หน้าแรก การเมือง ภูมิใจไทยประท...

ภูมิใจไทยประท้วงแหลก ปชน.พาดพิง ฮั้วสว. พลพีร์ ไล่ไปสมัครกกต. ชี้ถ้าผิดพร้อมเป็นเพื่อนในคุก

16.09.26 | 15:18 น.

ภูมิใจไทยประท้วงแหลก ปชน.พาดพิง ฮั้วสว. พลพีร์ ไล่ไปสมัครกกต. ชี้ถ้าผิดพร้อมเป็นเพื่อนในคุก 
วันที่ 16 กันยายน ที่รัฐสภา นายชยพล สท้อนดี ส.ส.กทม. พรรคประชาชน อภิปรายว่า ในการอภิปรายรายงาน กกต.ปี’67-68 เป็นปีที่มีผลดำเนินงานที่น่ากังขาที่สุด กกต.ที่ควรเป็นผู้ที่ดูแลประตูบ้านหลักการมีส่วนร่วมของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย แต่กลายเป็นว่า กกต.เป็นตัวบั่นทอน กัดกร่อน บ่อนทำลายประชาธิปไตย ทำตัวเป็นเครื่องฟอกขาว เป็นกำแพงป้องกันและอาจเป็นถึงผู้สมรู้ร่วมคิดในขบวนการฮั้ว ส.ว.ที่ถูกสร้างขึ้นมาจากเครือข่ายระบอบสีน้ำเงินของพรรคภูมิใจไทย แม้จะมีการส่งฟ้องกลุ่มบุคคลที่มีรายชื่อต้องสงสัย มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีส่วนร่วมกับขบวนการฮั้ว ส.ว. 77 คน จาก 229 คน แต่หากดูในรายละเอียดจะพบว่า 77 คน อาจจะเป็นการตัดตอน คุณสมบัติคนกลุ่มนี้ มีเส้นเงินชัดเจน จนไม่สามารถปฏิเสธได้ ซึ่งไม่ใช่แก๊งลูกเทพ รัฐมนตรี และไม่ใช่กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ซึ่งกลุ่มที่โดนจะเป็นกลุ่มที่พยายามใช้เครือข่ายตัวเอง แล้วมาขอรับการสนับสนุนขอร่วมขบวนการฮั้ว ส.ว. ขอทรัพยากรเงิน ขอโค้ดสอนทำโพย และสถานที่จากเครือข่ายพรรคภูมิใจไทย ซึ่งส่งผลให้มติของ กกต.พิจารณาส่งฟ้องศาลฎีกา เมื่อวันที่ 14 กันยายน ซึ่งเป็นการตีความแบบแคบ สังเวยน้ำเงินใหม่จางๆ เพื่อปกป้องบุคคลที่สำคัญของพรรคภูมิใจไทย


นายชยพลกล่าวต่อว่า ตนขอตั้งคำถามว่าการตีความของ กกต. หากเป็นคนกลุ่มนอกที่มาขอติดรถระหว่างทาง ซึ่งมีการแจกจ่ายเส้นเงินที่เห็นชัด และมีพยานให้ปากคำหลายคน ซึ่งเคสเหล่านี้เกินกว่าคำว่า มีเหตุอันเชื่อได้ว่า แต่กลายเป็นเข้าข่ายไม่สามารถปฏิเสธมากกว่า แต่สิ่งที่จะหลุดลอยไปคือกลุ่มเครือข่ายอิทธิพลบ้านใหญ่ที่มีความใกล้ชิดกับศูนย์กลางอำนาจของพรรคภูมิใจไทย หรือที่มีผลประโยชน์ระดับท้องถิ่นมาเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้เส้นเงินไม่ชัดเท่ากลุ่ม 77 คน และหากพิจารณาตามระเบียบ กกต.ที่ควรเป็นเหตุอันเชื่อได้ว่ามีขบวนการฮั้ว ส.ว.เกิดขึ้นจริง และเครือข่ายหลักของพรรคภูมิใจไทยอีก 152 คนที่เหลือควรถูกส่งฟ้องไปที่ศาลฎีกา ไม่ต่างจาก 77 คนที่ กกต.มีมติส่งฟ้อง

