หน้าแรก การเมือง นันทนา ตั้งฉา...

นันทนา ตั้งฉายา งบ 70 คนเหนือดวง ซัดเพิ่มให้แต่กระทรวงลูกเทพ งบกลางกลางเป็นงบสิ้นคิด

11.09.26 | 12:42 น.

นันทนา ตั้งชื่องบ70 ตามหัวหน้ารัฐบาลที่เป็น คนเหนือดวง แต่ปชช.เรียก แล้วแต่ดวง เหน็บหวังพึ่งรัฐบาลคงไม่ได้ เพราะขนาดนายกฯยังต้องพึ่งเหรียญ สมีโชติ ฉะเพิ่มงบให้กระทรวงลูกเทพ เดิมพันหมดหน้าตักพัฒนาAIได้จริงหรือ ส่วนงบกลาง กลายเป็นงบ สิ้นคิด ทั้งที่ประเทศกำลังโคม่า

เมื่อวันที่ 11 กันยายน ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง เป็นประธานการประชุมในวาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 หลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเสร็จสิ้น วุฒิสภาต้องให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบภายใน 20 วันนับแต่รับร่างโดยไม่สามารถแก้ไขได้ ซึ่งมี ส.ว. ลงชื่อในการอภิปราย 30 คน


จากนั้นเวลา 13.40 น. เปิดให้สมาชิกอภิปรายแสดงความคิดเห็นต่อร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 โดยน.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. อภิปรายว่า จาการฟังการอภิปรายของส.ส.4วัน4 คืนทำให้มองเห็นงบประมาณปี 70 ได้ชัดยิ่งกว่าชัด ตนจึงขอตั้งชื่องบประมาณปีนี้ ตามหัวหน้ารัฐบาลที่เป็น “คนเหนือดวง” แต่สำหรับประชาชนต้องเรียกว่างบประมาณ “แล้วแต่ดวง” งบประมาณคือลายแทงแห่งอนาคตประเทศ หากจัดงบประมาณดีมีอนาคตก็ถือเป็นลายแทงสู่ขุมทรัพย์ แต่ถ้าจัดงบแบบนี้ก็ถือว่าเป็นลายแทงสู่หุบเหว ดังนั้นประชาชนจะรอดจากภัยพิบัติทางเศรษฐกิจก็คงต้องช่วยตัวเอง หวังพึ่งรัฐบาลคงไม่ได้ เพราะขนาดนายกรัฐมนตรียังต้องพึ่งเหรียญสมีโชติเลย

น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า คำถามคือ รัฐบาลจัดงบฯดูแลประชาชนปีนี้อย่างไร เพราะเงินทุกบาทในงบฯล้วนมาจากเงินภาษีประชาชนทั้งสิ้น ตนจึงมีหน้าที่ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติที่จะต้องตรวจสอบว่าเงินงบประมาณได้ถูกจัดสรรอย่างถูกต้องเป็นธรรมหรือไม่ เงินนั้นถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่า ตอบโจทย์ประเทศและสร้างอานาคตของประชาชนหรือไม่ วันนี้ประเทศไทยยืนอยู่บนหุบเหว เศรษฐกิจกำลังป่วยหนักภูมิคุ้มกันเราไม่มีเหลือแล้วเราแคระแกร็นไม่เติบโต 10 กว่าปีติดต่อกันเป็นประเทศที่เติบโตช้าที่สุดในอาเซียน นำเพียงเมียนมาประเทศเดียว เพราะ 10 ไตรมาสที่ผ่านมาเราโตเฉลี่ยไตรมาสละ 1.5% แต่เฉพาะไตรมาสแรกในปีนี้จีดีพีโตถึง 2.8% เพราะมีการอัดฉีดเงินเข้าระบบด้วยการเลือกตั้งทั่วไป เงินสะพัดขนาดจีดีพีเพิ่มขนาดนี้จะซื้อเสียงกันฉ่ำขนาดไหน แต่ที่น่าแปลกคือคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)จับซื้อเสียงไม่ได้เลยสักรายเดียว สมควรที่จะถูกตัดงบสืบสวนสอบสวน

น.ส.นันทนา กล่าวว่า ปีนี้ทั้งปีไอเอ็มเอฟและเวิลด์แบงก์ เห็นตรงกันว่าเศรษฐกิจไทยจะโตไม่เกิน 1.6% ด้วยงบประมาณที่เสนอมานั้น รัฐบาลกำลังจะแก้ปัญหาหรือซ่อนปัญหากันแน่ ตนขอชี้เห็นถึงความผิดปกติดังนี้ 1.งบมียอมรวม 3.78 ล้านล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วเพียง 0.2% กระทรวงหลัก ๆ ถูกปรับลด แต่งบประมาณกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี)เพิ่มขึ้น 33% เพราะเป็นกระทรวงลูกเทพหรือไม่ ใคร ๆ ก็ทราบดี แต่การที่รัฐบาลนี้วางเดิมพันหมดหน้าตักกับ AI ถามว่ามันพัฒนาเศรษฐกิจได้จริงหรือ เอาแค่โครงการนำร่อง TH-AI Passport ด้วยงบ 1,600 ล้านบาท ก็ล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่ออกจากท่า ทั้งเรื่องความต้องการที่คำนวนผิดพลาดจาก 5 ล้านบัญชี เหลือความต้องการจริงเพียง 1.5 ล้านบัญชี คนที่ใช้จริง ๆ ไม่ถึง5 แสนคน ยังไม่นับรวมการจัดซื้อจัดจ้างในโครงการนี้อีกมากมาย ลองหลับตานึกภาพดูงบประมาณทั้งปี 1.3 หมื่นล้านบาทของกระทรวงนี้ว่าจะเป็นอย่างไร

