หน้าแรก การเมือง อภิสิทธิ์ ยกค...

อภิสิทธิ์ ยกคดีไลน์แลกคะแนน กกต.ยังส่งศาล ต่างอะไรฮั้วสว. เตือนครหาทดแทนคุณ

10.09.26 | 17:40 น.

อภิสิทธิ์ ยกคดีไลน์แลกคะแนน กกต.ยังส่งศาล ต่างอะไรฮั้วสว. เตือนครหาทดแทนคุณ


เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 10 กันยายน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายมาตรา 32 หน่วยงานองค์กรอิสระและองค์กรอัยการ ว่า ขอตัดงบ 10 % แต่คงไม่ไปเจาะจงโครงการใดโครงการหนึ่ง แม้ว่าบางโครงการอาจจะมีการพูดถึงบ้าง เพราะองค์กรอิสระเป็นองค์กรที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเป็นเสาหลักหนึ่งของระบอบประชาธิปไตย แต่ด้วยความเป็นอิสระขององค์กรเหล่านี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าการตรวจสอบเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก กระบวนการที่จะไปตรวจสอบองค์กรเหล่านี้ค่อนข้างที่จะจำกัดหลายต่อหลายรูปแบบ ตัวอย่างเช่นการใช้อำนาจชี้ขาดใดๆไปแล้ว ก็ไม่สามารถจะไปขึ้นศาลปกครองได้ หรือกระบวนการภายในเดี่ยวกับการดำเนินการองค์กรเหล่านี้ก็สามารถออกระเบียบดำเนินการได้เองทั้งหมด พวกเราอยากตรวจสอบคณะกรรมการป้องกันและปราบกรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ยังต้องพึ่งพาอาศัยประธานผู้แทนราษฎรว่าจะส่งไปให้ศาลฎีกาตั้งคณะไตร่สวนอิสระหรือไม่ การอภิปรายวันนี้ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่อาศรัยในระบอบประชาธิปไตยว่าสภามีอำนาจการตรวจสอบโดยอาศัยการให้หรือไม่ให้งบประมาณ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า การที่สมาชิกเสนอตัดงบประมาณเป็นเพราะความไม่เชื่อมั่น ความไม่เชื่อถือ และล่าสุดสถาบันพระปกเกล้าไดัสำรวจความคิดเห็น ความเชื่อมั่น ความศรัทธา ในองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทางการเมืองปรากฏว่ากกต.ได้รับความน่าเชื่อถือต่ำ และหากเทียบความน่าเชื่อถือในอดีตก็ลดลงตามลำดับ ปัญหาที่เกิดขึ้นก็เพราะปัญหาเรื่องการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตเที่ยงธรรม แต่เหตุใดจึงไม่มีความเชื่อมั่นใจกระบวนการตรงนี้

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สำหรับคดีฮั้ว สว. สุดท้ายสำคัญที่สุดคือศาล และต้องกลับมาดูว่าอำนาจกกต.คดี สว.คืออะไร ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำอันเป็นการทุจริตให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา นี่คือสิ่งที่กกต.ต้องทำ กกต.ไม่ต้องพิสูจน์อะไรท่านต้องที่ส่งศาล เพราะเมื่อปี 2562 ลำพังแค่มีพฤติกรรมแลกคะแนนกกต.ก็เคยส่งศาลมาแล้ว และศาลฎีกาก็ตัดสินแล้วเพราะเห็นว่าเป็นการเลือกตั้งไม่เป็นอิสระและเป็นการเอาเปรียบผู้สมัครคนอื่น และเมื่อปี 2567 กกต.ก็ยังส่งศาลเป็นระยะๆ

Advertisement

“ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นต่อสาธารณะในปัจจุบันถือว่าใหญ่กว่ากรณีที่ที่ผ่านมามากมาย ทั้งผู้สมัครได้ 0 คะแนน การทำโพย ไปประชุมในโรงแรม ผมถามว่าต้องนำงบไปสอบสวนหรือไม่ เหตุใดไม่ยึดตามศาลฎีกา แค่นี้ก็ส่งศาลได้แล้ว เพราะกกต.ก็เคยทำมาแล้ว เหตุไฉนขบวนการที่ใหญ่ที่สุด กลับมีการพยายามอธิบายว่า จะต้องมีหลักเกณฑ์ 1,2,3,4,5 ข้อมูลที่ปรากฏจากสาธารณะจึงทำให้เกิดความคลางแคลงใจว่า ตกลงเรื่องนี้ตรงไปตรงมาหรือไม่ และบังเอิญว่าคดีนี้มันไปเชื่อมโยงกับนักการเมืองและพรรคการเมือง ที่จริงผู้ถูกกล่าวหาในพรรคการเมืองก็ไม่ค่อยเชื่อถือ กกต.เพราะผู้ที่ถูกกล่าวหาหลายคน เลือกที่จะไม่ชี้แจงข้อเท็จจริงของตนเอง พยายามต่อสู้แค่ว่ากกต.แจ้งข้อกล่าวหาไม่เป็นไปตามของกฎหมาย พรรคการเมืองก็ไม่เชื่อถือ พวกผมก็ไม่เชื่อถือ แล้วจะลังเลอะไรในการที่จะบอกว่า ไม่ต้องเอาไปแล้วงบประมาณ แค่นี้ก็ชี้ได้แล้ว“นายอภิสิทธิ์กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ก็มีการตรวจสอบ และส่งเรื่องให้กกต.ไปประกอบการพิจารณา กกต.ก็ไม่รับ ในทางกลับกันดีเอสไอขอข้อมูลกกต. แต่กกต.ก็ไม่ส่งข้อมูลให้ แล้วจะให้เชื่อถือกระบวนการอย่างนี้ได้อย่างไร และเมื่อเกิดกระแสสังคม เกิดการเปิดโปงข้อมูล เลขาธิการ กกต. กลับมาพูดว่าจะส่งฟ้องหรือไม่นั้น มี 3 หลักเกณฑ์ ตนมองว่าเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดมาก คือ ต้องเป็นผู้สมัคร ซึ่งคดีดังกล่าวไม่ได้กล่าวหาแค่ผู้สมัคร แต่ยังกล่าวหานักการเมือง และตามมาตรา 76 ของกฎหมายผู้ที่กระทำความผิดของ สว.ได้คือผู้ที่มีตำแหน่งทางการเมืองในพรรคการเมือง เพราะถือเป็นการยืนยันเจตนารมณ์ว่าการเลือก สว. ต้องปราศจากพรรคการเมือง อย่างไรก็ตาม เรื่องเหล่านี้ มีการกล่าวหาในหลายจังหวัด แต่กลับเกิดขึ้นกับพรรคการเมืองเดียว แถมยังเชื่อว่าเรื่องโอนเงินก็เป็นเรื่องบังเอิญ

