หน้าแรก การเมือง วัส ชี้ ทางออ...

วัส ชี้ ทางออกฮั้วส.ว.67 ศาลฎีกาต้องหาความจริง ชื่นชมกกต.เสียงข้างน้อย มองภาพรวมไม่ตัดตอน

16.09.26 | 09:37 น.

วัส ชี้ ทางออกฮั้วส.ว.67 ศาลฎีกาต้องหาความจริง ชื่นชม กกต.เสียงข้างน้อย มองภาพรวมไม่ตัดตอน

 


เมื่อวันที่ 16 กันยายน นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และอดีตประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)

กกต.เสียงข้างน้อย ขอให้ความจริงไปถึงศาลฎีกา :ทางออกจากปม “ฮั้ว ส.ว.2567” อาจอยู่ที่การให้ศาลค้นหาความจริง

การออกมาให้สัมภาษณ์ของ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 น่าสนใจไม่น้อย เพราะสิ่งที่เขาพยายามทำไม่ได้เป็นเพียงการชี้แจงว่า มติ กกต. เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา “ไม่ใช่มติเอกฉันท์หรือเสียงข้างมากเสียงข้างน้อยเท่านั้น” หากยังเป็นการเปิดให้สังคมเห็นว่า ภายใน กกต. มีการประเมินพยานหลักฐานแตกต่างกันอย่างไร

Advertisement

ในวันเดียวกัน สำนักงาน กกต.ออกข่าวประชาสัมพันธ์ว่า ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีผู้ถูกร้องรวม 161 ราย และมีมติไม่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและไม่ดำเนินคดีอาญา แต่เมื่อดูรายละเอียดแล้วกลับพบว่า ผลการลงมติไม่ได้เป็นหนึ่งเดียวทั้งหมด

ในข้อกล่าวหาตามมาตรา 76 วรรคหนึ่ง กรณีนักการเมืองช่วยผู้สมัคร ส.ว. มีผู้ถูกร้อง 21 ราย แบ่งเป็นมติเอกฉันท์ 7 ราย มติ 6 ต่อ 1 จำนวน 2 ราย และมติ 5 ต่อ 2 จำนวน 12 ราย (เช่น นายอนุทิน ชาญวีรกูล, นายเนวิน ชิดชอบ, นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล, น.ส.สุขสมรวย วันทนียกุล, นายภราดร ปริศนานันทกุล, นายเนวิน ชิดชอบ และกรรมการบริหารพรรคอีกหลายท่าน โดยมี นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ และนายชาย นครชัย เป็น 2 เสียงข้างน้อยใน กกต. ที่เห็นว่ามีความผิด)

ส่วนข้อกล่าวหาตามมาตรา 76 วรรคสอง กรณีผู้สมัคร ส.ว. ยินยอมให้นักการเมืองเข้ามาช่วยเหลือ มีผู้ถูกร้อง 140 ราย ซึ่ง กกต.มีมติ 5 ต่อ 2 ไม่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและไม่ดำเนินคดีอาญา

ตัวเลขเหล่านี้จึงบอกเราว่า คำว่า “กกต.มีมติไม่ส่งฟ้อง” ยังไม่ใช่เรื่องทั้งหมด เพราะคำถามสำคัญกว่าคือ กรรมการแต่ละคนเห็นพยานหลักฐานอย่างไร และเหตุใดจึงเห็นแตกต่างกัน?

