ประชุม กสทช. ล่มครั้งที่ 11 ‘สรณ’ ซัดเล่นละครเดิม ย้ำ ยังเป็นประธานตามกฎหมาย ชี้ 22 วาระถูกเร่ง ฝากสืบ ‘ใครได้ประโยชน์’ ปมเร่งพ้นเก้าอี้
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 16 กันยายน ที่ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การจัดประชุม กสทช. ครั้งที่ 25/2569 ยังไม่สามารถจัดประชุมได้ นับว่าเป็นการล่มครั้งที่ 11 เนื่องจากไม่ครบองค์ประชุม ทั้งนี้ เวลา 09.39 น. ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. เดินเข้าห้องประชุม ขณะที่ พลตำรวจเอก ณัฐธร เพราะสุนทร กรรมการกสทช. ด้านกฎหมาย และนายต่อพงศ์ เสลานนท์ กรรมการกสทช. ด้านการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชน ลาประชุมเนื่องจากติดราชการไปต่างประเทศ ขณะเดียวกัน ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช. ด้านกิจการโทรทัศน์, พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กรรมการ กสทช. ด้านกิจการกระจายเสียง, รองศาสตราจารย์ ศุภัช ศุภชลาศัย กรรมการ กสทช. ด้านเศรษฐศาสตร์ และ รองศาสตราจารย์ ดร.สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ กรรมการกสทช. ด้านกิจการโทรคมนาคม ไม่เข้าร่วมประชุม โดยมีหนังสือแจ้งว่าไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้
ต่อมาเวลา 10.02 น. เมื่อรอองค์ประชุมครบเวลา 30 นาที ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ขอให้สำนักงานรายงานวาระที่กรรมการเคยขอให้เร่งพิจารณา ก่อนที่เจ้าหน้าที่ รักษาการรองเลขาธิการ กสทช. จะรายงานว่า ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง ได้ทำหนังสือขอให้เร่งรัดการพิจารณาวาระต่าง ๆ รวม 3 ฉบับ โดยฉบับแรกมีวาระที่ขอเร่งรัดเกี่ยวกับเรื่องดาวเทียม คดีศาลปกครองสูงสุด ร่างโรดแมปกิจการโทรทัศน์และการแพร่ภาพและเสียงของประเทศไทย ร่างประกาศการให้บริการแพร่ภาพและเสียงผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต รวมถึงวาระเรื่องร้องเรียนของผู้บริโภค
ศ.คลินิก นพ.สรณ กล่าวว่า ส่วนหนังสืออีกฉบับเป็นการขอเร่งรัดวาระโดยอ้างอิงจากหนังสือของหน่วยงานภายในสำนักงาน กสทช. ครอบคลุมทั้งหมด 16 วาระ ได้แก่ กลุ่มเรื่องร้องเรียน เรื่องดาวเทียม เรื่องการก่อสร้างท่อร้อยสายสื่อสาร และคดีศาลปกครองสูงสุด ขณะที่อีกฉบับเป็นการขอเร่งรัดวาระเกี่ยวกับการเดินสายเคเบิลใต้น้ำของ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ทั้งนี้ เมื่อรวมหนังสือทั้ง 3 ฉบับแล้ว มีวาระที่กรรมการขอให้เร่งรัดการพิจารณาทั้งสิ้น 22 วาระ
ศ.คลินิก นพ.สรณ เปิดเผยภายหลังการประชุม กสทช. ว่า รู้สึกสงสัยว่าเหตุใดจึงยัง “เล่นละครเดิม” และหากต้องการให้มีการประชุม เหตุใดจึงใช้วิธีการเดิม และเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับข้อกฎหมาย และในฐานะที่ยังดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. ตามกฎหมาย จึงมีหน้าที่กำหนดวันประชุมและกำหนดวาระการประชุม
“ผมยังเป็นประธาน กสทช. อยู่ตามกฎหมาย เพราะฉะนั้นผมต้องปฏิบัติหน้าที่ การกำหนดวันประชุม กำหนดวาระการประชุมยังเป็นหน้าที่ผมอยู่ ถ้าผมไม่กำหนดวันประชุม ซึ่งที่ผ่านมา ถ้าใครยังจำได้ สมัยปี 66 ระหว่างวันที่ 26 ตุลาคม ถึง 19 ธันวาคม เราก็จัดประชุมไม่ได้ จัดได้แค่ครั้งเดียว” นพ.สรณกล่าว
