สมาคมทนายความฯ ร้อง ป.ป.ช. สอบ กกต. ม.157 ปม ละเว้นหน้าที่-เอื้อ ส.ว. รอดข้อหาฮั้ว
เมื่อวันที่ 17 กันยายน นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ได้เผยแพร่ แถลงการณ์สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ความว่า ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติให้ดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตในการเลือก ส.ว. จำนวน 77 คนต่อศาลฎีกา เพื่อให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของบุคคลดังกล่าว ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 226 วรรคหนึ่ง โดยมี ส.ว. ที่อยู่ในตำแหน่งรวม 26 คน ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 36 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 70 นั้น
สมาคมทนายความแห่งประเทศไทยเห็นว่า ข้อกล่าวหาที่ประชาชนทั่วไปมีต่อการเลือก ส.ว. ครั้งนี้คือ ส.ว. จำนวนไม่น้อยกว่า 120 คน ได้แก่ผู้ที่ได้คะแนนลำดับที่ 1 – 6 ของ ส.ว. จำนวน 20 กลุ่ม และผู้ที่เกี่ยวข้องกระทำการทุจริตในการเลือกโดยมีพยานหลักฐานคือใบลงคะแนน ที่วิธีการลงคะแนนออกมาเป็นกลุ่มก้อนเหมือนกัน ซึ่งในทางสถิติเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่อาจโต้แย้งได้เพราะเป็นพยานหลักฐานที่รับฟังได้เป็นยุติ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 84 (2)
เนื่องจากพิสูจน์ได้ว่าการลงคะแนนดังกล่าวไม่อาจเกิดขึ้นได้โดยวิธีปกติของผู้ลงคะแนน เว้นแต่จะเกิดจากการวางแผนร่วมกันหรือรู้เห็นกันในการลงคะแนน วิธีการลงคะแนนจึงไม่ลับเพราะมีบุคคลอื่นทราบ และการตกลงหรือการฮั้วการลงคะแนนทำให้ผู้สมัครจำนวนหนึ่งเสียประโยชน์ไม่มีสิทธิได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ว. การเลือกจึงมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม อันเป็นการกระทำการทุจริตในการเลือก ส.ว. ตามรัฐธรรมนูญประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 33 และ 62 วรรคหนึ่ง
ด้วยเหตุดังกล่าว ข้อกล่าวหาที่ กกต. จะต้องแจ้งและดำเนินคดีกับ ส.ว. และบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องรวม 229 คน ได้แก่ ร่วมกันกระทำการทุจริตในการเลือก ส.ว. โดยรู้เห็นหรือตกลงร่วมกันในการลงคะแนนเพื่อให้ผู้สมัครจำนวนหนึ่งได้ประโยชน์ได้เป็น ส.ว. และผู้สมัครจำนวนหนึ่งเสียประโยชน์ไม่ได้เป็น ส.ว. การลงคะแนนจึงไม่ลับ ไม่สุจริตและไม่เที่ยงธรรม อันเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวตามมาตรา 33 และ 62 วรรคหนึ่ง
แต่ปรากฏว่า กกต. กลับไปแจ้งข้อกล่าวหาและดำเนินคดีกับ ส.ว. และผู้ที่เกี่ยวข้องจำนวน 229 คน ด้วยข้อกล่าวหาอื่นรวม 7 ข้อหา ตามมาตรา 76 วรรคหนึ่ง, 76 วรรคสอง, 36 วรรคหนึ่งประกอบมาตรา 70, 77 (1), 77 (3), 79 และ 81 โดยมี ส.ว. จำนวน 26 คน ถูกยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาด้วยข้อหาการแนะนำตัวมิได้เป็นไปตามวิธีการและเงื่อนไขที่ กกต. กำหนดตามมาตรา 36 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 70 จึงมีลักษณะเป็นการช่วยเหลือหรือเอื้อประโยชน์แก่ ส.ว. ผู้สมัครและบุคคลอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฮั้ว ส.ว. จำนวน 229 คน เพื่อไม่ให้ กกต. ต้องยื่นคำร้องให้ศาลฎีกาลงโทษเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 226
ดังนั้น การกระทำของ กกต. จึงเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 การกระทำดังกล่าวยังเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่สุจริต ไม่ยึดมั่นในหลักนิติธรรม ไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยุติธรรม ทำให้เสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง อันเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 234 (1) ประกอบมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระฯ พ.ศ. 2561 ข้อ 8, 12, 13 และ 17
สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย จึงขอประณามการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. และเรียกร้องให้ดำเนินคดีกับ กกต. ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 พร้อมทั้งยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อให้ไต่สวนกรณี กกต. จงใจปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง เพื่อยื่นเรื่องต่อศาลฎีกาให้มีคำพิพากษาให้ กกต. พ้นจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 234 (1), 235 (1) และ 235 วรรคสองและวรรคสาม


