หน้าแรก การเมือง ทร.ไขปมซื้อ‘เ...

ทร.ไขปมซื้อ‘เรือฟริเกต’ การันตี‘คุ้มค่า-ไม่ล็อกสเปก’

19.09.26 | 09:04 น.

ทร.ไขปมซื้อ‘เรือฟริเกต’
การันตี‘คุ้มค่า-ไม่ล็อกสเปก’


 

พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์
ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.)

กองทัพเรือมีความตั้งใจที่จะสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงการที่สำคัญต่อความมั่นคงของชาติ และใช้เงินจากภาษีของประชาชนที่มีมูลค่าสูง และอยู่ในความสนใจของประชาชน จนมีความห่วงใย และเกิดคำถามมากมายในหลากหลายแง่มุม ในช่วงที่ผ่านมา มีการนำเสนอข้อมูลผ่านสื่อมวลชนและโซเชียลมีเดีย โดยบางครั้งข้อมูลมีความคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง ไม่ตรงกับข้อเสนอที่แต่ละบริษัทยื่นต่อกองทัพเรือ นำไปสู่ความเข้าใจผิดและความสับสน เกิดข้อกังขาต่อโครงการนี้ จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ตนในฐานะผู้นำกองทัพเรือจะสร้างความกระจ่างชัดด้วยข้อเท็จจริงทั้งหมด

Advertisement

ประเทศไทยเป็นชาติที่มีทะเลและเส้นทางเดินเรือ, พลังงาน, ทรัพยากร และปากท้องของประชาชน ล้วนเชื่อมโยงกับทะเลทั้งสิ้น ประเทศต่างๆ ในโลกรวมถึงประเทศไทย อยู่ในภาวะขัดแย้งระดับสูง การนำเข้าสินค้าและพลังงาน การค้าขายระหว่างประเทศ ล้วนต้องผ่านการขนส่งทางทะเลเป็นส่วนใหญ่ กว่า 90% และจะต้องรักษาอธิปไตยและการคมนาคมทางทะเลให้มีความปลอดภัย และเรือฟริเกตไม่ได้ดูเพียงเพราะอยากได้เรือลำใหม่ แต่เป็นหัวใจหลักในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติทางทะเล และการจัดหาในครั้งนี้ กองทัพเรือได้กำหนดคุณลักษณะที่เข้มข้น สูงกว่ามาตรฐานทั่วไปเป็นอย่างมาก เพื่อให้มั่นใจว่าไม่ว่าบริษัทใดที่ชนะการคัดเลือกในครั้งนี้ เรือลำนี้จะต้องเป็นเรือที่ดี มีสมรรถนะสูงในการรบ และคุ้มครองชีวิตกำลังพลของเราได้อย่างแท้จริง

ในการดำเนินการคัดเลือก ได้กำชับคณะกรรมการและเจ้าหน้าที่ทุกคนให้ยึดหลักสำคัญ 5 ประการอย่างเคร่งครัด คือ 1.ความถูกต้องตามกฎหมายระเบียบ และขั้นตอนที่ทางราชการ 2.ความโปร่งใสตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน โดยมีผู้สังเกตการณ์ภายใต้ข้อตกลงคุณธรรมกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นร่วมติดตามตั้งแต่ต้นจนจบ 3.ความเป็นธรรมและเท่าเทียมแก่ผู้ที่ยื่นข้อเสนอทุกรายตามหลักนิติธรรม 4.ความคุ้มค่าตลอดอายุการใช้งาน ไม่ใช่เพียงแค่ราคาถูกในวันส่งมอบเท่านั้น และ 5.ผลประโยชน์ตอบแทนสูงสุดต่อประเทศชาติและกองทัพเรือ ทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยีการส่งเสริมอุตสาหกรรมในประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนเน้นย้ำกับคณะกรรมการในทุกระดับอยู่เสมอ

การชี้แจงในวันนี้จะเป็นบทพิสูจน์ของกระบวนการที่ตรงไปตรงมาที่สุด ทุกบริษัทได้รับกติกาและเงื่อนไขเดียวกันตั้งแต่ต้นอย่างเท่าเทียม เปิดโอกาสให้บริษัทสอบถามจนเป็นที่แน่ใจและเข้าใจตรงกัน และการตรวจพิจารณา เมื่อมีบริษัทที่ไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขที่สำคัญที่กำหนดไว้ กองทัพเรือ โดยคณะกรรมการ จึงไม่สามารถที่จะอนุญาตให้ยื่นเอกสารเพิ่มเติมหรือแก้ไขข้อเสนอหลังเปิดซองได้ เพราะคือการทำลายความยุติธรรม เป็นการละเมิดสิทธิของบริษัทอื่นที่มีการเตรียมการมาอย่างดีและถูกต้องครบถ้วน เพราะหากเปิดช่องให้ทำเช่นนั้นจะกลายเป็นบรรทัดฐานที่ผิดกฎหมาย ทำให้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างมีปัญหาไม่รู้จบ ยืนยันว่าไม่ใช่การกีดกัน แต่เป็นการรักษากติกา และความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่ายอย่างแท้จริง

