ครม.ไฟเขียว “ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” คุ้มครองที่อยู่อาศัย 30 ล้านหลังคาเรือน รับมือ 3 ภัย “น้ำท่วม-วาตภัย-แผ่นดินไหว” เริ่มคุ้มครอง 1 ต.ค.นี้
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 15 กันยายน นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ว่า ครม.เห็นชอบให้มี ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ตามที่กระทรวงมหาดไทย เสนอ เพื่อปรับการบริหารจัดการภัยพิบัติจากการช่วยเหลือเยียวยาหลังเกิดเหตุ สู่การบริหารและถ่ายโอนความเสี่ยงล่วงหน้าผ่านระบบประกันภัย
นายเอกภพ กล่าวว่า การจัดให้มีระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติเป็นการปรับแนวทางของภาครัฐจากตั้งรับหลังเกิดภัย สู่ บริหารความเสี่ยงล่วงหน้าเนื่องจากภัยพิบัติมีความรุนแรงและความถี่เพิ่มขึ้น ขณะที่พื้นที่ประสบภัยไม่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้าอย่างแน่นอน ระบบประกันภัยจึงเข้ามาเป็นเครื่องมือให้ภาครัฐสามารถประเมิน วางแผน และกำหนดล่วงหน้าว่าความเสี่ยงส่วนใดรัฐจะรับไว้ และส่วนใดสามารถกระจายหรือถ่ายโอนไปยังระบบประกันภัย ช่วยลดความไม่แน่นอนของภาระงบประมาณ และทำให้ประชาชนเข้าถึงเงินช่วยเหลือหรือชดเชยความเสียหายได้รวดเร็วขึ้น ในยุคที่ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศส่งผลให้ประเทศไทยและโลกต้องเผชิญความเสี่ยงต่อภัยพิบัติที่บ่อยครั้งและรุนแรงขึ้น
สำหรับความคุ้มครองด้านที่อยู่อาศัย จะครอบคลุมประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือน ตามข้อมูลสถิติจำนวนบ้านของสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ณ วันที่ 10 ก.ย.ครอบคลุมความเสียหายจากอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว โดยมีวงเงินคุ้มครองสูงสุด 1 แสนบาทต่อหลังคาเรือนต่อภัยที่เกิดขึ้น ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ แบ่งเป็นอุทกภัย ค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 10,000 บาท และเพิ่มเติมสูงสุด 90,000 บาทต่อครั้ง ส่วนวาตภัยและแผ่นดินไหว ค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 5,000 บาท และเพิ่มเติมสูงสุด 95,000 บาทต่อครั้ง นอกจากนี้ ยังมีความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตจากภัยดังกล่าว 2 ล้านบาทต่อคน
ครม.มอบหมายให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณให้เป็นไปตามกรอบวงเงินและวัตถุประสงค์ที่กำหนด ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ร่วมกับสมาคมประกันวินาศภัยไทย ดำเนินการจัดหาผู้รับประกันภัยที่มีมาตรฐาน มั่นคง น่าเชื่อถือ และเป็นธรรม โดยมุ่งให้มีศักยภาพในการจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมายโดยเร็ว พร้อมให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นหน่วยรับงบประมาณและเบิกจ่ายให้ผู้รับประกันภัยตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
นายเอกภพ กล่าวว่า รัฐบาลเดินหน้าปรับการรับมือภัยพิบัติจากการรอจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือหลังเกิดเหตุ สู่การเตรียมระบบบริหารและถ่ายโอนความเสี่ยงไว้ล่วงหน้าผ่าน “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” เพื่อให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองด้านชีวิตและทรัพย์สินและเข้าถึงเงินชดเชยได้รวดเร็วเมื่อเกิดภัย ขณะเดียวกันภาครัฐสามารถประเมินและบริหารความเสี่ยง กำหนดภาระที่รัฐต้องรับผิดชอบ และวางแผนการใช้จ่ายงบประมาณได้อย่างเป็นระบบ ลดความไม่แน่นอนของภาระงบประมาณจากการเยียวยาหลังเกิดภัย พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสาธารณภัยของประเทศ รองรับสถานการณ์ภัยพิบัติที่มีแนวโน้มรุนแรงและเกิดบ่อยครั้งมากขึ้น



