โภคิน ชี้ 94 ปีการเมืองไทยวนลูปอำนาจนิยม-อุปถัมภ์ ทำองค์กรอิสระกลายเป็นเครื่องมือการเมือง ลั่น แม้แต่วงการพระยังไม่รอด โอด เสนอ 4 ทางรื้อโครงสร้าง ภาค ปชช.ต้องแข็งแรง-แก้รธน.
วันที่ 12 กันยายน นายโภคิน พลกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวตอนหนึ่งในปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “บทบาทขององค์กรอิสระต่อการเมืองไทย” ว่า ปัญหาที่ทำให้ทุกอย่างเป็นแบบนี้ เพราะมีการเขียนไปในรัฐธรรมนูญว่า คนที่จะดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระ ต้องเป็นคนที่ยึดหลักยุติธรรม นิติธรรม ธรรมาภิบาล ความสุจริต ซึ่งจริงๆ มันเป็นวาทกรรม เพราะ 94 ปีที่ผ่านมา เราวนเวียนกับการยึดอำนาจเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ เลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ แล้วก็ยึดอำนาจ แล้วก็เขียนรัฐธรรมนูญใหม่ วนอยู่แบบนี้
ซึ่งระบอบที่ดำเนินมา 94 ปี อยู่บนระบบอำนาจนิยม ระบบอุปถัมภ์ และรัฐราชการ ซึ่งเป็นเครื่องมือเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน มากกว่าตอบสนองประชาชน ดังนั้น องค์กรอิสระก็เหมือนระบบราชการตัวหนึ่ง เพราะแต่เดิมที องค์กรอิสระขึ้นอยู่กับฝ่ายบริหาร ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการเปลี่ยนแปลงไปมา แต่ไม่ได้ตอบโจทย์การแก้ปัญหาโครงสร้าง แต่เป็นการแก้ปัญหาที่คนก่อนทิ้งไว้ หรือมองว่าคนก่อนครอบงำก็เลยต้องจัดการแล้วครอบงำแทน
นายโภคิน กล่าวต่อว่า หนึ่งในหลักของประชาธิปไตยที่เราผู้จัดเสมอคือ ความเสมอภาค เสรีภาพ ภราดรภาพ ต้องรักใคร่ปรองดองกัน แต่เราจะจะรักใคร่กันได้อย่างไร ในเมื่อไม่มีหลักยุติธรรมเหลือ นี่คือโครงสร้างที่เป็นจริงในทางการเมือง หากใครสร้างอะไรก็ตามบนโครงสร้างเหล่านี้แล้วทำให้มันดีได้ ก็มาตัดคอตนได้เลย
นายโภคิน กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี 60 มีนิยามว่าเป็นฉบับปราบโกง แต่ตนพูดเสมอว่ามันคือฉบับสืบทอดอำนาจ แค่ใส่แบรนด์ให้มันดูดี เพราะที่ผ่านมา รัฐธรรมนูญหลายฉบับ คือเครื่องมือของผู้ยึดอำนาจ ดังนั้น ไม่ว่ารัฐธรรมนูญ หรือแม้แต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจ ที่เขียนถ้อยคำหรูเป็นวาทกรรมให้ดูดี ดูมีหลักการ แต่สุดท้ายคนที่ยึดอำนาจ ไม่ได้ต้องการตามนั้น เพราะอยู่ในระบบอำนาจนิยมอุปถัมภ์ และใช้รัฐราชการเป็นเครื่องมือค้ำจุนอำนาจ และเมื่อเวลาได้อำนาจรัฐ ก็หลงกับกลไกของระบบอำนาจนิยม ผลประโยชน์ต่างๆเข้ามา พอกลัวการตรวจสอบ ก็ต้องเข้าไปควบคุมองค์กรที่ตรวจสอบ เพื่อให้มาเป็นเครื่องมือ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศมาตลอด 94 ปี
นายโภคิน กล่าวว่า ผลลัพธ์ของประชาธิปไตยที่บิดเบี้ยว คือการเมืองทุกระดับไปจนถึงท้องถิ่นในปัจจุบันนี้ มีการทุจริตหมด ในยุคที่ผ่านยังมียางอาย แต่วันนี้มียางอาย ผู้มีอำนาจจะทำยังไงก็ได้ จะเล่นแบบนี้ ทำแบบนี้ จะโยกย้ายคนแบบนี้ ใครจะทำไม ส่วนประชาชนก็ทำได้แค่ตาปริบๆ ระบบรัฐราชการ จึงเครื่องมือที่รับใช้ผู้มีอิทธิพล ทั้งทางการเมือง ธุรกิจผูกขาด ธุรกิจพรรคพวก หรือแม้กระทั่งพวกสีเทาสีดำ ผลที่ตามมาคือทำให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่น
