของไทย การปกป้องสิทธิมนุษยชนจากเทคโนโลยี จึงถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก
นายรอมฎอน ยังกล่าวถึงโครงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลและด้านความมั่นคง วงเงิน 50 ล้านบาท ในวงการเรียกว่า “ระบบรวงผึ้ง” คือการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการใช้โทรศัพท์ และตั้งงบไว้เพื่อจัดการกับฐานข้อมูล มีการจัดตั้งฐานที่จังหวัดยะลาและสงขลา ประเด็นคือ เราเพิ่งพบจากการสอบสวนในคดีลอบสังหารนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ว่า ตำรวจอาศัยอำนาจ กอ.รมน. ให้บริษัทเครือข่ายมือถือส่งข้อมูลการใช้โทรศัพท์ 2 ล้านเลขหมายในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มาเก็บเอาไว้ ซึ่งสุ่มเสี่ยงกับการขัดรัฐธรรมนูญ
นอกจากนี้ ยังมีศูนย์นิติวิทยาศาสตร์ชายแดนใต้ วงเงิน 53 ล้านบาท ที่มีการร้องเรียนว่ามีการเก็บสารทางพันธุกรรมโดยไม่สมัครใจ เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า หากอนุมัติงบประมาณไปแล้ว เจ้าหน้าที่รัฐจะไม่กระทำสิ่งที่สุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดกฎหมาย ขณะที่งบประมาณเบี้ยเลี้ยงของกำลังพลในจังหวัดชายแดนใต้ จำนวน 1,125 ล้านบาท ก็ถูกแบ่งออกเป็น 3 กระเป๋า จึงตั้งคำถามมีการจ่ายเบี้ยเลี้ยงซ้ำซ้อนหรือไม่
โดยในช่วงท้าย นายรอมฎอน ได้อภิปรายพร้อมขึ้นสไลด์ตัวเลข “229” ระบุว่า ขอตัดงบประมาณเชิงสัญลักษณ์ 229 บาท เพื่อให้มั่นใจว่าการพิจารณางบในครั้งถัดไป จะมีการใส่ใจต่อสิทธิมนุษยชน เสรีภาพ และประวัติของเทคโนโลยีที่ใช้

