หน้าแรก การเมือง ดีเอสไอดำเนิน...

ดีเอสไอดำเนินคดีอาญาทั้งอั้งยี่-ฟอกเงินคดีฮั้วสว. ชี้พิรุธกกต.ไม่ส่งเอกสารข้อมูลมาให้ ไม่รับหลักฐานวงจรปิด

18.09.26 | 06:05 น.

ดีเอสไอดำเนินคดีอาญาทั้งอั้งยี่-ฟอกเงินคดีฮั้วสว. ชี้พิรุธกกต.ไม่ส่งเอกสารข้อมูลมาให้ ไม่รับหลักฐานภาพวงจรปิดพิกัดมือถือ

 


เมื่อวันที่ 17 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังวันที่ 14 ก.ย. คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) มีมติไต่สวนคดีทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567 หรือคดีฮั้ว สว.67 โดยวินิจฉัยส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง จำนวน 77 ราย รายงานข่าวคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า การนัดหมายประชุมครั้งที่ 1 ของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ คดีดังกล่าวมีทั้งเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI) และพนักงานอัยการ สำนักงานการสอบสวน หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีมติส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง จำนวน 77 ราย กรณีทุจริตเลือก สว. คาดว่าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะประชุมครั้งแรกภายใน ก.ย. ส่วนประเด็นคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจำเป็นต้องรอสำนวนคำวินิจฉัยของกกต. จะจัดทำอย่างละเอียดภายใน 60 วันหรือไม่นั้น การดำเนินคดีอาญา โดยเฉพาะคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน ไม่มีเหตุจำเป็นต้องรอสำนวนคำวินิจฉัยของกกต. เพราะคดีอาญาของDSIและกกต.แยกออกจากกัน อีกทั้งในจำนวนผู้ถูกร้องทั้ง 77 รายตามมติกกต. ไม่ใช่เหตุผูกมัดให้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษต้องดำเนินคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ทั้ง 77 ราย เพราะคณะพนักงานสอบสวนต้องดูพฤติการณ์ พยานหลักฐาน และเส้นทางการเงินเป็นหลักว่าใครบ้างมีพฤติการณ์อั้งยี่ ใครบ้างมีพฤติการณ์ฟอกเงิน

กรณีจับตาว่าในสำนวน DSI ส่งฟ้องไปพนักงานอัยการคดีพิเศษก่อนหน้าก่อน ถูกอัยการคดีพิเศษตีสำนวนกลับให้สอบสวนเพิ่มเติม DSI และอัยการ สำนักงานการสอบสวน ในฐานะคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษสั่งฟ้องผู้ต้องหา 8 ราย คือ 1.น.ส.นิสิตา หมั่นชัย 2.นายสุบิน ศักดา 3.นายวรพจน์ ตั้งพันธุ์เพียร 4.น.ส.อัจฉราพรรณ หอมรส 5.นายวงศกร ชนะกิจ 6.น.ส.มาเรีย เผ่าประธาน 7.นางผกามาศ ไทยนุกูล 8.นายเลิศศักดิ์ ปนกลิ่น แต่เมื่อมาเทียบดูกับรายชื่อกกต.ส่งฟ้องศาลฎีกาฯ ใน 77 รายนั้น ตรงกับรายชื่อDSI สั่งฟ้องอัยการคดีพิเศษคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. เพียง 6 ราย มี 2 รายไม่ถูกกกต.มีมติส่งฟ้องศาลฎีกาฯ คือ นางผกามาศ ไทยนุกูล และนายเลิศศักดิ์ ปนกลิ่น ฉะนั้นคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ อั้งยี่-ฟอกเงิน สว.ต้องพิจารณาในส่วนผู้ต้องหา 2 รายอีกครั้งว่าจะดำเนินคดีด้วยหรือไม่ เพราะมติการสั่งฟ้องครั้งแรกดำเนินคดีต่อผู้ต้องหา 2 รายไปแล้ว แต่หากจะยึดเอาเพียงตัวเลข 77 รายตามมติของกกต. ก็เป็นปัญหาว่าแล้วการสั่งฟ้องครั้งแรกจะทำอย่างไร ต้องรับฟังความเห็นของพนักงานอัยการร่วมสอบสวนด้วย

รายงานภายในคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยอีกว่า สำหรับการทำสำนวนสอบสวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวนทำหนังสือถึงกกต. มาตลอด เพื่อสอบถามว่าจะนำเอาหลักฐานทางคดีของDSIประกอบสำนวนทั้งหมดหรือไม่ แต่กกต.มีมติไม่รับไว้ และเมื่อDSIพยายามขอสำนวนของกกต. กลับไม่มีการให้มาทางDSIเช่นเดียวกัน รวมถึงกรณีDSIขอเอกสารเกี่ยวกับการรับเงินเดือนของกลุ่มผู้ช่วย สว. ผู้เชี่ยวชาญ และที่ปรึกษาประจำตัวสว. ทั้ง 138 สว.ตัวจริง เนื่องด้วยจากรายงานการสืบสวนสอบสวนและพยานหลักฐานเกี่ยวกับเส้นทางการเงิน พบว่ามีเส้นทางการเงินคนใกล้ชิดสว.ดังกล่าว ไปเชื่อมโยงกับกลุ่มคณะบุคคลอยู่ในขบวนการจัดฮั้วระดับประเทศ จึงต้องประสานเอกสารจากสว. แต่จนถึงปัจจุบันนี้ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาไม่เคยส่งเอกสารให้DSI อ้างว่าติดปัญหาการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือ PDPA แม้DSIทำหนังสือตอบกลับว่ากฎหมาย PDPA ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการดำเนินคดีอาญาก็ตาม หรือแม้สำนักงานปปง. ทางคณะพนักงานสอบสวนส่งเอกสารขอเส้นทางการเงิน เลขที่บัญชีธนาคารกับทางสำนักงาน ปปง. แต่ก็ยังไม่ได้รับความร่วมมือนาน 1 ปี

Advertisement

รายงานภายในคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยอีกว่า กรณีกกต.ออกมาแถลงว่าขาดซึ่งพยานหลักฐานส่วนใดก็ตามในคดีฮั้วสว. ทำให้ต้องมีมติไม่ฟ้องบุคคลรายนั้นๆ เนื่องจากการที่DSIพยายามส่งหลักฐานให้กกต. แต่ทางกกต.มีมติไม่รับหลักฐานไว้ ทำให้ขาดซึ่งพยานหลักฐานได้ หรือในส่วนของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 มีเจ้าหน้าที่กกต.และDSI เป็นพนักงานสืบสวนสอบสวนร่วมกัน ก็ยังไม่ได้รับเอาหลักฐานครบทุกรายการจากคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ต้องย้ำว่า พยานหลักฐานในสำนวนของคดีอั้งยี่-ฟอกเงินสว. กับพยานหลักฐานในสำนวนของคณะอนุกรรมการฯ คณะที่ 26 ยังแตกต่างกัน โดยเฉพาะการกลับคำให้การของพยานรหัสที่ 16 (นายเอกราช ช่างเหลา) เหตุใดกกต.จึงไม่พูดว่าในชั้นการสอบปากคำพยานนายเอกราช มีการจัดเจ้าหน้าที่ 2 ชุดในห้องทำงานห้องเดียวกันคือ คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ อั้งยี่-ฟอกเงิน สว. และคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ร่วมสอบปากคำและบันทึกคำให้การพร้อมกัน เพียงแค่จัดพิมพ์คนละชุดกันเท่านั้น ยังมีอัยการร่วมสอบสวนด้วย พนักงานอัยการจะถือเป็นพยานในเหตุการณ์ เพราะพนักงานอัยการจะเห็นเลยว่านายเอกราช ช่างเหลา ในตอนให้ปากคำ ให้ปากคำปกติ สีหน้าท่าทางอากัปกิริยาปกติทุกประการ ไม่มีการถูกข่มขู่คุกคามเพื่อให้พยานให้การเท็จแต่อย่างใด จึงเป็นไปไม่ได้พยานจะถูกบังคับ ส่วนกรณีนายเอกราชมากลับคำให้การภายหลังนั้น นายเอกราชก็ไม่เคยเดินทางเข้าพบคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และคณะอนุกรรมการฯ คณะที่ 26 เพื่อขอให้บันทึกการกลับคำให้การเลย แต่กลับไปส่งเป็นหนังสือจดหมาย 1 ฉบับ แจ้งแก้ไขคำให้การไปยังประธานกรรมการการเลือกตั้งแทน

รายงานภายในคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยอีกว่า ตอนนี้สังคมต่างตั้งคำถามว่าหากนายเอกราช มีพฤติการณ์กลับคำให้การจริงๆ ในฐานะพนักงานสอบสวน ควรแจ้งความดำเนินคดีฐานให้การเท็จเข้าสู่สำนวนหรือไม่นั้น ตามหลักการแล้ว คำให้การใดเป็นจริงหรือเท็จ จะไปปรากฏในการสืบชั้นศาล เพราะการสืบชั้นศาล อัยการจะถามเลยว่า “คุณได้ให้การสองครั้ง คุณต้องยืนยันมาว่าอันไหนจริง อันไหนเท็จ“ นี่คือหลักการการสืบชั้นศาล เพราะถ้าอัยการไม่ถามคำให้การของครั้งที่พยานให้การไว้ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งไหนจริง สิ่งไหนเท็จ เพื่อจะเห็นได้เลยว่า ท้ายสุดพยานจะกลับคำให้การในชั้นศาลหรือไม่ เช่น หากพยานบอกว่า “ในคำให้การชั้นพนักงานสอบสวนเป็นเท็จ” จะนำไปสู่การดำเนินคดีความผิดฐานให้การเท็จต่อพนักงานสอบสวนได้ แต่ถ้าพยานบอกว่า “คำให้การในชั้นพนักงานสอบสวนเป็นจริง แต่ที่เบิกความในชั้นศาลเป็นเท็จ“ ก็จะเป็นความผิดในอีกมาตราคือ ฐานเบิกความเท็จต่อศาลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 จึงเป็นเหตุผลว่า ในชั้นการสืบชั้นศาล จะเห็นข้อเท็จจริงมากกว่า

รายงานภายในคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยอีกว่า ส่วนกรณีว่าในสำนวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ของDSI จะดำเนินคดีอาญาต่อกลุ่มกรรมการบริหารพรรค ผู้มีตำแหน่งทางการเมือง หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ที่ถูกปัดตกจากสำนวนและมติของ กกต. ได้หรือไม่นั้น เรื่องนี้พิสูจน์ได้จากพยานหลักฐานเท่านั้น ถ้ามีความเชื่อมโยงไปถึงบุคคลใด คณะพนักงานสอบสวนก็ต้องพิจารณาดำเนินคดีแจ้งข้อกล่าวหาเช่นเดียวกัน แม้บุคคลนั้นจะไม่ถูกมติวินิจฉัยชี้ขาดของ กกต. ในข้อกล่าวหาที่ 1 และข้อกล่าวหาที่ 2 ก็ตาม

ทั้งนี้มีรายงานข่าว ระบุด้วยว่า พฤติกรรมส่อพิรุธของกกต.คือการปฏิเสธไม่รับหลักฐานจากดีเอสไอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาพกล้องวงจรปิดของรถบุคคลสำคัญต่างๆ ขับเข้าไปในโรงแรมที่เกี่ยวข้องในขบวนการจัดฮั้ว สว. เรื่องพิกัดการใช้งานโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น และยังมีพฤติกรรมของคนบางกลุ่มในฝ่ายการเมืองที่มีการบีบคั้นกดดันสั่งเบรกไปยังสำนักงานที่เกี่ยวข้องกับการให้เอกสารและข้อมูลเกี่ยวกับการเงินมายังDSI