นายชยพลกล่าวด้วยว่า ตนจะพิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นภาพของเครือข่ายหัวใจคนใกล้ชิดและลูกเทพของพรรคภูมิใจไทยที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ากลุ่มคนเหล่านี้มีส่วนร่วมขบวนการแผ่ขยายระบอบสีน้ำเงินผ่านการฮั้ว ส.ว. หากได้ติดตามข่าวเปิดโปงเครือข่ายฮั้ว ส.ว.จะได้ยินชื่อ น.ส.รัตนา บ่อถ้ำ หรือน้อย ถูกตรวจสอบบันทึกการโทรศัพท์ระหว่างที่มีการเลือก ส.ว. กับผู้สมัคร ส.ว. 19 คน ช่วงมิถุนายน-กันยายน 2567 ประมาณ 80 วัน จำนวน 62 สาย ซึ่งเขาเป็นใครมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฮั้ว ส.ว. และเป็นอะไรกับพรรคภูมิใจไทย

นายชยพลกล่าวอีกว่า จากการให้ปากคำของนายเอกราช ช่างเหลา ได้มีการให้ปากคำถึงขบวนการฮั้ว ส.ว.ว่ามีการไปรับเงินที่ชั้น 4 ห้องประชุมพรรคภูมิใจไทย จาก น.ส.ร. ซึ่งเป็นคนคอยเช็กตรวจสอบให้ทุกคนลงลายมือชื่อ ก่อนที่จะรับเงิน ซึ่ง น.ส.ร. ต้องเป็นคนที่ได้รับความไว้วางใจถึงรับมอบหมายให้มอบเงินกับคนที่เกี่ยวข้องกับขบวนการ สำหรับ 19 คนที่มีการติดต่อกับ น.ส.ร. มี 6 คนที่มีมติ กกต.ส่งฟ้องศาลฎีกา และมี 13 คนที่ไม่ถูกฟ้อง โดย น.ส.ร. มีตำแหน่งเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัวนายชลัฐ รัชกิจประการ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย

Advertisement

อย่างไรก็ตาม นายชยพลได้มีการเปิดสไลด์ ซึ่งปรากฏภาพนายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และกล่าวว่า ดังนั้น ต้องมีคนที่ออกมารับหน้า เสนอหน้าออกมาปกป้องบรรดาลูกเทพทั้งหลาย ซึ่งคนที่ออกมาบ่อยครั้งคือนายศุภชัย ซึ่งเป็นฝ่ายกฎหมายของพรรคภูมิใจไทย ตนอยากตั้งคำถามถึงการวินิจฉัยของ กกต. ซึ่งบุคคลดังกล่าวเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัว ส.ส. ได้รับหน้าที่แทนในการประสานเครือข่ายผู้สมัคร ส.ว. หรือบุคคลนี้เป็นเจ้าหน้าที่ส่วนกลางของพรรคกันแน่ ที่ทำหน้าที่ประสานงานกับเครือข่ายผู้สมัคร ส.ว.

โดยช่วงหนึ่ง นายชยพลมีการเปิดภาพหลักฐาน ซึ่งเป็นภาพโต๊ะทำงานของ น.ส.ร. เซ็นเอกสารธุรการที่เยอะจนน่าแปลกใจ ใบปลิว เสื้อของพรรคหลายรูปแบบ ซึ่งพื้นที่นี้ไม่ใช่ออฟฟิศ ส.ส.คนไหน โดยมีถุงยาของโรงพยาบาลวิภาวดี ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ของสำนักงานใหญ่พรรคนี้