นี่เองที่ทำให้คำให้สัมภาษณ์ของนายสิทธิโชติมีคุณค่าทั้งในทางกฎหมายและต่อสังคม

 “มองช้างทั้งตัว” คือหัวใจของความเห็นเสียงข้างน้อย
สิ่งที่น่าชื่นชมในแนวทางการวินิจฉัยของนายสิทธิโชติ คือการไม่พิจารณาพยานหลักฐานแต่ละชิ้นแบบแยกขาดจากกัน หากพยายามนำพฤติการณ์ทั้งหมดมาร้อยเรียงเป็นภาพเดียวกัน
เขาใช้คำเปรียบเทียบง่ายๆ ว่า ต้อง “มองช้างทั้งตัว” ไม่ใช่จับเฉพาะงวงหรือหู แล้วสรุปว่าไม่ใช่ช้าง
หลักคิดนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในคดีที่ถูกกล่าวหาว่ามีการจัดตั้งหรือวางแผนเป็นขบวนการ เพราะการกระทำในลักษณะเช่นนี้ย่อมไม่จำเป็นต้องทิ้ง “หลักฐานชิ้นเด็ด” ไว้ให้เห็นตรงๆ ในขณะเดียวกัน ผู้ที่ร่วมกันกระทำย่อมมีแรงจูงใจที่จะปกปิดการกระทำของตน
ดังนั้น หลักฐานที่พบจึงอาจเป็นเพียง:
• โพยหรือรายชื่อที่จัดเตรียมไว้ล่วงหน้า
• การประชุมในสถานที่ต่างๆ
• การติดต่อทางโทรศัพท์
• เส้นทางการเงิน
• คำให้การของพยานหลายปาก
• พฤติการณ์หลังการเลือกตั้ง
• ภาพจากกล้องวงจรปิด หรือพฤติการณ์เล็กๆ อื่นๆ
แต่เมื่อหลักฐานเหล่านี้สอดคล้องและเชื่อมโยงกัน ก็อาจมีน้ำหนักมากกว่าการพิจารณาแต่ละชิ้นโดยลำพัง นี่คือสิ่งที่นายสิทธิโชติพยายามอธิบาย

เพราะ “โพย” อาจไม่ใช่ปัญหายาก แต่ “ใครเป็นคนคิดโพย” ต่างหากที่เป็นปัญหาใหญ่
นายสิทธิโชติไม่ได้บอกว่า การเขียนโพยทุกชนิดเป็นความผิด เขาแยกอย่างชัดเจนว่า หากผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกใช้กระดาษจดชื่อบุคคลหรือหมาเลขที่ตนต้องการเลือกเพื่อช่วยจำด้วยตนเอง ย่อมเป็นเรื่องหนึ่ง
แต่หากตัวเลขหรือรายชื่อในโพยถูกบุคคลอื่นกำหนดขึ้น แล้วสั่งให้ผู้มีสิทธิเลือกทำตาม นั่นย่อมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ความแตกต่างอยู่ที่ “ดุลพินิจอิสระของผู้เลือก” หากการเลือกถูกทำให้กลายเป็นเพียงการทำตามคำสั่งของบุคคลอื่น การลงคะแนนที่ปรากฏภายนอกว่าเป็นการตัดสินใจของผู้สมัครแต่ละคน นอกจากเป็นการเอาเปรียบผู้สมัครคนอื่นที่ไม่ได้ร่วมขบวนการแล้ว ยังไม่ได้สะท้อนเจตจำนงที่แท้จริงของผู้เลือก
และนี่คือเหตุผลที่ “กระบวนการทำโพย” มีความสำคัญมากกว่าตัวกระดาษโพยเสียอีก

คดีนี้จึงไม่ควรมองเฉพาะว่า “ใครถูกหรือผิด” แต่ต้องถามว่า “กระบวนการเกิดขึ้นได้อย่างไร”
จากคำให้สัมภาษณ์ของนายสิทธิโชติ สิ่งที่ทำให้เขาเชื่อว่าพฤติการณ์ดังกล่าวมีการวางแผน มิใช่เพียงการพบโพย 1 ใบ หรือคำให้การของพยานเพียง 1 คน แต่เป็นการนำหลักฐานหลายประเภทมาประกอบกัน
เขากล่าวถึงการพบโพยหลายแผ่นในหลายพื้นที่ การที่ผู้ได้คะแนนสูงหลายราย ปรากฏชื่ออยู่ในโพย การประชุมตามโรงแรม การเชื่อมโยงของบุคคลกับพรรคการเมืองเดียวกัน หลักฐานโทรศัพท์ เส้นเงิน รวมทั้งพฤติการณ์หลังการประกาศผลเลือก ส.ว.

