หน้าแรก การเมือง ภาคประชาชน ยื...

ภาคประชาชน ยื่นกมธ. เปิดพิรุธ กกต.คดีโกงสว. ตั้งชุด36 ซ้ำซ้อน หวังตัดตอน

10.09.26 | 15:36 น.

ภาคประชาชน ยื่นกมธ. เปิดพิรุธ กกต.คดีโกงสว. ตั้งชุด36 ซ้ำซ้อน หวังตัดตอน
เครือข่ายนักศึกษาและภาคประชาชน ยื่น กมธ.กิจกาจศาลฯ ลุยเชือด กกต. ทำงานไม่โปร่งใส ขณะ “อนุกมธ.ศึกษาเลือกตั้ง สว.” ซัด กกต. ตั้ง คณะอนุชุด 36 ขึ้นมา หักล้างชุด 26 ที่มาขัดระเบียบ-เจตนาหลีกเลี่ยงระบบเวียนสำนวน​ วางช่องตรงกรอบพิจารณา​ ตีความแคป เลี่ยงความผิด​ ตัดตอนโยงกลุ่มการเมือง 22 คน เอี่ยวโทรหาผู้สมัครได้รับเลือกตั้งทุกคน ด้าน “ภัณฑิล” จี้ กกต. 14 ก.ย. สั่งฟ้องคดีโกงเลือก สว. ขอ ศาลสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ผู้ถูกกล่าวหา


เมื่อวันที่ 10 กันยายน ที่รัฐสภา เครือข่ายนิสิตนักศึกษาและภาคประชาชน ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร โดยมี นายภัณฑิล น่วมเจิม และ นายเอกศักดิ์ หอมชื่น สส.พรรคประชาชน และกรรมาธิการกิจการศาลฯ เป็นตัวแทนรับเรื่อง

โดยเพื่อขอให้ตรวจสอบความไม่โปร่งใสของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และขอให้ศึกษาทบทวนเพื่อเสนอแนะแนวทางเกี่ยวกับระบบวุฒิสภา (สว.) เพราะเครือข่ายฯ มีความกังวลต่อระบบการได้มาซึ่ง สว. ตามกติกาปัจจุบัน เพราะการเลือกตั้ง สว. มีผู้ได้รับสิทธิ์ออกเสียงลงคะแนนเพียง 48,117 คน จากจำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั่วประเทศกว่า 52 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 0.09 สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ขาดการมีส่วนร่วมในกระบวนการเลือกบุคคลที่จะเข้ามาใช้อำนาจรัฐและร่วมกำหนดทิศทางของประเทศ

อีกทั้งการเลือก สว. เป็นลักษณะแบ่งกลุ่มอาชีพและเลือกกันเอง เป็นระบบที่ขาดความเชื่อมโยงกับประชาชนอย่างแท้จริง และปัจจุบันมีผู้ถูกกล่าวหาเกี่ยวกับการกระทำทุจริตในการเลือก สว.ปี 2567 ถึง 229 คน จำนวนนี้มี สว. ปัจจุบันถึง 138 คน คิดเป็นสัดส่วนกว่า 2 ใน 3

Advertisement

นายเอกศักดิ์ หอมชื่น สส.ปทุมธานี เขต 3 พรรคประชาชน ในฐานะอนุกรรมาธิการ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีอีกประเด็นที่เป็นช่องโหว่ให้เกิดการยกฟ้องหรือไม่สั่งฟ้อง สว. ได้ เพราะที่มาของ กกต. ทำให้เกิดข้อกังขาเรื่องความชอบธรรม ความเป็นกลาง และความเป็นอิสระของ กกต. เนื่องจากอนุกรรมาธิการพบว่า กกต. 4 ใน 7 คน มาจากการเห็นชอบของ สว. ซึ่งเสียงข้างมากของ สว. ชุดปัจจุบันเราเรียกกลุ่มนี้ว่ากลุ่ม สว.สีน้ำเงิน ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มการเมืองสีน้ำเงินหรือพรรคภูมิใจไทย