นอกจากนี้ ยังได้เปิดภาพที่ทำการพรรคภูมิใจไทยชั้น 4 ที่มีการถ่ายทำโดยยูทูบเบอร์รายหนึ่ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พาพิธีกรยูทูบเบอร์รายดังกล่าวเดินทัวร์ ซึ่งมีการแพนภาพไปเห็นโต๊ะทำงานของ น.ส.รัตนา และหากดูผังแต่ละชั้นของพรรคภูมิใจไทย จะเห็นว่าการทำงานของ น.ส.ร. อยู่ที่ชั้น 4 ซึ่งตรงตามคำให้การของนายเอกราช พร้อมกล่าวว่า สำนักงานนี้คนที่ไม่มีกิจเข้าไม่ได้อย่างแน่นอน เนื่องจากการจะเข้าพื้นที่สำนักงานต้องมีการสแกนหน้ายืนยันว่าเป็นบุคลากรของพรรค ทั้งนี้ หากข้อมูลโต๊ะทำงานยังไม่ชัดเจนพอ น.ส.ร. ยังได้โพสต์ภาพที่สนามแข่งรถ ในปี 2563 ซึ่งมีเนื้อหาว่าทำงานอยู่พรรคการเมืองหนึ่งมากว่า 20 ปี มีการรับใช้บ้าน ชช ตั้งแต่ปี 2543 และป้ายห้อยคอยังมีการเขียนชื่อรวมถึงระบุตำแหน่งว่าเป็นเจ้าหน้าที่พรรค

“ชัดเจนพอหรือไม่ว่าบุคคลดังกล่าวนี้ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ช่วย ส.ส. แต่เป็นพนักงานส่วนกลาง ซึ่งตนขอสรุปแล้วว่า น.ส.ร. ไม่ใช่ผู้ช่วย ส.ส.อย่างที่หลายคนพยายามจะพูด แต่เขาเป็นเจ้าหน้าที่ส่วนกลาง และต้องมีความสำคัญอย่างมากกับกระบวนการฮั้ว ส.ว. จึงได้ออกมาปกป้องกันขนาดนี้” นายชยพลกล่าว

นายชยพลกล่าวต่อว่า การฮั้วกันในพื้นที่ จ.เลย ซึ่งมีข้อสงสัยว่าเหตุใด กกต.จึงไม่ฉุกคิดว่ามีความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นที่ จ.เลย ซึ่งก่อนหน้านี้มีการวิเคราะห์ข้อมูลว่าคนในจังหวัดดังกล่าว ผู้สมัคร ส.ว. โดยมีผู้สมัครยอมพลีชีพรอบระดับจังหวัดมากถึง 20 คน รอบระดับประเทศ 27 คน เป็นอันดับหนึ่งของประเทศ ส.ว.ตัวจริง 5 คน มีถึง 4 คนที่ระบุไว้เองในใบ สว.3 อุตสาหกรรมทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมโรงโม่หิน หรืออื่นๆ ที่ใกล้เคียง และ ส.ว.ทั้ง 5 คน ซึ่งบ้านใหญ่ของโรงงานโม่หินนี้คือตระกูล “ทิมสุวรรณ” ซึ่งเป็นครอบครัวของ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นทั้งวิปรัฐบาลและกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย นั่นคือนายธนยศ ทิมสุวรรณ

นายชยพลกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังมีคนนามสกุล “พลซา” ที่เกี่ยวข้องกับฮั้ว ส.ว. จากการตรวจสอบพบว่า มี ส.ว.ลำดับที่ 45 ที่มีความเกี่ยวข้องเป็นญาติกับโรงงานดังสองแห่ง และยังมี ส.ว.ตัวจริงอีกคน ที่มีการระบุชัดเจนว่าเป็นลูกจ้างของบริษัทเอกชน แต่ปัจจุบันมีการเปลี่ยนชื่อบริษัท ซึ่งมีคนถือหุ้นเป็นกรรมการ และบริษัทดังกล่าวยังเป็นคนในตระกูลเดียวกันนี้ ดังนั้น ส.ว.คนดังกล่าวนี้จึงเป็นลูกจ้างของคนในตระกูลบ้านใหญ่ในจังหวัดเลย

นายชยพลกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ส.ว.อีกหนึ่งคนที่ระบุว่าเป็นผู้จัดการบัญชีของบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งพบว่ามีพ่อของ ส.ส.พรรคภูมิใจไทยเป็นเจ้าของ และ ส.ว.คนสุดท้าย ระบุเป็นพนักงานเอกชน พร้อมเขียนว่ามีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์จากการทำงาน ฉะนั้น ตนจึงขอตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพในการคัดกรองผู้สมัคร ส.ว.ของ กกต. ว่ามีคุณภาพ การเขียนบรรทัดเดียวว่าเก๋า ว่าเจ๋ง แล้วเป็น ส.ว.ได้ หรือ กกต.จงใจสมรู้ร่วมคิดปล่อยให้คนแบบนี้หลุดลอดเข้ามา และแม้จะไม่ได้ระบุชื่อบริษัทเอกชนที่ทำงานให้ แต่กลับพบข้อมูลที่มีความเชื่อมโยงกับครอบครัวตระกูลใหญ่ใน จ.เลย ของพรรคภูมิใจไทย

นายชยพลกล่าวอีกว่า ดังนั้น หากดูประวัติปฏิเสธได้ยากว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับตระกูลบ้านใหญ่ ขณะที่ ส.ว.คนสุดท้ายเคยเป็นข้าราชการท้องถิ่นในจังหวัดเลย ก่อนจะมาเป็น ส.ว. ซึ่งตำแหน่งสุดท้าย ผอ.การคลังของ อบจ. ซึ่งพบว่าเป็นลูกน้องเก่าของ ส.ส.คนดังกล่าว ดังนั้น สรุปว่า ส.ว.ตัวจริง 5 คน มีความเชื่อมโยงกับบ้านใหญ่ทั้งหมด และขอถามไปยัง กกต.ว่า เมื่อเห็นหลักฐานชัดยังปล่อย ส.ว.จาก จ.เลย เข้ามาได้ถึง 5 คน ทั้งนี้ ตนไม่แน่ใจว่า กกต.สืบสวนสอบสวนได้ดีมากขนาดไหน จึงตัดสินใจไม่สั่งฟ้องใครในจังหวัดเลย

นายชยพลกล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ หากสืบค้นข้อมูลจะพบว่ามีความเชื่อมโยงกัน ทั้งหมดนี้ไม่ใช่พฤติกรรมที่เป็นปัจเจกบุคคล หรือคนทั่วไปที่มาสนับสนุนกันชั่วครั้งชั่วคราว แต่เป็นความพยายามของพรรคการเมืองที่จะใช้เครือข่ายตามจังหวัด ตามบ้านใหญ่ เพื่อจัดตั้งรวบรวมคน สร้างผลประโยชน์จูงใจให้ได้มาซึ่งขบวนการฮั้ว ส.ว. เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของพรรค พยายามกินรวบ และสร้างกลไกป้องกันการตรวจสอบ และแทรกแซงองค์กรอิสระ รวมถึงศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นเกราะกำบังไม่ให้มีการตรวจสอบ รวมถึงใช้เป็นอาวุธนิติสงครามกับศัตรูทางการเมือง

