หน้าแรก การเมือง “นพดล” ชู 4 โ...

“นพดล” ชู 4 โจทย์ใหญ่ประเทศ นิยามใหม่ “รักชาติ” ต้องยึดผลประโยชน์ชาติเหนือฝ่ายการเมือง

13.09.26 | 17:46 น.

“นพดล” ชู 4 โจทย์ใหญ่ประเทศ นิยามใหม่ “รักชาติ” ต้องยึดผลประโยชน์ชาติเหนือฝ่ายการเมือง

ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ที่ปรึกษาคณะดิจิทัล และอาจารย์ประจำหลักสูตรปริญญาโท คณะรัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม เผยแพร่บทความเรื่อง “4 เรื่องใหญ่ของประเทศ กับความรักชาติวันนี้” วิเคราะห์สถานการณ์สำคัญที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ ทั้งปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ทุนเทาและนอมินีต่างชาติ การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์และความมั่นคงทางพลังงาน ตลอดจนข้อถกเถียงเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา โดยชี้ว่า แม้แต่ละเรื่องดูแตกต่างกัน แต่ล้วนเชื่อมโยงกับคำถามสำคัญว่า ประเทศไทยจะรักษาอธิปไตย ทรัพยากร โอกาสทางเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นของประชาชนไว้ได้อย่างไร


ผศ.ดร.นพดล ระบุถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า ยังคงส่งผลกระทบต่อประชาชน โดยรัฐบาลได้เพิ่มกรอบเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอีก 240.75 ล้านบาท ขณะที่ภาครัฐต้องบริหารทั้งความมั่นคง อธิปไตย และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศควบคู่กัน ดังนั้น ปัญหาชายแดนจึงไม่ควรถูกลดทอนเหลือเพียงการแข่งขันว่าใครแข็งกร้าวกว่าใคร

ประเทศที่เข้มแข็งต้องสามารถรักษาอธิปไตยโดยไม่ยอมเสียผลประโยชน์ของชาติ พร้อมกับรักษาสติไม่ให้ความรักชาติกลายเป็นความเกลียดชัง ขณะที่ประชาชนต้องไม่เผยแพร่ข้อมูลที่ยังไม่ได้ตรวจสอบ ไม่สร้างความเกลียดชังระหว่างประชาชนสองประเทศ และไม่ปล่อยให้ข่าวปลอมกลายเป็นอาวุธอีกชนิดหนึ่งในความขัดแย้ง

สำหรับปัญหาทุนเทาและการใช้นอมินี ผศ.ดร.นพดล ระบุว่า ประเทศไทยต้องการเงินลงทุนจากต่างชาติ แต่การ “เปิดประเทศ” ต้องไม่หมายถึงการเปิดช่องให้ทุนที่ไม่โปร่งใสเข้าครอบครองที่ดิน ธุรกิจ หรือทรัพยากร และใช้คนไทยเป็นเพียงชื่อบนเอกสาร โดยรัฐบาลระบุว่า การปราบปรามเครือข่ายลักษณะดังกล่าวมีการยึดและอายัดทรัพย์รวมกว่า 20,000 ล้านบาท

Advertisement

ทั้งนี้ การรักษาผลประโยชน์ของชาติไม่ได้หมายถึงการต่อต้านต่างชาติ แต่ควรต้อนรับนักลงทุนที่สุจริต สร้างความเชื่อมั่นแก่ภาคธุรกิจ และบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม โดยต้องแยกให้ชัดเจนระหว่าง “ทุนที่สร้างประเทศไทย” กับ “ทุนที่เข้ามาใช้ประเทศไทย”

ส่วนการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งรัฐบาลระบุว่ามีมูลค่าการลงทุนที่เกี่ยวข้องประมาณ 750,000 ล้านบาท ถือเป็นโอกาสสำคัญของประเทศ แต่ไม่ควรวัดความสำเร็จเพียงจำนวนเงินลงทุน ต้องพิจารณาด้วยว่าคนไทยได้งานทักษะสูงจำนวนเท่าใด ธุรกิจไทยมีส่วนร่วมในห่วงโซ่คุณค่ามากน้อยเพียงใด ประเทศได้รับองค์ความรู้และเทคโนโลยีอะไร ตลอดจนปริมาณการใช้ไฟฟ้าและน้ำ ภาระต้นทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการคุ้มครองข้อมูลสำคัญของคนไทย

