หน้าแรก การเมือง ประธานกกต. เป...

ประธานกกต. เปิดเหตุไม่ฟ้องเนวิน-กก.บห.ภูมิใจไทย ไม่เชื่อพยาน ชี้มีคดี ถูกขับหนีไปกล้าธรรม

14.09.26 | 16:52 น.

ประธานกกต. เปิดเหตุไม่ฟ้องเนวิน-กก.บห.ภูมิใจไทย ไม่เชื่อพยาน ชี้ถูกขับหนีไปกล้าธรรม

วันที่ 14 กันยายน นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกกต. กล่าวถึงการไม่ส่งเรื่องให้ศาลฎีกา กรณีกรรมการบริหารพรรค ว่า เป็นมติกกต.เสียงข้างมาก ซึ่งต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่าข้อกล่าวหาที่ 1 กับข้อกล่าวหาที่ 2 เชื่อมโยงกัน ข้อกล่าวหาที่ 1 เป็นกรณีความปรากฏ แล้วกกต.สั่งให้รับเรื่องแล้วไต่สวน คือถ้าดูแล้วผู้ถูกร้อง 187-206 และ 228 ก็คือ นายเนวิน ชิดชอบ ข้อกล่าวหานี้ เป็นความปรากฎจากสำนวนสอบสวนมีการแจ้งข้อกล่าวหาว่าเป็นกรรมการบริหารพรรค หรือผู้มีตำแหน่งทางการเมือง เข้าไปช่วยเหลือ สว. 140 คน ที่เชื่อว่ามีชื่อในโพย และได้อันดับต้นๆ ว่าได้รับการช่วยเหลือจาก 21 คนนี้


ซึ่งเราต้องดูข้อกล่าวหา คำชี้แจง พยานหลักฐาน สำนวนนี้มีพยานรหัสที่ 16/26 รหัส 21/26 และ22/26 และ 25/26 และ นางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท เป็นพยานกล่าวอ้างว่า แต่พยานสำคัญ คือพยานรหัสที่ 16 ที่เป็นประเด็น มาให้ถ้อยคำว่ารู้เห็น 4 เหตุการณ์ ว่ากก.บห. คนรุ่นใหม่ นำโดย นายภราดร ปริศนานันทกุล ร่วมวางแผนฮั้วสว. ศึกษาระเบียบ คิดค้นโปรแกรมออฟไลน์ โดยทราบจากเพื่อนสส.และกก.บห.

เหตุการณ์ที่ 2 เป็นช่วงมีการเลือกสว. คือ 26 มิ.ย.67 หลังเลือกสว.ระดับจังหวัด ก่อนการเลือกระดับประเทศ มีการประชุมกก.บห.ภูมิใจไทย มีการบรรยายวิธีให้เป็นไปตามแผน โดยมีนายภราดร และ นายไชยชนก ชิดชอบ เป็นผู้บรรยาย มีนายเนวิน และนายอนุทิน นั่งหัวโต๊ะเป็นประธาน พยานอ้างว่าประชุมร่วม

เหตุการณ์ที่ 3 วันที่ 24 มิ.ย. 2567 ไปที่ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุวรรณภูมิ วิทยาเขตหันตรา ทำโพยฮั้ว ทีติวเตอรื เป็น นางสุขสำรวย วันทนียกุล มาร่วมด้วย

Advertisement

เหตุการณ์ที่ 4 หลังเลือกระดับประเทศนำสว.ในสายไปรับมอบนโยบายจากนายเนวิน ที่โรงแรมพูลแมน คิงพาวเวอร์ ผู้ถูกร้องทุกคนปฏิเสธ

ซึ่งตนวินิจฉัยว่า กรณีนี้เป็นการเลือกสว.ระดับประเทศ เมื่อ 26 มิย. 67 และกกต.ประกาศผลการเลือกเมื่อ 10 กค. 67 ภายหลังประกาศผล มีการร้องเรียน การเลือกสว.ว่าไม่ชอบ มีผู้ร้องและผู้ถูกร้องจำนวนมาก

และ 18 มีนาคม 2568 มีการรับทราบจากกกต.ว่าดีเอสไอ มีหนังสือแจ้งเรื่องรับสอบสวน กรณีมีผู้ร้องขอความเป็นธรรม ซึ่งกกต.เห็นว่ามีมูล มีการฝ่าฝืนพรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกสว. จึงเสนอให้ตั้งเรื่อง โดยวันที่ 18 มีนาคม ไม่มีการแถลงข้อกล่าวหาทั้ง 21 คน ตอนนั้นกกต.ตั้งชุดไต่สวน 26 ดำเนินการไต่สวนเรื่อยมา จนจะเห็นว่าคนถูกร้องจริงๆ คือคนที่มีชื่อ 1-7 ของโพย มีผู้ถูกกล่าวหา 140 คน