“เมื่อเห็นข้อมูลเหล่านี้จะเชื่อใจการทำงานของ กกต.ได้อีกหรือไม่ และไว้ใจคำพูดและการกระทำของคนในพรรคได้อีกหรือไม่ ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลที่เป็นนั่งร้านให้กับระบอบสีน้ำเงิน หรือวันนี้ควรถึงแก่เวลาที่จะให้คนกลุ่มนี้สูญพันธุ์ โทษฐานที่ยังนั่งเงียบในวันที่ประเทศไทยเผชิญกับวิกฤตที่สั่นสะเทือนถึงระบบการปกครองที่ชัดเจน ซึ่ง กกต.ทำตัวแบบนี้ จึงต้องเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามเจตจำนงของประชาชนที่ได้ทำประชามติให้เร็วที่สุด เพื่อปฏิรูปองค์กรอิสระ และหยุดยั้งระบอบสีน้ำเงิน เพื่อให้ไม่มีที่อยู่” นายชยพลกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการอภิปรายของนายชยพล มี ส.ส.พรรคภูมิใจไทยลุกขึ้นประท้วงจำนวนมาก อาทิ นายสยาม เพ็งทอง ส.ส.บึงกาฬ นายวิชัย สุดสวาสดิ์ ส.ส.ชุมพร

ขณะที่นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ขอใช้สิทธิ์พาดพิงว่า การพาดพิงทำให้ตนเสียหาย ต้องออกมาชี้แจงที่พาดพิงว่าตนออกมาปกป้องเอาใจนาย ยืนยันพวกเราเองไม่มีนายในพรรคภูมิใจไทย ตนเป็นกรรมการบริหารพรรคมา 16 ปี จึงมีหน้าที่ปกป้องบ้านของตนในสิ่งที่มีคนมาใส่ร้ายป้ายสี

​จากนั้น นายชยพลได้อภิปรายต่อพร้อมเอารูปนายศุภชัยขึ้นสไลด์ จึงทำให้นายศุภชัยประท้วงอีกครั้งหนึ่ง โดยกล่าวว่า ศุภชัยจะพูดอย่างไร ก็ไม่ต้องเอามาขึ้น มันไม่เกี่ยวกับประเด็น ต่อให้เป็นเรื่องคดีเขาก็ตัดสินกันไปแล้ว

​ทำให้นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปพรรคร่วมฝ่ายค้าน ลุกขึ้นกล่าวว่า เนื้อหาสาระที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายในวันนี้อาจวินิจฉัยว่าเกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย แต่ย้ำว่าเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบการทำหน้าที่ของ กกต.แน่นอน เพราะบุคคลเหล่านี้อยู่ในรายชื่อสำนวนของ กกต. ขณะที่นายศุภชัยกล่าวย้ำว่า เป็นการอภิปรายนอกเหนือวาระรายงาน กกต.

นอกจากนี้ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี ส.ส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย รมช.มหาดไทย ลุกขึ้นตอบโต้อย่างดุเดือดว่า หน้าที่การตัดสินคดีฮั้ว ส.ว.ไม่ใช่คนที่นั่งอยู่บนนั้น กระบวนการมันจบไปแล้ว

​“ที่ท่านไปเดิน เย้ว เย้ว เย้ว ไม่พอหรอกครับ ข้อมูลเดียวกันหมดแล้วครับ ท่านไปเอารูปถ่ายในพรรคผม เจ้าหน้าที่ในพรรคผม มันจงใจอยู่แล้วว่าจะผลักความไม่ดีความผิดปกติมาที่พรรคผม ก็ไม่ว่ากันครับ เขาเรียกผมว่าลูกเทพ ทำอะไรผมก็ผิดหมด มารับตำแหน่งยังผิด พวกท่านลูกธรรมดาทำอะไรไม่ผิดสักอย่างล่ะครับ อะไรที่ทำให้พวกท่านพูดแล้วถูกทุกเรื่องหรือครับ ความรู้ความสามารถถ้าท่านมีเยอะ ท่านเป็นบัญชีรายชื่อออกไปสมัคร กกต.สิครับ ไปตัดสินสิครับ ผมถามจริงวันนี้ท่านพูดท่านถามสิครับ การบริหารในองค์กรเป็นอย่างไร เรื่องอะไรค้างเท่าไหร่ การใช้งบประมาณ กกต.เป็นอย่างไร พรรคไหนได้เงินบริจาคเยอะสุด เอาเงินไปทำอะไร แต่วันนี้ท่านโยงเรื่องอื่นมันมีประโยชน์อะไรล่ะครับ พวกผมอยากขึ้นประท้วงหรือครับ เพื่อนสมาชิกผมคนไหนผิด กกต.มีเวลาส่งศาลก็ไปศาลกัน ก็เหมือนท่านแหละครับ พวกท่านก็รอขึ้นศาลเหมือนพวกผมแหละครับ ถ้าผิดกันหมดก็ไม่มีใครเหงา ผมก็ไปนั่งเป็นเพื่อนท่านเหมือนกันในคุก แต่วันนี้ผมถามว่ามาพูดเพื่ออะไร ไม่มีประโยชน์ วันนี้มาพูดขอพยานหลักฐานและข้อมูลเพิ่มเติม เขาก็ตอบไม่ได้ แล้วท่านจะดันไปตรงไหน” นายพลพีร์กล่าว