หากข้อเท็จจริงเหล่านี้เป็นจริงตามที่กล่าวอ้าง คำถามจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า “ใครเป็นคนเขียนโพย?” แต่ต้องถามต่อว่า:

“ใครเป็นคนคิด ใครเป็นคนจัดทำ ใครเป็นคนเผยแพร่ ใครเป็นคนสั่งให้ปฏิบัติตาม และใครเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากกระบวนการทั้งหมด?”

เพราะถ้าการกระทำเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบในหลายพื้นที่ ย่อมยากที่จะอธิบายว่าเป็นเหตุบังเอิญที่เกิดขึ้นแยกจากกันโดยไม่มีการวางแผนหรือประสานมาก่อน

ถ้าฮั้วกันจริง ย่อมต้องมี “ต้นทางของการวางแผน”
นี่คือจุดที่ความเห็นเสียงข้างน้อยของนายสิทธิโชติน่าสนใจเป็นพิเศษ

หากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนเป็นไปตามที่เขาอธิบาย การพิจารณาเฉพาะ “ปลายทาง” เช่น ผู้สมัครคนหนึ่งมีโพย หรือผู้สมัครหลายคนเลือกตามโพย อาจยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เห็นภาพทั้งหมด

เพราะคำถามที่สำคัญกว่าคือ: กระบวนการดังกล่าวเริ่มต้นจากที่ใด? ใครเป็นผู้ริเริ่ม? ใครเป็นผู้กำหนดสูตร? ใครเป็นผู้จัดทำโพย? ใครเป็นผู้ส่งต่อ? ใครเป็นผู้ประสานงานในแต่ละพื้นที่? และสุดท้าย ใครเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากผลการเลือก?

หากสามารถเชื่อมโยงคำตอบเหล่านี้เข้าด้วยกันได้ ก็จะทำให้ข้อเท็จจริงที่ดูเหมือนเป็น “จุดเล็กๆ” หลายจุด มาต่อเชื่อมกลายเป็นภาพเดียวกัน นี่คือความหมายที่แท้จริงของคำว่า “มองช้างทั้งตัว”

เสียงข้างน้อยที่ยืนยันให้เรื่องไปศาลฎีกา
นายสิทธิโชติควรได้รับคำชื่นชมอย่างน้อยในฐานะกรรมการเสียงข้างน้อยที่ยืนยันตามเหตุผลทางพยานหลักฐาน ว่าผู้ถูกกล่าวหารายสำคัญบางรายควรต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง

เพราะการส่งเรื่องไปศาลไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้น “มีความผิดแล้ว” ตรงกันข้าม การส่งเรื่องไปศาลคือการเปิดโอกาสให้ศาลซึ่งเป็นองค์กรตุลาการได้ทำหน้าที่ค้นหาความจริงและวินิจฉัยข้อเท็จจริงตามกระบวนการยุติธรรม

ในคดีที่มีพยานหลักฐานจำนวนมาก มีข้อเท็จจริงเชื่อมโยงหลายระดับ และมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการประเมินพยานหลักฐาน การปล่อยให้ข้อพิพาทยุติลงเพียงในชั้นองค์กรที่ทำการสืบสวนและไต่สวน อาจทำให้สังคมยังมีคำถามค้างคา โดยเฉพาะเมื่อภายใน กกต.เองยังมีกรรมการ 2 คนเห็นว่าพยานหลักฐานมีน้ำหนักเพียงพอที่จะดำเนินการต่อ

การเป็นเสียงข้างน้อยในลักษณะนี้จึงมิใช่เรื่องของการ “เอาชนะเสียงข้างมาก” แต่เป็นการยืนยันว่า เมื่อเห็นว่าพยานหลักฐานมีน้ำหนัก ก็ควรปล่อยให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยในที่สุด

หากศาลพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ผู้ถูกกล่าวหาใดมีความผิด ผู้นั้นก็สมควรรับโทษไป แต่หากศาลเห็นว่า ผู้ใดไม่ผิด ผู้นั้นก็ได้รับการตรวจสอบจากองค์กรตุลาการว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ผู้นั้นก็พ้นมลทิน สามารถสบสายตาของคนในสังคมได้เต็มตา

ทางออกของประเทศ

ทางออกที่ 1: อย่าฟ้องเหมาเข่ง ต้องตรวจสอบให้แน่ชัดก่อนดำเนินคดี
ในระหว่างนี้ หากใครตัดสินใจใช้สิทธิฟ้อง กกต.ต่อศาล ไม่ว่าจะเป็นคดีอาญาหรือคดีประเภทอื่น ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้แน่ชัดว่า กรรมการการเลือกตั้งคนใดเป็นเสียงข้างน้อยที่ลงมติให้ส่งเรื่องไปศาลฎีกา เราไม่มีสิทธิไปฟ้องกรรมการที่เห็นควรให้ดำเนินคดีตั้งแต่แรก

ทางออกที่ 2: ผู้สมัคร ส.ว. และ ส.ว.สำรอง ใช้สิทธิของตนต่อศาลฎีกา
เมื่อมติ กกต.ในส่วนนี้ได้เกิดขึ้นแล้ว ทางออกหนึ่งที่ควรพิจารณาคือ ผู้สมัคร ส.ว. และ ส.ว.สำรอง ซึ่งเห็นว่าตนได้รับความเสียหายจากกระบวนการเลือก ส.ว. ที่ฝ่าฝืนกฎหมายและจริยธรรม อาจพิจารณาใช้สิทธิทางกฎหมายยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งตามช่องทางที่กฎหมายเปิดไว้ เพื่อขอให้ศาลพิจารณาเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น

สังคมไม่ควรปล่อยให้ผู้ที่เชื่อว่าตนได้รับความเสียหายต้องแบกรับผลโดยไม่มีช่องทางให้ศาลตรวจสอบ หากมีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ชี้ว่าการเลือกไม่ได้สะท้อนเจตจำนงเสรี หรือมีพฤติการณ์ที่ทำให้ผลการเลือกถูกบิดเบือนไป ก็ควรเปิดโอกาสให้ศาลซึ่งมีอำนาจตามกฎหมายได้เข้ามาตรวจสอบ

ทางออกที่ 3: เมื่อ กกต.ส่งคดีไปถึงศาลฎีกา ให้ “ความจริง” ไปถึงศาลด้วย
หาก กกต.ดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเพื่อขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้งของผู้ถูกกล่าวหา ผู้ใดก็ตามที่มีข้อมูลหรือพยานหลักฐานอันอาจเป็นประโยชน์เกี่ยวกับ:
• ที่มาของโพย • บุคคลผู้จัดทำหรือสั่งทำโพย
• การประชุมหรือการประสานงาน • เส้นทางการเงิน
• การติดต่อทางโทรศัพท์ • ภาพหรือคลิปจากกล้องวงจรปิด
• รายชื่อหรือเอกสารที่เชื่อมโยงบุคคลต่างๆ
ก็ควรพิจารณานำข้อมูลนั้นมายื่นคำร้องนำส่งต่อศาลฎีกาตามช่องทางและหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เพราะรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 226 วรรคสอง วางกลไกให้ศาลฎีกามีอำนาจไต่สวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ นี่จึงเป็น “โอกาสสำคัญ” ของกระบวนการยุติธรรมในการค้นหาความจริง

จาก “มติ กกต.” สู่ “ความจริงในคำพิพากษา”
เมื่อมติ กกต.เกิดขึ้นแล้ว เราคงย้อนกลับไปเปลี่ยนมตินั้นได้ยาก แต่เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องจบลงพร้อมกับมติ กกต.