นายเอกศักดิ์กล่าวต่อไปว่า เมื่อดูรายละเอียดว่า กกต. คนแรก นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ เป็นอดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ซึ่งมาจากการเสนอชื่อโดยที่ประชุมศาลฎีกา // คนที่ 2 นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อดีตปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาจากการเลือกโดยคณะกรรมการสรรหา //คนที่ 3 นายณรงค์ รักร้อย เป็นอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร และเป็นอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี // คนที่ 4 นายจิรุตม์ วิศาลจิตร เป็นอดีตอธิบดีกรมการขนส่งทางบก ซึ่งการได้รับความเห็นชอบจาก กกต. อาจเข้าข่ายมีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะ กกต. มีหน้าที่ในการพิจารณาคดีการโกงการเลือกสว. แต่คนที่เลือก กกต. กลับเป็นคนที่อยู่ระหว่างถูกตั้งข้อกล่าวหาว่ามาจากกระบวนการโกง แม้จะมีการยื่นญัตติโดยสว. บางคน ให้ชะลอกระบวนการพิจารณาให้ความเห็นชอบ กกต. หลายครั้ง แต่สว. เสียงข้างมาก หรือกลุ่มสว.สีน้ำเงินยังยืนยันที่จะเห็นชอบ กกต.ชุดใหม่ต่อไป

ปัญหาความชอบธรรมข้อที่ 2 คือพบว่า กกต. 3 ใน 7 คน เคยรับราชการในกระทรวงที่มีรัฐมนตรีมาจากพรรคภูมิใจไทย คือ นายอานันท์ สุวรรณรัตน์ เข้าดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วงเดียวกับที่มีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรชื่อ นางสาวมนันญา ไทยเศรษฐ์ น้องสาวของนายชาดา ไทยเศรษฐ์ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และเป็นแม่ของ นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยในปัจจุบัน และยังเป็นหนึ่งในรายชื่อที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 ของ กกต. เห็นควรให้สั่งฟ้อง

คนที่ 2 นายณรงค์ รักร้อย เริ่มดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดครั้งแรกที่จังหวัดอุทัยธานีเมื่อปี พ.ศ. 2561-2564 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่นางสาวมนันญา ดำรงตำแหน่งเป็นนายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานี และก่อนจะลาออกไปรับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยเกษตรฯ ก็มีเพื่อนร่วมงานสมัยที่เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ไปเป็นสว. คือนายอลงกต วรกี โดยขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นรองผู้ว่าฯอุทัยธานี ต่อมานายณรงค์ รักร้อย ถูกย้ายไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาครแทนนายวีรศักดิ์ วิจิตรแสงศรี ซึ่งปัจจุบันเป็น สว. เช่นกัน และการย้ายตำแหน่งในครั้งนั้นปรากฏภาพนางสาวปานัดฌา ไทยเศรษฐ์ นายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานีและนางสาวมนันญา ซึ่งลาออกมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ไปร่วมแสดงความยินดีก่อนที่นายณรงค์ จะย้ายไปดำรงตำแหน่งดังกล่าว ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ทำให้เห็นความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างคนที่ได้รับเลือกเป็น กกต.

และคนสุดท้าย นายจิรุตม์ วิศาลจิตร เคยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการขนส่งทางบก ภายใต้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ จากพรรคภูมิใจไทย และในระหว่างที่เป็นอธิบดีกรมการขนส่งทางบก ยังได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทยหรือ รฟท. ซึ่งในระหว่างการดำรงตำแหน่งประธาน รฟท. ก็พบว่ารฟท.มีการทำสัญญากับบริษัทชิโนไทย เอ็นเจเนียริง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท บุรีรัมย์พนาสิทธิ์ จำกัด ซึ่งบริษัทชิโนไทยก่อตั้งโดยตระกูลชาวีรกูล ขณะเดียวกันบริษัทบุรีรัมย์พนาสิทธิ์ ก็มีข้อมูลจากสำนักข่าวอิศราว่าเป็นหนึ่งในบริษัทเอกชนที่บริจาคเงินให้กับพรรคภูมิใจไทยเป็นจำนวนเงิน 5 ล้านบาทเมื่อเดือนมกราคมปี 2562 เราจะเห็นปัญหาตั้งแต่กระบวนการเห็นชอบที่มาจากสว.สีน้ำเงิน และคนที่ได้รับความเห็นชอบก็มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย

นายเอกศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า ประเด็นสุดท้าย คือกระบวนการสรรหา เนื่องจากคณะกรรมการสรรหาก็มีรายชื่อที่ทำให้ตั้งข้อสังเกต คือ นายประสิทธิ์ศักดิ์ มีลาภ ประธานศาลปกครองสูงสุด ซึ่งมาจากการเห็นชอบจากสว.ชุดปัจจุบัน จึงสะท้อนว่าบุคคลที่สว.ให้ความเห็นชอบ ต้องเป็นบุคคลที่สว.ให้ความไว้วางใจมาทำหน้าที่ ดังนั้น นายประสิทธิ์ศักดิ์ ที่เข้ามาเป็นคณะกรรมการสรรหา จึงถูกตั้งข้อสังเกตได้ว่าเป็นตัวแทนจากสว. ในคณะกรรมการสรรหาใช่หรือไม่

นอกจากนี้ยังมีนายสุรชัย ขันอาสา อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ และอดีตอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ข้อมูลจากสำนักข่าวรายงานว่า เขาเป็นรุ่นพี่ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ของนายศักดิ์สยาม ซึ่งตอนนั้นดำรงตำแหน่งเป็นประธานคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และยังถูกเลือกให้เป็นคณะทำงานร่วมกับนายศักดิ์สยาม ก่อนจะมาดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน // และนายชาติชาย อุทัยพันธ์
อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐมและสมุทรปราการ ซึ่ง เป็นเพื่อนนักเรียนนายอำเภอรุ่นเดียวกันกับนายศักดิ์สยาม และเป็นเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยที่คณะรัฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ และมีกระแสข่าวด้วยว่า เขาจะเข้ามาเป็นคณะทำงานให้กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เห็นได้ว่า แม้แต่ในคณะกรรมการสรรหา ก็มีข้อสังเกตว่ามีการเชื่อมโยงกับกลุ่มการเมืองสีน้ำเงิน หรือพรรคภูมิใจไทย ฉะนั้น กระบวนการดังกล่าวย่อมชี้ให้เห็นว่า ขาดความชอบธรรมและยังมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับสว.อย่างชัดเจน กกต. จึงไม่ควรใช้ดุลยพินิจในการยุติคดีการโกงเลือก สว.

ด้านนายปัญจมพงศ์ เสริมสวัสดิ์ศรี​ กล่าวว่า​ จากการรวบรวมข้อมูล ซึ่งหลายส่วนเป็นข้อมูลที่ปรากฏตามสาธารณะ​ ปัญหาของคณะอนุกรรมการ คณะกรรมการการเลือกตั้ง​หรือ กกต.ชุดที่ 36 แบ่งเป็น 4 ข้อ 1 ที่มาของคณะอนุกรรมการขัดต่อระเบียบของกกต.อย่างชัดเจน และมีเจตนาหลีกเลี่ยงระบบเวียน เพราะตามระเบียบของกกต. ว่าด้วยการสืบสวน ไต่สวน​ และวินิจฉัย​ชี้ขาด ในข้อ 74 ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าบุคคลที่จะมาเป็นคณะอนุกรรมการ ต้องมีความเป็นกลางทางการเมือง มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ แต่ปัญหาของคณะอนุฯชุดนี้ มีผู้ดำรงตำแหน่งอาทิ ร้อยตำรวจเอกปิยะ​ รักสกุล เคยถูกแต่งตั้งเป็นบอร์ดการประปานครหลวง ในสมัยที่นายอนุทินชาญวีรกูล​ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และเคยปรากฏภาพว่าร้อยตำรวจเอกปิยะ เคยไปต้อนรับนายอนุทินที่สนามบิน