ต่อมาวันที่ 10 มิ.ย.2568 ผ่านมาหลายเดือนกกต. ได้รับรายงานจากชุด 26 ว่ามีผู้กระทำความผิดทั้งผู้มีสิทธิ์เลือก และผู้มีตำแหน่งทางการเมือง เริ่มขอให้กกต.รับเรื่องสอบกก.บริหารพรรค และผู้มีส่วนในพรรค เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.68 ซึ่งเป็นภายหลังจากรับคำร้องตั้งแต่แรก ซึ่งก็มาจากพยานรหัสต่างๆมาให้ถ้อยคำว่ามีผู้ร่วมกระทำความผิด

การรับรองผลล่วงเลยมาเป็นเวลานาน ทำไมไม่เคยแจ้งเหตุ ไม่แจ้งกกต.เลยว่ากลุ่มคนเหล่านี้กระทำความผิด พยานปากนี้ให้ถ้อยคำ ชุด 26 หลังจากที่อ้างว่ารู้เห็นเหตุการณ์มานาน หากพูดเรื่องการเมือง พยานรหัส 16/26 เคยเป็นสส.ภูมิใจไทย และมีมติให้พ้นจากพรรค เพราะพยานคนนี้ถูกศาลจังหวัดขอนแก่น ตัดสินว่าทำความผิด ยักยอกเงินสหกรณ์ครูหลายร้อยล้าน ถูกจำคุก และย้ายไปพรรคกล้าธรรม แล้วตอนนั้นก็ขัดแย้งกัน

28 พ.ค. 2568 พยานรหัส 16 จึงมาให้ถ้อยคำ ขอกันตัวเองมาเป็นพยาน ก็เห็นว่าตอนนั้นก็มีมูลเหตุ ข้อน่าสงสัยว่ามีเจตนาอย่างไร จึงต้องฟังด้วยความระมัดระวัง จะว่าไม่มีเหตุโกรธเคืองก็ไม่ถนัด

นอกจากนี้พยานอ้างว่าเหตุเกิดที่พรรคภูมิใจไทย ก็มีพยานรหัส 16/26 คนเดียวที่ให้การ แล้วเหตุการณ์ 1 หรือ 2 ก็ไม่พบว่ามีการเก็บเครื่องมือสื่อสาร แต่ก็ไม่พบหลักฐานอื่นเลย ภาพถ่ายใดๆ ไม่ปรากฏกระทั่งหลักฐานการปฏิบัติการของนายภราดร ไม่มีวัตถุพยานโปรแกรม ว่ามีลักษณะใด ที่อ้างว่ามีเงินจำนวนมหาศาล ก็ไม่ปรากฏว่าจ่ายให้ใคร ไม่มีเส้นเงิน พยานปากนี้ให้การไม่ได้ว่าให้เงินอย่างไร ใครรับบ้าง เป็นการกล่าวอ้างลอยๆ

ข้อกล่าวหานี้ยังมีพยานอีก 2 ปาก คือ 21/26 และ 22/26 ทั้ง 2 คน เป็นสว.ทั้งคู่ ก็ถือเป็นพยานประกอบ เราก็มาดูว่าพยานประกอบเชื่อมโยงสอดคล้อง กับพยาน 16/26 หรือไม่ เพราะพยานทั้ง 2 บอกว่าไปร่วมที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุวรรณภูมิ และอ้างว่า นางสุขสำรวยร่วมด้วย และพยานรหัส 22 บอกว่ารวมกลุ่ม กับรหัส 16 ทราบว่า กลุ่ม16/26 ได้โควตา 2 คน ซึ่งไม่มีถ้อยคำใดเลยว่าพยาน 22/26 ที่อยู่พะเยา มาอยู่ในกระบวนการเขาเลย แต่บอกว่ามีคนเดียวคือ 21/26 ที่อยู่ขอนแก่น ทำให้เห็นว่าความสอดคล้องของพยานไม่มีเลย

สำคัญสุดคือพยานทั้ง 3 มากลับคำให้การ โดยมีหนังสือถึงประธานกกต.บอกว่าพฤติการณ์ที่อ้างไว้ ไม่เป็นความจริง การชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน ผมอยู่ศาลมา 38 ปี ทำหน้าที่ผู้พิพากษา พยานกลับคำ ตนลงโทษมาเยอะ แต่พยาน 3 ปากนี้ ไม่น่าเชื่อถือมาตั้งแต่แรก

“ผมเคยอยู่ศาล อาจมีละเมิดอำนาจศาล ถ้าวิพากษ์วิจารณ์ แต่ผมมาอยู่ตรงนี้ ไม่มีอะไรป้องกัน ผมคุยกับกกต.หลายๆท่าน เกราะคือปฏิบัติตามกฎหมาย อธิบายสังคมให้ได้ว่าสิ่งที่ชี้ไปมีคำอธิบายหรือไม่ ผมคิดว่ามีความชัดเจน ก็อยากให้ท่านใช้วิจารณญาณว่า กกต. ไม่เคยที่จะทำอะไรที่มันนอกลู่นอกทาง ตั้งแต่มารับตำแหน่ง วันนี้ 1 ปี 14 วัน พยายามพัฒนาองค์กร ขอโอกาสจากสังคม ดูการทำงานไปยาวๆ”