เพราะหากเรื่องเข้าสู่ศาลฎีกาแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดไม่ควรเป็นว่า เสียงข้างมากหรือเสียงข้างน้อยใครถูกใครผิด แต่ควรเป็นว่า:

ข้อเท็จจริงที่แท้จริงคืออะไร? มีการวางแผนกันอย่างไร? มีการจัดทำโพยเป็นระบบกันอย่างไร? ใครเป็นผู้ริเริ่ม? ใครเป็นผู้ประสานงาน? เงินมาจากไหน? เงินไปถึงใคร? ผู้สมัครรู้เห็นมากน้อยเพียงใด? การเลือกของผู้สมัครเกิดจากดุลพินิจของตนเองจริงหรือไม่? และกระบวนการทั้งหมดมีผลทำให้ผลการเลือก ส.ว.2567 บิดเบือนไปจากเจตจำนงที่แท้จริงเพียงใด?

คำถามเหล่านี้ไม่ควรได้รับคำตอบจากการคาดเดาของสังคม แต่ควรได้รับคำตอบจากพยานหลักฐานและกระบวนการยุติธรรม
บ้านเมืองไม่ควรต้องอยู่กับ “ความจริงคนละชุด”

สิ่งที่นายสิทธิโชติทำในวันนี้มีคุณค่าอย่างชัดเจน คือเขาทำให้สังคมรู้ว่า ภายใน กกต. ยังมีความเห็นที่แตกต่างกันบนพื้นฐานของการประเมินพยานหลักฐานอย่างมีนัยสำคัญ

และการเปิดเผยความเห็นของเสียงข้างน้อย ไม่ควรถูกมองว่าเป็นการสร้างความแตกแยกในองค์กร หากเป็นการทำให้ประชาชนได้รับรู้ว่า ในคดีที่มีความสำคัญต่อระบบการเมืองของประเทศ กรรมการการเลือกตั้ง แต่ละคนใช้เหตุผลใดในการตัดสินใจ โดยเฉพาะเมื่อเสียงข้างน้อยยืนยันว่า พยานหลักฐานบางส่วนควรได้รับการตรวจสอบต่อในชั้นศาล

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งไม่ได้มีหน้าที่รักษามติของ กกต. แต่มีหน้าที่วินิจฉัยคดีตามกฎหมายและพยานหลักฐาน ดังนั้น หากมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการค้นหาความจริง ก็ควรใช้ช่องทางตามกฎหมายในการนำข้อมูลเข้าสู่กระบวนการพิจารณา โดยไม่ใช้การกล่าวหาในสื่อสังคมออนไลน์อีกต่อไป
บทสรุป: ให้ศาลเป็นผู้ตอบคำถามที่สังคมยังค้างคา

คดีฮั้ว ส.ว.2567 ไม่ควรจบลงเพียงประโยคเดียวว่า “กกต.มีมติไม่ส่งฟ้อง” เพราะข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นว่า กกต.เองก็ไม่ได้มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ในทุกประเด็น มีทั้ง 6 ต่อ 1, 5 ต่อ 2 และ 4 ต่อ 3

สิ่งที่ควรทำต่อไปจึงไม่ใช่การทะเลาะกันว่า “ฝ่ายไหนถูก” แต่คือการนำพยานหลักฐานที่มีอยู่เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบที่สามารถค้นหาความจริงได้อย่างถึงที่สุด

เพราะในท้ายที่สุด สิ่งที่ประเทศไทยต้องการอาจไม่ใช่คำตอบว่า “กกต. ฝ่ายไหนชนะ?” แต่คือคำตอบว่า “การเลือก ส.ว.2567 เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”

และเมื่อความจริงยังมีสิ่งที่ต้องค้นหา ก็ควรปล่อยให้พยานหลักฐานพาเราไปหาความจริง และให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยให้ความจริงนั้นปรากฏในคำพิพากษาเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหา-นี่อาจเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับบ้านเมืองในเวลานี้