และอีกคนคือนาย​เดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์​ เป็นข้าราชการสายกระทรวงแรงงานและเติบโตมาเป็นอธิบดีกรมฝีมือแรงงาน ในช่วงที่นายพิพัฒน์​ รัชกิจประการ​ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และเมื่อนายพิพัฒน์ย้ายมาดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายเดชา​ ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานบอร์ดการท่าเรือแห่งประเทศไทย​ สิ่งเหล่านี้สื่อให้เห็นถึงสายสัมพันธ์ทางการเมืองอย่างชัดเจน ซึ่งการแต่งตั้งบุคคลที่มีความเชื่อมโยงกับรัฐมนตรีหรือพรรคการเมือง ของผู้ที่ถูกร้อง เข้ามาทำหน้าที่เป็นคณะอนุกรรมการในการวินิจฉัยสำนวนคดีของพรรคการเมืองถือว่าขัดต่อเจตนารมณ์ของระเบียบและกฎหมายอย่างชัดเจน

นายปัญจมพงศ์ ยังกล่าวอีกว่า การตั้งคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ขึ้นมาใหม่ จากเดิมมี 35 คณะ จะใช้ระบบการเวียนสำนวนกัน ทำให้ระบบเวียนสำนวนนั้นไม่เกิดขึ้น เพราะระบบนี้มีเพื่อป้องกันการวิ่งเต้น หรือการแทรกแซงคนที่เป็นคณะกรรมการ เราจะไม่มีใครทราบว่าสำนวนจะไปตกอยู่ที่คณะอนุกรรมการชุดใด พร้อมกับทางกกต. ยังอ้างว่า สํานวนคดีนี้มีความซับซ้อน จึงจำเป็นต้องตั้งคณะอนุกรรมการชุดใหม่ขึ้นมา

โดยอ้างอิงจากคำสั่งของกกต. ที่ 2633/2568 ที่ระบุเหตุผลในการตั้งคณะอนุกรรมการชุดนี้ว่า สำนวนการไต่สวนสว. เป็นการกระทำความผิดที่มีความซับซ้อน และมีบุคคลที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องตั้งคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ขึ้นมา เพื่อความรอบคอบและรวดเร็ว​ แต่เมื่อดูวิธีการทำงานของคณะอนุกชุดนี้ ก็เพราะว่ามีความย้อนอย่างชัดเจน​ เพราะพบว่า ทางคณะอนุฯใช้เวลาถึง 95% ในการฟังเลขาสรุปบรรยายสำนวน​ ของคณะชุดที่ 26 แต่ไม่มีการเรียกพยาน หรือคณะอนุกชุดที่ 26 มาสอบถามแต่อย่างใด และในการพิจารณาสำนวนที่เกี่ยวข้องกับนักการเมือง 22 คน ใช้เวลาประชุมเพียงแค่ 2 นัด เฉลี่ยคนละ 12 นาที รหัสดูรายงานการประชุมที่นายสมชัย​ ศรีสุทธิยากร​ อดีตกกต นำมาเผยแพร่ ผ่านช่องทางสาธารณะ เพราะว่ามีนักการเมือง 6 จาก 22 คน มีพฤติการณ์มีเหตุอันควรแก่สงสัย เช่นกรรมการบริหารพรรคการเมืองบางคน โทรหาผู้สมัครสว. ถึง 58 ครั้ง และปัจจุบันบุคคลนั้นได้รับเลือกเป็นสว.​ และ ยังมีอีกราย​มีการโทรเป็นทอดๆในลักษณะเครือข่ายใยแมงมุม กว่า 22 ครั้ง โดยมีผู้เชี่ยวชาญประจำตัวโทรแทนให้​ โดยโทรหาผู้สมัคร 19 คนรวม 62 ครั้ง ซึ่งทั้ง 19 คนก็ได้รับเลือกในเวลาต่อมา และยังมีสส.บางคน มีหลักฐานการโทร ถึง 101 ครั้ง และโทรหาผู้สมัครในจังหวัดตนเอง​ ถึง​ 50 ครั้ง ซึ่งก็ได้รับเลือกเป็นสวเช่นเดียวกัน​ ดังนั้นหลักฐานเหล่านี้ จึงทำให้เป็นอันเชื่อได้ว่ามีการโกงเลือกสว.เกิดขึ้น​