“กกต. 4 คนที่จะตัดสินในวันที่ 14 กันยายนนี้มาจาก สว. ที่ถูกกล่าวหา หากเป็นการใช้กฎหมายวิธีพิจารณาทางปกครองของหน่วยงานทั่วไป ไม่มีสิทธิ์ในการพิจารณา แต่บังเอิญความเป็นองค์กรเฉพาะ ถ้าไม่พิจารณา อาจไม่ครบองค์ประชุมวินิจฉัยไม่ได้ แต่ตามหลักธรรมาภิบาล 4 คนนี้ ถ้ามติเป็นคุณกับผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งมีพระคุณกับตัวเอง หนีไม่พ้นแน่ในเรื่องข้อหาการมีส่วนได้เสีย หรือการสร้างตอบแทน หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อน งบของ กกต.จึงจำเป็นต้องมีการตัดด้วย” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า กกต.ไม่ใช่องค์กรอิสระองค์กรเดียว ตนยังเสนอให้ตัดงบของป.ป.ช. ด้วย เพราะกระบวนการทำงานของ ป.ป.ช. น่าเป็นห่วง ซึ่งเมื่อสักครู่ตนได้รับจดหมายฉบับหนึ่งจากป.ป.ช.แจ้งผลการพิจารณาที่ตนถูกกล่าวหาไว้ เมื่อ 15 ปีที่แล้ว เพื่อที่จะบอกว่าตนไม่ผิด ก็ต้องขอบคุณที่บอกว่าตนไม่ผิด สงสัยหรือไม่ว่าทำไมใช้เวลา 15 ปี และตนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะมีเรื่องอื่นอีกหรือไม่ และตนเคยซักถามเรื่องนี้ เหมือนกับกรณีที่ป.ป.ช.ไปวินิจฉัยเกี่ยวกับอดีตรัฐมนตรี ที่ต้องพ้นจากตำแหน่ง เพราะศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่ายังคงเป็นหุ้นส่วนในบริษัทบริษัทหนึ่งและยังมีบางข้อหาที่พวกเรายื่นเข้าไป ที่ควรวินิจฉัยได้เลย ก็ยังไม่มีคำตอบ ดังนั้นหากเราไม่ใช้อำนาจของเราบอกว่าคุณควรปรับปรับปรุงการทำงาน มิเช่นนั้น เราจะไม่อนุมัติให้คุณใช้ภาษีอากรของประชาชน และเราจะปล่อยให้องค์กรเหล่านี้ทำงานโดยไม่เป็นไปตามตัวชี้วัด ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและหลักการของธรรมาภิบาล

“ขอให้ ป.ป.ช.ไปขอข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำข้อตกลงกับธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)กรมขนส่ง กรมที่ดิน ว่าจะขอตรวจสอบว่าชื่อผู้ที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทั้งหลาย มีทรัพย์สินอยู่ที่ไหนบ้าง แล้วให้เราเซ็นต์ยินยอมว่าท่านเข้าไปตรวจสอบตรงนี้ได้ ก็ประหยัดงบทั้งหมดไม่ต้องมีภาระ วิ่งหา เมื่อยื่นบัญชีทรัพย์สินเสร็จต้องไปตรวจสอบอยู่ดี หากระบบตรงนี้ไม่ทำงานตามระบอบประชาธิปไตยที่ทำมา และไม่อาจเกิดขึ้นได้จริง ภารกิจในการรักษาระบบ จึงเป็นของพวกเราทุกคนในสภานี้ เริ่มต้นได้โดยการส่งสัญญาณในการตัดงบประมาณขององค์กรเหล่านี้ร้อยละ 10”นายอภิสิทธิ์ กล่าว