หน้าแรก การเมือง อาจารย์มช. ชี...

อาจารย์มช. ชี้ฮั้วสว.ถูกตัดตอน คาใจกกต. มาตรฐานไม่เหมือนเลือกตั้งท้องถิ่น

15.09.26 | 12:31 น.

อาจารย์มช. ชี้ฮั้วสว.ถูกตัดตอน คาใจกกต. มาตรฐานไม่เหมือนเลือกตั้งท้องถิ่น

เมื่อวันที่ 15 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผศ.ดร.ณัฐกร วิทิตานนท์ อาจารย์ประจำสำนักวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยหลัง กกต.มีมติพิจารณาสำนวนไต่สวนคดีฮั้วเลือก สว. ส่งฟ้องศาลฎีกา 77 คน จากผู้ถูกร้อง 427 คน ว่า ไม่เหนือความคาดหมายเพราะทราบกันดีว่า กกต.ชุดนี้มาจากการเลือกของ สว.ชุดนี้ 4 คน จากทั้งหมด 7 คน จึงเป็นเรื่องที่ตัดสินใจยากเพราะระบบโครงสร้างการเมืองถูกออกแบบมาให้ สว.เลือกองค์กรอิสระและให้องค์กรเหล่านี้ไปตรวจสอบนักการเมือง แต่ปรากฏว่า สว.ที่ถูกเลือกไม่ได้ปลอดจากการเมือง และไม่เป็นไปตามความตั้งใจของกลุ่มอาชีพ แต่กลายเป็นฝ่ายการเมืองเข้ามาจัดตั้ง หรือที่สื่อใช้คำว่า “ฮั้ว”


ทั้งนี้จึงพอคาดเดาผลลัพธ์ได้ว่าจะไม่ถึงนักการเมือง ไม่ใช่แค่เรื่องนี้ถ้าย้อนกลับไปดูเรื่องทุจริตท้องถิ่น หรือเรื่องอื่นๆ ก็ไม่ถึงนักการเมืองเพราะถูกตัดตอนที่ข้าราชการ กรณีนี้ก็ตัดตอนที่ สว. แต่โดนไม่เยอะจึงไม่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่หาก กกต. มีมติส่งฟ้อง สว.มากว่า 100 คน เกมในสภาสูงจะเปลี่ยนทันทีเพราะ สว.ที่เหลืออยู่เป็นสีอื่นไม่ใช่สีน้ำเงิน ซึ่ง สว.สีน้ำเงินยังอยู่ในสภามากกว่าหลักร้อย แม้ต้องหยุดปฎิบัติหน้าที่ไป 26 คน ก็ไม่กระทบเพราะ สีน้ำเงินยังกุมเสียงข้างมากในสภาสูงอยู่

ผศ.ดร.ณัฐกร กล่าวอีกว่า แม้ไม่ส่งผลทางการเมืองแต่ในทางกลับกันอาจส่งผลต่อสิ่งที่คนเชื่อ และเป็นอีกครั้งที่ถูกพิสูจน์ว่ามีความเกี่ยวโยงกันระหว่างองค์กรอิสระกับฝ่ายการเมือง ดังนั้นโอกาสที่ทำให้องค์กรอิสระตรวจสอบนักการเมืองได้อย่างที่คาดหวังไม่เกิดขึ้น ขณะที่การส่งฟ้อง สว. 26 คน และบุคคลอื่นๆ ตามที่มีชื่อปรากฏออกมา รวมทั้งหลักฐานที่ไอลอว์ที่เปิดเผยเข้าใจว่ากลุ่มนี้ คือกลุ่มที่มีหลักฐานการโอนเงินชัดเจน

