สาทิตย์ ซัด กมธ.งบฯ พฤติกรรมอุ้ม กกต. ปิดปากซักคดีฮั้ว ส.ว. เตือน 14 ก.ย. โอกาสสุดท้ายกู้ศรัทธา ส่งสำนวนฟ้องศาลก่อนบ้านเมืองเจอหายนะ
เมื่อวันที่ 10 กันยายน นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายมาตรา 32 งบประมาณขององค์กรอิสระ ว่า บทบาทการทำหน้าที่ของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ เสียงข้างมาก ที่มีพฤติกรรมส่อไปในทาง “อุ้ม” คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และหลีกเลี่ยงการตรวจสอบงบประมาณในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคดีทุจริตการเลือก ส.ว. ซึ่งการพิจารณางบในมาตรานี้ มีความผิดปกติอย่างมาก โดยเฉพาะในชั้นการพิจารณาของ กมธ.ฯ ที่ตนได้รับข้อมูลว่า เมื่อครั้งที่เลขาธิการ กกต. เข้ามาชี้แจง และมีกรรมาธิการซักถามถึงงบประมาณการสืบสวนสอบสวน ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสัมพันธ์กับช่วงที่มีการทำคดีฮั้ว ส.ว.รวมทั้งถามถึงความคืบหน้าของคดีฮั้ว ส.ว.แต่เลขาธิการ กกต. กลับไม่ตอบคำถาม และประธาน กมธ.ฯ ในขณะนั้นกลับตัดบทรีบปิดการชี้แจง และเดินออกจากห้อง โดยไม่เปิดโอกาสให้มีการซักถามในรอบที่สองตามธรรมเนียมปฏิบัติ ทั้งยังอ้างว่ามองไม่เห็น กรรมาธิการที่รอตั้งคำถาม
“พฤติกรรมดังกล่าวทำให้รู้สึกได้ว่ามีความพยายามจะอุ้ม กกต. เพื่อไม่ให้เผชิญกับคำถามที่อาจส่งผลกระทบต่อพรรคการเมืองบางพรรค ทั้งที่ กกต.เป็นองค์กรอิสระที่ใช้งบประมาณแผ่นดินตลอด 23 ปีที่ผ่านมาไปแล้วกว่า 70,000 ล้านบาท หากกกต.ซึ่งเป็นประตูบานแรกของการเมืองไทยบิดเบี้ยวเสียเอง ย่อมเป็นการทำลายหลักการระบอบประชาธิปไตย” นายสาทิตย์ กล่าว

นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า ความล้มเหลวในการปฏิบัติภารกิจของ กกต.มี 3 ด้านคือ
- การออกระเบียบที่ไม่สุจริตและเที่ยงธรรม กกต.ออกระเบียบรับรองคุณสมบัติผู้สมัคร ส.ว. ที่หลวมเกินไป จนเปิดช่องให้มีการกรอกประวัติแบบเท็จ เช่น การระบุประสบการณ์ทำงานว่า “ทำบ้าน” รวมทั้งการตั้งนายอำเภอสังกัดกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้อำนวยการเลือกตั้งระดับอำเภอ ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการถูกแทรกแซงโดยพรรคการเมืองที่กำกับดูแลกระทรวง
- ประสิทธิภาพในการจัดการเลือกตั้ง กกต. ได้รับงบประมาณสำหรับหน่วยเคลื่อนที่เร็วและหน่วยสืบข่าว แต่กลับปล่อยให้เกิดขบวนการ “ทำโพย ส.ว.” และการรวมตัวฮั้วคะแนนในโรงแรม รัศมีรอบพื้นที่การจัดเลือกตั้งระดับประเทศอย่างเปิดเผย โดยไม่มีการเข้าไปตรวจสอบ
- การใช้อำนาจกึ่งตุลาการ กกต.ไม่ยึดบรรทัดฐานเดิมที่เคยส่งเรื่องแลกคะแนน ส.ว.ให้ศาลฎีกาวินิจฉัย ทั้งที่พฤติการณ์ครั้งนี้เข้าข่ายซูเปอร์ฮั้ว แต่กลับไม่มีการส่งเรื่องไปยังศาล
นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้องค์กรอิสระกำลังเผชิญกับวิกฤตศรัทธาอย่างรุนแรง หากปล่อยให้พรรคการเมืองหรือกลุ่มอิทธิพลกินรวบทั้งส.ส. ส.ว.และองค์กรอิสระ จะนำไปสู่หายนะของประเทศอย่างแท้จริง ทั้งนี้ ในวันที่ 14 กันยายนนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญและโอกาสเดียวของ กกต. ที่จะกอบกู้ศรัทธาของประชาชน ด้วยการยึดหลักกฎหมายและส่งสำนวนคดีการโกง สว.ให้ศาลพิจารณาชี้ขาดต่อไป
“ผมฝากถึงคนใน กกต. ท่านมีกันอยู่ 2-3 พันคน ผมเข้าใจ ผมไม่ได้ว่า ไม่ได้ติติงใครทั้งนั้น วิกฤตศรัทธาครั้งนี้ อาจจะเกิดจากคนระดับบนเพียงไม่กี่คน ที่ทำให้ศรัทธาต่อองค์กรอิสระอย่าง กกต. ตกต่ำลงทุกวัน ๆ 14 กันยายนนี้ จะเป็นโอกาสกอบกู้ วิกฤตศรัทธาที่เกิดขึ้นกับ กกต. ยึดหลักกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ความสุจริตความเที่ยงธรรม ความถูกต้องของประเทศนี้ ส่งสำนวนการโกง ส.ว.ไปสู่ศาล นั่นคือวิถีทางเดียว ที่จะกอบกู้วิกฤตศรัทธากับ กกต.” นายสาทิตย์ กล่าว
จากนั้นที่ประชุมลงมติเห็นชอบมาตรา 32 ด้วยคะแนน 277 เสียง ไม่เห็นด้วย 137 เสียง งดออกเสียง 53 เสียง ไม่ลงคะแนน 4 เสียง



