หน้าแรก การเมือง ‘ไอติม’ ชี้มต...

‘ไอติม’ ชี้มติ กกต.คดีฮั้วสว. ทำเป็นมองไม่เห็น ‘ช้าง 3 ตัว’ จี้เปิดมติ-ส่งสำนวนทั้งหมดให้ศาลฎีกา

18.09.26 | 16:05 น.

‘ไอติม’ ชี้มติ กกต.คดีฮั้วสว. ทำเป็นมองไม่เห็น ‘ช้าง 3 ตัว’ จี้เปิดมติ-ส่งสำนวนทั้งหมดให้ศาลฎีกา

เมื่อวันที่ 18 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “พริษฐ์ วัชรสินธุ – ไอติม – Parit Wacharasindhu”


แสดงความคิดเห็นต่อมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในคดีฮั้วสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยระบุว่า ท่ามกลางหลักฐานจำนวนมาก กกต.เสียงข้างมากกลับมีมติส่งฟ้องต่อศาลเพียง 77 คน น้อยกว่าความเห็นของคณะไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่งเสนอ 229 คน และความเห็นของเลขาธิการ กกต.ที่เสนอ 140-200 คน

นายพริษฐ์ระบุว่า ในจำนวน 77 คนดังกล่าว มี สว.เพียง 26 คน และบุคคลที่เป็นแกนนำพรรคภูมิใจไทย ทั้งรัฐมนตรี สส. หรือกรรมการบริหารพรรค เพียง 1 คน พร้อมแสดงความเห็นว่า มติดังกล่าวขัดกับหลักการ หลักกฎหมาย และหลักฐาน จนเข้าข่ายเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของ กกต. และเปรียบว่าเป็นการทำเป็นมองไม่เห็น “ช้าง 3 ตัว”

“ช้างตัวที่ 1” นายพริษฐ์ระบุว่า คือความเป็น “ขบวนการ” ของการทุจริตเลือก สว. โดยมองว่า กกต.เสียงข้างมากพยายามแยกพิจารณาเหตุการณ์และบุคคลออกจากกัน ทั้งที่หลักฐานหลายส่วนในความเห็นของตนสะท้อนความเชื่อมโยง ไม่ว่าจะเป็นโพยที่มีหมายเลขผู้สมัครมากกว่า 130 คน สถิติการลงคะแนนที่มีรูปแบบใกล้เคียงกันใน 19 จาก 20 กลุ่ม การรวมตัวตามสถานที่ที่ถูกระบุว่าเป็นศูนย์ทำโพย รวมถึงการรวมตัวของ สว.หลายสิบคนเพื่อ “ปฐมนิเทศ” ที่โรงแรมพูลแมน หลังได้รับเลือก

Advertisement

นายพริษฐ์ยังอ้างถึงข้อมูลสัญญาณโทรศัพท์ที่ระบุว่า มี สว.อย่างน้อย 40 คนอยู่บริเวณโรงแรมพูลแมนในวันดังกล่าว ในจำนวนนี้มี 10 คนจาก 26 คนที่ กกต.มีมติส่งฟ้อง พร้อมตั้งคำถามว่า หากบุคคลเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในขบวนการเดียวกัน เหตุใดจึงมีการรวมตัวกันก่อนเริ่มปฏิบัติหน้าที่

ส่วน “ช้างตัวที่ 2” คือสิ่งที่นายพริษฐ์มองว่าเป็นความเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย โดยระบุว่า แม้ กกต.เสียงข้างมากไม่ได้มีมติส่งฟ้องแกนนำพรรค แต่ในกลุ่ม 77 คนมีบุคคลหลายรายที่มีความเกี่ยวข้องกับพรรคในหลายสถานะ

นายพริษฐ์ยังกล่าวถึงคำให้การของเอกราช ช่างเหลา พยานรหัส 16/26 รวมถึงข้อมูลประวัติการโทรศัพท์ของบุคคลที่นายพริษฐ์ระบุว่ามีความเกี่ยวข้องกับทีมงานของผู้บริหารพรรค โดยอ้างว่ามีการโทรศัพท์ถึง สว.อย่างน้อย 19 คน รวมไม่น้อยกว่า 62 ครั้ง ในช่วง 80 วัน ตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน-9 กันยายน 2567

อย่างไรก็ตาม นายพริษฐ์ระบุด้วยว่า ประวัติการโทรศัพท์เพียงอย่างเดียวยังไม่สามารถสรุปได้ว่าบุคคลดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการทุจริตเลือก สว.หรือไม่ แต่เห็นว่า กกต.ควรอธิบายข้อสงสัยเกี่ยวกับการติดต่อดังกล่าว

สำหรับ “ช้างตัวที่ 3” นายพริษฐ์ระบุว่า คือมาตรฐานของ กกต.เองในอดีต โดยยกกรณีที่ กกต.เคยสั่งฟ้องคดีซึ่งมีหลักฐานเป็นแชตไลน์ระหว่างผู้สมัคร 2 คนที่จับคู่แลกคะแนนกัน มาเปรียบเทียบกับกรณีปัจจุบัน ซึ่งมีผู้สมัครมากกว่า 130 คนปรากฏอยู่ในโพย แต่ กกต.ไม่ได้มีมติส่งฟ้องทั้งหมด

นายพริษฐ์เสนอว่า อย่างน้อย กกต.ควรดำเนินการ 4 เรื่อง ได้แก่ เปิดเผยมติในทุกข้อกล่าวหา พร้อมรายละเอียดการลงคะแนนและความเห็นของ กกต.แต่ละคน, ส่งสำนวนทั้งหมดทั้งของคณะไต่สวนชุดที่ 26 ความเห็นของเลขาธิการ กกต. และคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 ให้ศาลฎีกา, เดินหน้าสืบสวนหลักฐานอื่นที่ปรากฏต่อสาธารณะแต่ยังอยู่นอกสำนวน และหากการไต่สวนของศาลพบหลักฐานใหม่ที่เชื่อมโยงถึงบุคคลอื่น ก็ควรรื้อฟื้นการสืบสวนเพื่อพิจารณาดำเนินการเพิ่มเติม

ช่วงท้าย นายพริษฐ์กล่าวถึงมติกรณีแกนนำพรรคภูมิใจไทย 12 คน ซึ่งระบุว่า กกต.มีมติ 5 ต่อ 2 ไม่ส่งฟ้อง พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงที่มาของ กกต.บางราย และตั้งคำถามเรื่องความขัดกันแห่งผลประโยชน์ รวมถึงความเป็นอิสระและความเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่

นายพริษฐ์ทิ้งท้ายว่า หาก กกต.ยังคงใช้อำนาจในลักษณะที่ถูกตั้งคำถามว่าเป็นการ “ต่างตอบแทนกันทางการเมือง” ย่อมกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อความเป็นอิสระ ความสุจริต โปร่งใส เป็นกลาง และเที่ยงธรรมขององค์กร