กสทช.เดือด 3 กรรมการ จี้สอบ USO 5.4 พันล้าน เผยไม่ได้เล่นการเมือง ไม่สนใครอยู่-ออก ขอแค่ประชุมได้
เมื่อวันที่ 16 กันยายน ที่ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการประชุม กสทช. ครั้งที่ 25/2569 ไม่สามารถเปิดประชุมได้ เนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบองค์ประชุม
ทั้งนี้กรรมการทั้ง 3 ท่าน ได้แก่ ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช. ด้านกิจการโทรทัศน์, พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กรรมการ กสทช. ด้านกิจการกระจายเสียง, รองศาสตราจารย์ ศุภัช ศุภชลาศัย กรรมการ กสทช. ด้านเศรษฐศาสตร์ ได้ให้สัมภาษณ์หลังการประชุม
พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กรรมการ กสทช. ด้านกิจการกระจายเสียง กล่าวว่า วันนี้ภาพค่อนข้างชัดเจนว่า การประชุมมี ศ.คลินิก.นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. เข้าร่วมเพียงคนเดียว ขณะที่กรรมการอีก 3 คนยืนยันตามหนังสือเดิมว่า จะขอประชุมร่วมกับกรรมการ 6 คน ตามที่กฎหมายกำหนด
ส่วน ศ.ดร.สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ ยืนยันว่าจะไม่เข้าร่วมประชุมหาก นพ.สรณ เข้าร่วม ขณะที่กรรมการอีก 2 คนลาประชุม ตลอด 3 ครั้งที่ผ่านมา ภาพที่เห็นคือประธานยังคงเข้าร่วมประชุมเพียงคนเดียว และกล่าวเสมือนมีสาเหตุที่การประชุมไม่สามารถเกิดขึ้นได้มาจากกรรมการ 3 คน ทั้งที่กรรมการทั้ง 3 คนยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาไม่ให้การประชุมเกิดขึ้น แต่ต้องการดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด
โดยทุกครั้งได้ทำหนังสือยืนยันเจตนารมณ์ไว้อย่างชัดเจนว่า ต้องการให้การประชุมดำเนินไปโดยมีกรรมการ 6 คนตามที่กฎหมายกำหนด ดังนั้น การที่สำนักงานกล่าวอ้างว่ากรรมการ 3 คน “ขาดประชุม” จึงไม่เป็นความจริง เพราะในข้อเท็จจริงการประชุมไม่ได้เกิดขึ้น พร้อมตั้งคำถามว่า หากการประชุมยังไม่สามารถเปิดได้ จะมีรายงานการประชุมในลักษณะที่ระบุว่ากรรมการทั้ง 3 คนขาดประชุมได้อย่างไร
พล.อ.ท.ธนพันธุ์ กล่าวว่า สำหรับประเด็นโครงการ USO (Universal Service Obligation) หรือ บริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม จำนวน 5 สัญญา มูลค่ากว่า 5,423.7 ล้านบาท ได้มอบหมายเลขานุการส่วนตัวทำหนังสือสอบถามสำนักงาน กสทช. เพื่อให้เกิดความโปร่งใส
โดยโครงการดังกล่าวบอร์ดได้อนุมัติตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2567 และอำนาจของบอร์ดได้ให้ความเห็นชอบไปแล้ว ส่วนการดำเนินการในปัจจุบันเป็นหน้าที่ของสำนักงาน อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อสงสัยว่าการประกาศผู้ชนะการประมูลสามารถดำเนินการได้หรือไม่ เนื่องจากตามระเบียบจัดซื้อจัดจ้าง หากเป็นพัสดุที่มีวงเงินเกิน 200 ล้านบาท จะต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้บังคับบัญชาหรือผู้กำกับดูแล จึงตั้งคำถามว่า เลขาธิการ กสทช. สามารถตัดสินใจดำเนินการเองได้หรือไม่ หรือจำเป็นต้องให้ประธาน กสทช. ในฐานะผู้กำกับดูแลลงนามเห็นชอบ
พล.อ.ท.ธนพันธุ์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบว่าเลขาธิการ กสทช. เป็นผู้ประกาศเอง หรือมีประธาน กสทช. ลงนามเห็นชอบหรือไม่ นอกจากนี้ ประธานซึ่งอยู่ในสถานะตามคำพิพากษาจะยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวได้หรือไม่ จึงขอให้มีการตรวจสอบและรอคำตอบจากสำนักงาน เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างโปร่งใสและถูกต้องตามระเบียบ
ด้าน ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช. ด้านกิจการโทรทัศน์ กล่าวว่า กรรมการ 3 คนมีหนังสือยืนยันสงวนสิทธิไม่เข้าร่วมประชุมด้วยเหตุแห่งกฎหมายมาตรา 15 วรรคหนึ่ง ของ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ที่ระบุว่าคำวินิจฉัยของกรรมการสรรหา กสทช. ให้เป็นที่สุด รวมถึงอ้างคำสั่งศาลปกครองเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ที่ชี้ว่า ศ.คลินิ.นพ.สรณ พ้นจากตำแหน่งโดยผลของกฎหมาย ไม่สามารถทำหน้าที่ประธานได้แล้ว และให้กรรมการ 6 คนทำหน้าที่ต่อไปตามมาตรา 20 วรรคสาม
ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง กล่าวว่า จากกรณีที่ ศ.คลินิก.นพ.สรณ กล่าวถึงคติของมหาวิทยาลัยมหิดล ขอฝากกลับไปให้พิจารณาพระราโชวาทที่ว่า “ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง” การที่ ศ.คลินิก.นพ.สรณ ยังนั่งประชุมและทำให้กรรมการอีก 6 คนไม่สามารถเข้าประชุมได้ เป็นกิจส่วนตนหรือเป็นประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์ พร้อมตั้งคำถามกลับเรื่องว่า ใครกันแน่ที่มีทิฐิ นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2565 ซึ่ง ศ.คลินิก.นพ.สรณ เคยลาประชุมเพื่อเข้ารับการผ่าตัดไหล่ และให้อาจารย์สุพัทธ์ทำหน้าที่ประธานแทน และเพราะเหตุใดในปัจจุบันจึงไม่สามารถลาประชุมได้ “เราไม่ได้เล่นการเมือง ใครเล่นการเมือง”
ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง กล่าวว่า ส่วนประเด็นวาระค้าง โดยเฉพาะเรื่องทีวีดิจิทัล แผนแม่บท รวมถึงโรดแมปทีวีดิจิทัล ซึ่งใบอนุญาตจะสิ้นสุดในปี 2572 ได้ขอให้บรรจุวาระค้างเพื่อพิจารณาทุกครั้ง แต่ ศ.คลินิก.นพ.สรณ เลื่อนมาตลอด จึงรู้สึกแปลกใจที่ประธานเพิ่งแสดงความกังวล สำหรับคำถามที่ว่าฝ่ายกรรมการต้องการให้ ออกจากตำแหน่งนั้น จริงๆ แล้วไม่ได้สนใจว่าใครจะอยู่หรือออกจากตำแหน่ง แต่ต้องการให้ ศ.คลินิก.นพ.สรณ “ไม่เป็นอุปสรรคต่อการประชุม” และต้องการให้การประชุมสามารถเกิดขึ้นได้เท่านั้น ส่วนประเด็นผลประโยชน์กรรมการทั้ง 3 คนไม่เคยได้รับผลประโยชน์เพิ่มเติมจากเงินเดือน