Advertisement

น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า 2.งบรายจ่ายประจำ สูงถึง 73.6% คิดเป็นเงินกว่า 2.7 ล้านล้านบาท จำนวนนี้เป็นค่าจ้างเงินเดือนสูงกว่า 8 แสนล้านบาท หรือ 22% ซึ่งเพิ่มขึ้นทุกปี วิธีการที่จะลดงบประจำไม่ใช่ไปลดหรืองดเงินเดือน แต่ต้องวางแผนปฏิรูประบบราชการตอนนี้เวียดนาม เขาเริ่มไปแล้วของประเทศไทยจะเริ่มกี่โมง 3.ทำไมรัฐบาลจึงกำหนดงบกลางไว้สูงถึง 7 แสนล้านบาท หรือเท่ากับ 8.3% รัฐบาลจะนำไปใช้อย่างไร เรื่องใด จะคุ้มค่าหรือไม่ และหากสภาอนุมัติงบนี้ให้ ก็เหมือนกันตีเช็คเปล่าให้กับรัฐบาล

“การจัดทำงบกลางไว้จำนวนมาก ๆ อาจจะเรียกว่า “งบสิ้นคิด” คือคิดอะไรไม่ออก ก็เอาไปกองรวมกันเอาไว้ แล้วไปหาทางใช้เงินก้อนนี้ให้หมดได้ในที่สุด สภาก็ตรวจสอบไม่ได้ ประชาชนก็ยิ่งไม่รู้อะไรเลย มีคนกล่าวว่า งบกลางยิ่งมากก็ยิ่งเพิ่มเงินทอนมากขึ้น แต่ไม่ได้เพิ่มจีดีพี หรือจริงไม่” น.ส.นันทนา กล่าว

น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า 4. เงินกู้7.88 แสนล้านบาท ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจได้ใดบ้าง ขณะนี้เรามีหนี้สาธาณณะเกือบ 70% ของจีดีพีแล้ว หนี้สินครัวเรือนมีสัดส่วนถึง 88% ของจีดีพี หมายความว่าได้เงินมา 100 บาทใช้เงินแค่ 12 บาท ที่เหลือ ใช้หนี้หมด

“รัฐบาลยืมเงินอนาคตมาใช้แล้วมีแผนการจะใช้หนี้อย่างไร อย่าลืมว่าหนี้ทุกบาทคือภาระของประชาชน ถ้ารัฐบาลทำตัวเป็นลูกอีช่างกู้ แต่ไม่ยอมหาเงินมาคืน ลูกหลานก็จะจดจำว่ารัฐบาลอนุทินเป็นนักกู้ผู้ไม่รับผิดชอบต่ออนาคตของประเทศ” น.ส.นันทนา กล่าว

น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า 5.งบลงทุนเกือบ 8 แสนล้านบาท ประเทศชาติได้อะไร การบริหารงบประมาณประเทศไทยไม่เคยกำหนดเคพีไอให้ชัดเจน ละหากทำไม่ได้ตามเคพีไอ งบฯปีหน้าควรจะถูกตัด ซึ่งระบบนี้รัฐบาลไทยไม่เคยทำมีแต่เพิ่มงบเข้าไปโดยไม่สนใจผลลัพธ์

น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า นอกจากความผิดปกติ 5.ประการแล้ว ยังพบว่ารัฐบาลนี้ไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อม ราคาพืชผลการเกษตร เอสเอ็มอี อุตสาหกรรมอนาคต ซึ่งกระทบกับชีวิตของประชาชนอย่างสาหัส ขณะนี้เศรษฐกิจไทยกำลังโคม่า ประชาชนไม่มีกำลังซื้อ รัฐบาลถังแตก การลงทุนจากต่างประเทศไม่เข้ามา เศรษฐกิจกำลังร่วงโรย เอสเอ็มอีกำลังจะตายเป็นในไม้ร่วง เราก็กำลังเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ หากรัฐบาลยังบริหารประเทศแบบนี้ประเทศไทยไม่รอดแน่นอน ประชาชนต้องการรัฐบาลที่มีวิสัยทัศน์ บริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญต้องบริหารประเทศอย่างโปร่งใส มีธรรมาภิบาลและยอมให้ตรวจสอบได้

“ขณะนี้รัฐบาลเผชิญปัญหามากมายหลายเรื่องเป็นสิ่งที่ประชาชนกังขา แต่ไม่มีระบบการตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็นคดีเขากระโดง ฮั้วส.ว. สอบท้องถิ่น กักตุนน้ำมัน ทุนเทาข้ามชาติ สแกมเมอร์ รัฐบาลจะบริหารประเทศอย่างไร ถ้าประชาชนขาดศรัทธาและไม่ไว้วางใจ ที่สำคัญดูจากการจัดงบแล้วคิดว่าท่านยังหาทางออกจากวิกฤติไม่เจอ ประชาชนไม่อาจเสี่ยงให้รัฐบาลเช่นนี้บริหารเงินจากหยาดเหงื่อแรงงานของพวกเขา ดิฉันจึงไม่เห็นชอบให้รัฐบาลนายอนุทิน บริหารงบประมาณแผ่นดินในปี 2570 ได้” น.ส.นันทนา กล่าว