ผศ.ดร.นพดล มองว่า ในโลกยุคใหม่ “อธิปไตย” ไม่ได้หมายถึงเพียงเส้นเขตแดน แต่ยังครอบคลุมถึงอธิปไตยด้านข้อมูล พลังงาน และเทคโนโลยี โดยเฉพาะความมั่นคงทางพลังงาน ท่ามกลางความผันผวนของราคาน้ำมันจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ประเทศไทยต้องคิดให้ไกลกว่าคำถามว่าน้ำมันวันพรุ่งนี้จะขึ้นหรือลง แต่ต้องตอบให้ได้ว่า หากเส้นทางพลังงานโลกเกิดปัญหารุนแรง ประเทศไทยจะสามารถดำรงอยู่ได้อีกกี่วัน และระบบเศรษฐกิจจะเดินหน้าต่ออย่างไร

จึงจำเป็นต้องกระจายแหล่งพลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพ ลดการพึ่งพาจากแหล่งเดียว ส่งเสริมพลังงานที่ประเทศสามารถผลิตได้เอง รวมทั้งออกแบบระบบไฟฟ้าให้รองรับเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต ซึ่งไม่ใช่ภารกิจของกระทรวงพลังงานเพียงหน่วยงานเดียว แต่เป็นเรื่องความมั่นคงแห่งชาติ รวมถึงการปฏิรูปกฎหมายดิจิทัลเพื่อให้ประเทศไทยสามารถยืนอยู่ได้อย่างมั่นคงในโลกที่มี “เขตแดนดิจิทัล”

สำหรับกรณีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งวันที่ 14 กันยายน 2569 กกต.มีกำหนดพิจารณาสำนวน ผศ.ดร.นพดล ระบุว่า ผลประโยชน์ของชาติไม่ได้อยู่ที่การทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะ แต่อยู่ที่การทำให้ประชาชนเชื่อมั่นว่า คนผิดต้องไม่รอด คนบริสุทธิ์ต้องไม่ถูกเหมารวม องค์กรอิสระต้องไม่ถูกแทรกแซง และพยานหลักฐานต้องมาก่อนกระแสสังคม

หากมีการฮั้วจริงต้องดำเนินการให้ถึงที่สุด แต่หากจะขยายความรับผิดจากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคล จาก สว.ไปถึงพรรคการเมือง หรือจากพรรคไปถึงรัฐบาล ก็ต้องพิสูจน์ด้วยพยานหลักฐานทุกชั้น เพราะหลักนิติธรรมต้องไม่ตัดสินบุคคลตามสี ตามฝ่าย หรือกระแสสังคม แต่ต้องตัดสินด้วยข้อเท็จจริงและกฎหมาย

ผศ.ดร.นพดล ยังเสนอให้ขยายความหมายของคำว่า “รักชาติ” ในศตวรรษนี้ โดยไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์หรือความโกรธเมื่อเกิดข้อพิพาทเรื่องดินแดน แต่ยังหมายถึงการไม่แชร์ข่าวปลอม ไม่ยอมเป็นนอมินีให้ทุนผิดกฎหมาย ไม่ขายบัญชีธนาคารให้มิจฉาชีพ ไม่เพิกเฉยต่อการทุจริต ใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ ตลอดจนเรียกร้องให้โครงการขนาดใหญ่เปิดเผยข้อมูลและสามารถตรวจสอบได้

ขณะเดียวกัน ภาครัฐต้องเปลี่ยนวิธีวัดความสำเร็จจากจำนวนเงินลงทุน จำนวนโครงการ หรือจำนวนครั้งในการจับกุม มาเป็นการวัดผลลัพธ์ว่า ประเทศไทยมีความปลอดภัยขึ้นหรือไม่ ประชาชนได้รับประโยชน์มากขึ้นหรือไม่ ทรัพยากรถูกใช้อย่างคุ้มค่าหรือไม่ ข้อมูลของประชาชนปลอดภัยหรือไม่ และความเชื่อมั่นต่อภาครัฐเพิ่มขึ้นหรือไม่

ผศ.ดร.นพดล ทิ้งท้ายว่า ผลประโยชน์ชาติไม่ใช่ของรัฐบาล ประเทศไทยไม่ใช่ของพรรคการเมืองใด และอนาคตของชาติไม่ใช่หน้าที่ของคนเพียงกลุ่มเดียว การตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์ การเลือกประโยชน์ส่วนรวมเหนือผลประโยชน์เฉพาะหน้า และการเลือกข้อเท็จจริงเหนือความชอบส่วนตัว ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการปกป้องประเทศ

“ประเทศไทยจะเข้มแข็ง ไม่ใช่เพราะเราเห็นเหมือนกันทุกเรื่อง แต่เพราะถึงแม้เราเห็นต่างกัน เราก็ยังเลือกผลประโยชน์ของชาติไว้เหนือผลประโยชน์ของฝ่าย” ผศ.ดร.นพดล ระบุ