นายโภคิน กล่าวว่า ภายใต้ระบบอำนาจนิยมและระบบราชการ ประชาชนถูกมอมเมาให้ยึดติดกับลัทธิบูชาตัวบุคคล เชื่อในปาฏิหาริย์ หวังพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เทวดา ผี เครื่องรางของขลัง และต้องการฮีโร่มาปราบสิ่งต่างๆ ดังนั้น เมื่อประชาชนทั้งตัวเล็ก จน และงมงาย เขาจะไม่พัฒนาตัวเอง ไม่ลุกขึ้นต่อสู้เพื่อสิ่งที่ถูกต้องในระบอบประชาธิปไตย แต่จะยอมเป็นเครื่องมือของพลังสีเทาทั้งหลาย
นายโภคิน กล่าวต่อว่า ตนยอมรับว่ารู้สึกอึดอัดกับเรื่องนี้ สมัยก่อนก็ช่วยหลายวัด ไปวางศิลาฤกษ์ ทำเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์มาก็เยอะ วันนี้รู้สึกว่าในอดีตทำผิดมาก สมัยที่ตนเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พระก็มาวิ่งเต้นเรื่องพัดยศ เพราะระบบของประเทศเรา ยศของพระตั้งโดยฆราวาส พระก็ไม่ได้อยากจะหลุดพ้น แต่อยากมีตำแหน่งในทางพระ ดังนั้น แม้แต่พระก็ยังถูกครอบงำด้วยระบบอำนาจนิยมและระบบอุปถัมภ์ ไม่ได้ถูกครอบงำด้วยหลักศาสนา เมื่อพระเป็นแบบนี้ แล้วฆราวาสจะรอดหรือ สรุปแล้วทั้งทางโลกและทางธรรม ก็เดินแนวทุจริตเหมือนกัน และถ้าขนาดพระยังไม่รอด แล้วองค์กรอิสระจะรอดหรือ

นายโภคิน ย้อนความหลังในอดีตว่า องค์กรอิสระเกิดขึ้นในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ด้วยกระแสสังคมในช่วงเวลานั้น คืออยากเห็นการปฏิรูปการเมือง ทำให้การเมืองภาคประชาชนแข็งแรง จึงมีความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญในช่วงปี 2538-2539 เพื่อให้มี สสร.เกิดขึ้น เนื่องจากตอนนั้นทุกคนมีความเห็นตรงกันว่า ประเทศควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งองค์กรอิสระเกิดขึ้นในวันนั้น
นายโภคิน กล่าวต่อว่า ส่วนทำไมวันนี้องค์กรอิสระถึงทำหน้าที่ของเขาไม่ได้ เพราะ คนที่ช่วยคัดกรองบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งไปให้วุฒิสภาเลือก ก็มีส่วนหนึ่งมาจากพรรคการเมือง ตนก็เห็นมีการล็อบบี้กัน แต่สมัยก่อนที่ตนสังเกต แย่ที่สุดคือพยายามไม่ให้คนฝ่ายตรงข้ามได้ตำแหน่ง หรือได้คนกลางๆมาก็ยังดี แต่ปัจจุบันมีลักษณะการเลือกว่าต้องเป็นบุคคลนี้เท่านั้น ในอดีตไม่เคยปรากฏแบบนี้มาก่อน แต่เมื่อองค์กรอิสระมีอำนาจในการชี้ขาดเรื่องต่างๆ ฝ่ายการเมืองก็จำเป็นต้องมีพวก
นายโภคิน เสนอการแก้ปัญหาว่า เราต้องสร้างภาคประชาชนให้เข้มแข็ง ต้องทำให้เกิดการถ่วงดุลให้ได้ ซึ่งการแก้รัฐธรรมนูญนั้นจำเป็น แต่อย่าไปคิดทำใหม่ทั้งฉบับ เพราะยังไงก็ไม่ผ่าน วันนี้มีคนหนึ่งได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะตั้งคนของตัวเองไว้หมดแล้ว แต่สิ่งที่เราควรทำในวันนี้คือ 1.กลับไปใช้รูปแบบรัฐธรรมนูญปี 40 ให้ประชาชน สามารถเข้าชื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระได้ 2.ผลักดันให้มี ป.ป.ช.ภาคประชาชน เพื่อให้เกิดการล็อบบี้ยากขึ้น 3.ต้องแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตของประชาชน 4.ลดขนาดรัฐราชการลง
นายโภคิน กล่าวว่า ประชาชนไม่ได้สนใจองค์กรอิสระ แต่เขาต้องการชีวิตที่มั่นคงในทุกช่วงวัย ประชาธิปไตยเป็นเรื่องของภราดรภาพ เสรีภาพ ความเสมอภาคทางกฎหมาย แต่ความเป็นพี่น้อง ความเห็นอกเห็นใจ การต่อสู้กับสิ่งที่ไม่ถูกต้องร่วมกัน นี่คือความหมายของประชาธิปไตย และไม่ใช่ว่าทุกองค์กรต้องออกมาพูดว่า ซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์ ดัดจริตทั้งนั้น แต่เราต้องร่วมมือกัน ไม่ยอมให้คนที่เอาเปรียบพี่น้องยืนอยู่ได้ ต้องสร้างประชาชนให้เข้มแข็ง