ส่วนกลุ่มที่ กกต.ไม่มีมติส่งฟ้องอาจมีโผแต่ข้อหาที่ กกต.ลงเป็นเรื่องการใช้เงิน หรือ ซื้อคะแนน หมายความว่าหากมีการซื้อต้องมีหลักฐาน และหลักฐานที่ใช้คือการโอนเงิน ซึ่งบางกรณีอาจนัดรับกันถือเงินสดยื่นใส่มือจึงไม่มีหลักฐาน กรณีที่ กกต.มีมิติส่งฟ้องเพราะมีหลักฐานจะแจ้งเกินกว่าที่จะไม่ส่งเรื่องใหศาลฎีกาวินิจฉัย

Advertisement

“หาก กกต.ส่งสำนวนให้ศาลฎีกาและมีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณา สว. ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลฎีกาจะมีคำพิพากษา หากศาลฎีกามีคำพิพากษาว่ามีการกระทำความผิด สว. จะถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและสิ้นสุดสมาชิกภาพลงนับแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่ และต้องถูกดำเนินคดีอาญาต่อแยกจากคดีเลือกตั้ง คาดว่าใช้เวลาโดยเฉลี่ยเกือบ 1 ปีกว่าศาลฎีกาจะมีคำพิพากษา” ผศ.ดร.ณัฐกร กล่าว

ผศ.ดร.ณัฐกร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีนี้ไม่เป็นบรรทัดฐานให้เคสอื่นๆ เพราะคดีของท้องถิ่น กกต.เขี้ยวมากกว่านี้ โดยกฏหมายเขียนไว้ว่า “หลักฐานอันควรเชื่อ” หมายความว่าถ้าเจอหลักฐาน หรือ กกต.สงสัยอะไรก็ส่งให้ศาลตัดสิน ซึ่งส่วนใหญ่ศาลก็ไม่ได้ตัดสินแบบ กกต. แม้ กกต.จะให้ใบเหลืองแต่ศาลอาจยกฟ้อง ที่ผ่านมากรณีท้องถิ่นมีหลักฐานไม่เยอะ เช่นหาเสียงเกินเวลา แต่มีคนร้องเข้ามา กกต.ก็ส่งฟ้องศาล เหมือนกรณีเคสของนายก ทต.สุเทพ เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่าถ้าเป็นการเลือกตั้งท้องถิ่น กกต.เขี้ยวและเข้มข้นมากกว่า กรณีนี้จึงไม่เป็นบรรทัดฐาน เพราะ สว.ต้องมีหลักฐานโจ่งแจ้งมากกว่า

ขณะเดียวกันก็ไม่มีผลต่อการเมืองเพราะจำนวน สว.ที่ถูกส่งฟ้องมีเพียง 26 คน จากที่มีอยู่ในสภา 150 คน ยังเหลืออยู่ 130 คนยังกุมเสียงข้างมากในสภาอยู่ ไม่มีการเลื่อน สว.สำรองขึ้นมาแทนต้องรอให้ศาลฎีกามีคำพิพากษาก่อน ดังนั้น สว.สีน้ำเงินจึงคุมเกมในสภาต่อไป แต่อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชน รวมทั้งนักการเมืองท้องถิ่นที่เคยถูกส่งฟ้องอาจตั้งข้อสงสัยแม้มีหลักฐานไม่มากแต่มีคนไปร้อง ขณะที่ สว. ต้องมีหลักฐานชัดเจน พยานกลับคำให้การก็ไม่รับ หรือมีลักษณะความน่าเชื่อถือของพยานก็ไม่รับฟัง ส่วนหลักฐานเช่น เส้นทางการเงิน หรือข้อมูลการใช้โทรศัพท์ เป็นเรื่องที่พูดยากเพราะไม่ทราบชัดเจนว่ามีการพูดคุยกันเรื่องอะไร โดยทั่วไปศาลจะไม่รับฟังแม้รู้ว่ามีการติดต่อกันแต่ไม่รู้ว่าพูดคุยกันเรื่องอะไรเป็นเพียงเหตุแห่งความสงสัยเท่านั้น