​นายพลพีร์กล่าวต่อว่า อยากประชุมก็ให้ประชุม แต่ท่านก็เอารูปมาเบลอ มันก็รู้อยู่แล้วว่าใคร เอาป้ายพรรคตนขึ้น ตนก็ต้องรักษาบ้านตัวเองเหมือนกัน ด้วยความเคารพ อยู่ในประเด็นวันนี้ดีกว่า ให้ กกต.ได้รายงานว่าทำอะไร มีคำถามก็ถามไป ท่านไม่พอใจก็ลงไปแถลงข่าวข้างล่างอีกก็ได้ เป็นสิ่งที่ท่านทำเป็นปกติอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นมันไม่มีสาระกับรายงานฉบับนี้เลย สิ่งที่ทำอยู่ไม่ว่าหลักฐานที่มี ไม่ได้ทำให้ท่านชนะเลือกตั้ง แต่พวกตนชนะ ท่านต้องจำเรื่องนี้ไว้ เรื่องนี้ท่านทำมากี่ปีแล้ว

​จากนั้น นายพริษฐ์ลุกขึ้นขอใช้สิทธิ์พาดพิงว่า มีหลายประเด็นที่นอกประเด็น ท่านบอกว่าไม่ได้อยากประท้วงกันแต่เห็นว่าขึ้นมา 10 คนแล้ว อยากเห็นวันที่ท่านอยากประท้วงว่าจะขนาดไหน ท่านบอกว่าถ้าพวกผมขึ้นศาลก็จะขึ้นศาลด้วย อันนี้แหละคือปัญหา วันก่อนท่านพาดพิงเพื่อน ส.ส.ของตนในเรื่องที่ถูกส่งไปที่ศาลแล้ว เรื่องนั้นก็ต้องว่าไปตามกระบวนการ แต่สิ่งที่เรากังวลใจและอภิปรายคือเรื่องของพวกท่านต่างหากที่ไปไม่ถึงศาล แล้วมันเกิดขึ้นแล้วผ่านมติ กกต. พร้อมย้ำว่าต้นเหตุของเรื่องนี้ก็เกิดขึ้นมาในปี 2567 ถ้าท่านกล้าบอกว่าคดีเกี่ยวข้องแค่ปี 2569 แสดงว่า กกต.ที่มีมติออกมาไม่ได้สนใจถึงข้อเท็จจริงที่คณะไต่สวนชุดที่ 26 รวบรวมมาเมื่อปี’67-68 ท่านกล้าพูดแบบนั้นหรือไม่ ส่วนที่พูดว่าพวกเราไม่ได้ถามอะไรที่ กกต.จะตอบได้ ตนก็ไม่รู้จะไปคิดแทน กกต.ทำไม

​ขณะที่นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า ถ้ามีการอภิปรายแล้วพาดพิงบุคคลอื่น รวมถึงพรรคภูมิใจไทย ก็จะมีการประท้วงแบบนี้เกิดขึ้นเรื่อยๆ จึงอยากให้ประธานในที่ประชุมใช้อำนาจสั่งให้หยุดอภิปรายหากมีการพาดพิงอีก