นพ.สรณ กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเคยเกิดขึ้นมาแล้ว โดยขณะนั้นการประชุมถูกกำหนดแบบสัปดาห์ต่อสัปดาห์ ไม่ได้กำหนดล่วงหน้าเป็นเดือน เนื่องจากมีความกังวลว่าองค์ประชุมอาจมาไม่ครบ และหากกรรมการมีจำนวนเสียงเท่ากัน 3-3 อาจเกิดปัญหาขึ้นได้ มันเคยเกิดขึ้นมาแล้ว มันไม่ใช่ไม่เคยเกิด สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน เป็นอีกลักษณะหนึ่ง และจำเป็นต้องกำหนดวันประชุมและจัดประชุมตามกฎหมาย เพราะหากไม่ดำเนินการอาจเข้าข่ายละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งนี้ ขอให้กรรมการ กสทช.เข้าร่วมประชุมเพื่อร่วมกันหาทางออก โดยขออย่าให้เรื่องดังกล่าวกลายเป็นเรื่อง “ทิฐิ” หรือเป็นเรื่องการเมืองในองค์กรอิสระ เนื่องจาก กสทช.มีหลายเรื่องสำคัญที่ต้องพิจารณา
“อย่าให้มันเป็นเรื่องทิฐิ อย่าให้มันเป็นเรื่องการเมืองในองค์กรอิสระ เรามีเรื่องต้องตัดสินเยอะมาก เรื่องสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทีวีดิจิทัล อนาคตจะเป็นอย่างไร” นพ.สรณกล่าว
นพ.สรณ กล่าวว่า สำหรับวาระใดที่กรรมการมีความเห็นร่วมกันและเป็นเอกฉันท์ ก็ควรเดินหน้าดำเนินการ ส่วนวาระที่มีความเห็นแตกต่างกัน ควรมานั่งพูดคุยกันว่า จะพิจารณาและลงมติกันอย่างไร โดยย้ำว่าไม่ใช่ครั้งแรกที่กรรมการมีการตีความกฎหมายแตกต่างกัน ส่วนกรณีที่สำนักงาน กสทช.ออกมายอมรับว่ามีการดำเนินการผิดพลาดและขออภัย หลังจากศาลมีคำตักเตือนนั้น นพ.สรณกล่าวว่า ตนเองไม่ได้แสดงความคิดเห็น และต้องรอคำพิพากษาที่เป็นที่สุดในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตน
“กรรมการแต่ละท่านก็มีความคิดเห็นของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นตอนนี้ล่าสุด ความคิดเห็นของคำสั่งศาล เพราะฉะนั้นก็แปลกันไปต่าง ๆ นานา” นพ.สรณกล่าว
นพ.สรณ กล่าวว่า อยากให้สื่อมวลชนตั้งคำถามมากกว่าว่า “ตนทำอะไรผิด” แต่ควรตั้งคำถามว่า สิ่งที่เกิดขึ้นจะนำไปสู่อะไรในอนาคต และใครจะได้รับประโยชน์จากการที่ตนพ้นจากตำแหน่ง อยากให้เป็น investigative journalist ว่า ใครจะได้ประโยชน์จากการที่จะให้ผมพ้นตำแหน่ง อะไรเป็นประเด็นมากกว่า ทำไมถึงมีความเร่งรีบเหลือเกินที่จะต้องให้ผมออกไปจากองค์กรนี้
นพ.สรณ กล่าวว่า ผมทำงานมาแล้ว 4 ปีครึ่งแล้ว และเหลือวาระอีกประมาณ 1 ปีครึ่ง ซึ่งในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ ภูมิทัศน์ของกิจการกระจายเสียง โทรคมนาคม ดาวเทียม ดิจิทัล ดาต้าเซ็นเตอร์ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของประเทศจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก
“ถ้าผมนั่งอยู่ตรงนี้ ผมจะขวางใคร หรือ กสทช.จะมีบทบาทอย่างไร ทำไมเราประชุมกันไม่ได้ ขอให้ไปนั่งคิด อย่าไปคิดว่าผมทำบาปอะไร อย่าไปคิดว่าผมทำคุณอะไร คิดว่าต่อไปนี้มันเพื่ออะไรมากกว่า” นพ.สรณกล่าว
นพ.สรณ กล่าวว่า ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องการสรุปมี 2 เรื่อง คือ ขอให้กรรมการ กสทช.มาร่วมกันหาทางออกและร่วมประชุม โดยเรื่องใดที่สามารถเดินหน้าร่วมกันได้ก็ควรดำเนินการ ส่วนงานที่เหลือในช่วงเวลาที่ดำรงตำแหน่งอีกประมาณ 1 ปีครึ่ง หากมีโอกาสได้ทำงานต่อ ยังมีหลายประเด็นที่ต้องพิจารณา เช่น USO และ Telemedicine รวมถึงงานอื่น ๆ ที่เป็นภารกิจของ กสทช.
นพ.สรณ กล่าวว่า สำหรับกรณีศาลปกครองนัดไต่สวนในช่วงวันที่ 21 กันยายน นั้น คงต้องเดินทางไปด้วยตัวเอง และน่าจะเป็นครั้งแรกที่ต้องไปศาลด้วยตัวเองในคดีลักษณะดังกล่าว ทั้งนี้ สำหรับรายละเอียดเรื่องการยื่นคำร้องอุทธรณ์หรือคำร้องทุเลาการบังคับเกี่ยวกับกระบวนการสรรหา กสทช.นั้น จะต้องหารือกับทนายความอีกครั้ง