นายปัญจมพงศ์ กล่าวถึงปัญหาของคณะอนุฯชุดที่ 36​ คือการตีกรอบการพิจารณา​ เพราะมีการวางแนวทางการพิจารณาไว้ 4 ข้อ ได้แก่ 1 ผู้กระทำความผิดต้องเป็นผู้สมัครสว.​ 2 ต้องมีการช่วยเหลือจากฝ่ายการเมือง 3 ผู้สมัครจะต้องยินยอมได้รับการช่วยเหลือ และ 4 มีเจตนาเพื่อให้ได้รับเลือกเป็นสว.​ ซึ่งเป็นการตีความโดยแคบ ต่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสว.​ มาตรา 46 ดังนั้นหากมีสว. ที่คนอื่นมาโหวตให้ โดยที่เจ้าตัวไม่ทราบหรือไม่รู้เรื่อง ก็จะตีความว่าไม่เข้าข่ายความผิด และในบรรดากลุ่มที่พลีชีพ ได้รับเลือกแค่ศูนย์คะแนน​ ก็จะถูกตีความว่าทั้งกลุ่มไม่มีความผิด เพราะไม่มีเจตนาให้ได้รับเลือก ดังนั้นการตีความในลักษณะนี้ทำให้การโยงไปถึงกลุ่มการเมือง ไม่มีความผิดด้วยเช่นเดียวกัน
และเป็นการวางกรอบโดยที่ไม่ดูกรอบความผิดอื่นประกอบร่วม

ขณะที่นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน ระบุว่า ตนขอเรียกร้องต่อ กกต. ในการตรวจสอบการโกงเลือก สว. คือ

1.วันที่ 14 ก.ย.69 กกต. ต้องมีมติดำเนินการสั่งฟ้องผู้ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการโกงการเลือก สว. ตามความเห็นของคณะไต่สวนและสอบสวนชุดที่ 26 เพื่อป้องกันปัญหาและผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่าง สว. และ กกต. และให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณา

2.ในการสั่งฟ้อง สว. และผู้ที่เกี่ยวข้อง กกต. ต้องทำคำร้องเพิ่มเติมด้วยว่าให้ สว. ที่ถูกสั่งฟ้องยุติปฏิบัติหน้าที่เนื่องจาก สว. ชุดปัจจุบันมีอำนาจทางการเมืองสูง เช่น การชะลอกฎหมายจาก สส. หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการให้ความเห็นชอบองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญรวมถึงผู้บริหารระดับสูง เช่น ประธานศาลปกครองสูงสุด หาก สว. ที่ขาดความชอบธรรมในกระบวนการการได้มาใช้อำนาจต่อไปย่อมจะกระทบต่อความชอบธรรมทางการเมืองในภาพรวม

3.ภายหลัง กกต. มีมติสั่งฟ้องหรือไม่สั่งฟ้อง สว. หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ด้าน กกต. ต้องแถลงรายละเอียด เพื่อให้สาธารณชนและสื่อมวลชนได้สอบถามถึงที่มาที่ไปของมติดังกล่าว หาก กกต. ไม่ได้ดำเนินการสั่งฟ้อง สว. และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด อนุกรรมาธิการจะทำความเห็นเสนอต่อกรรมาธิการกิจการศาลฯ เพื่อผลักดันการแก้ไข พ.ร.ป.การเลือก สว. การได้มาซึ่ง สว. ในประเด็นผู้มีอำนาจยื่นฟ้องคดีทุจริตต่อศาลฎีกา เพื่อให้สิทธิแก่ผู้ที่พบเห็นการทุจริตมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาโดยตรงต่อไป