ขณะที่สเปกของเรือเปรียบเสมือนการเลือกซื้อรถยนต์ ที่แต่ละคนอาจมองต่างมุมบางคนให้ความสำคัญกับเรื่องเครื่องยนต์ ความหรูหรา ความสะดวกสบาย ความปลอดภัย ความทนทานของอะไหล่ และศูนย์บริการหลังการขาย ต่างคน จึงต่างเสนอมุมมอง ส่วนบุคคลที่ชื่นชอบและถนัด แต่สำหรับกองทัพเรือ เราอยู่กับเรือมาทั้งชีวิต เรารู้ซึ้งว่าในยามเผชิญวิกฤตทางทะเล จุดใดคือหัวใจสำคัญของความอยู่รอดและชัยชนะ กองทัพเรือไม่ได้จัดหาเรือเพื่อให้มีเพียงเรดาร์ที่ดีที่สุด หรืออาวุธที่ดีที่สุด หรือมีเครื่องยนต์ที่ทำความเร็วที่สุด อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เรามองถึงภาพรวมทั้งระบบทุกระบบจะต้องเชื่อมโยงอย่างสมบูรณ์ มีความพร้อมรบสูงการซ่อมปรับปรุงระยะยาวมีหลักประกัน และประเทศชาติได้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ และเทคโนโลยีสูงสุด

“ผมขอยืนยันต่อประชาชนว่า การตัดสินใจของคณะกรรมการทุกคน ตั้งอยู่บนข้อมูลข้อเท็จจริงและหลักฐานเชิงประจักษ์ ปราศจากการแทรกแซงใดๆ ทั้งสิ้น และกระบวนการ ทุกคนปฏิบัติหน้าที่ด้วยเกียรติและความรับผิดชอบต่อกฎหมาย และชาติบ้านเมือง ความน่าเชื่อถือซึ่งไม่ได้เกิดจากการที่เราขอร้องให้ท่านเชื่อ แต่เกิดจากทุกขั้นตอนที่เราทำถูกต้องโปร่งใสมีเหตุผล และพร้อมรับการตรวจสอบเสมอ และกองทัพเรือได้เรือที่เปรียบเสมือนเขี้ยวเล็บที่สำคัญสร้างผลประโยชน์คืนสู่ประเทศชาติ กองทัพเรือได้เรือที่ดีที่สุด และประเทศไทยได้ผลประโยชน์สูงสุด และคุ้มค่าสูงสุด”

พล.ร.อ.กรวิทย์ ฉายะรถี
ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ (ผบ.กร.)
ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารโครงการ

ตนจะทำหน้าที่แทนคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่สามารถให้คำตอบทุกคนได้ เนื่องจากยังไม่ได้เวลาตามสัญญา ดังนั้น ตนซึ่งอยู่นอกเหนือจาก พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง จึงสามารถที่จะให้ข้อมูลได้บนพื้นฐานของการเคารพกติกาทางการค้า และป้องกันผลกระทบและความเชื่อถือทางธุรกิจของผู้ที่ไม่ผ่านการคัดเลือก จึงขอสงวนชื่อของบริษัทที่ชื่อเหล่านั้น

โดย ผบ.กร.เริ่มแจงตั้งแต่ที่มาว่า กองทัพเรือได้กำหนดความต้องการไว้เป็นเอกสารทางยุทธศาสตร์ จากนั้นมีการแต่งตั้งคณะกรรมการ โดยให้ตนเองเป็นประธานกรรมการบริหารโครงการ นำไปสู่การกำหนด
ทีโออาร์และคุณสมบัติเฉพาะ โดยขั้นตอนนี้ผู้สังเกตการณ์ภาคประชาชนได้เข้ามาเริ่มตรวจสอบและนั่งด้วยทุกขั้นตอน กระทั่งมีการออกเอกสารเชิญชวนบริษัทเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ และมายื่นในวันที่ 21 เมษายน ซึ่งเมื่อครบกำหนดก็มีผู้มายื่นข้อเสนอทั้งสิ้น 6 ราย แต่ละรายยื่นเอกสารประกอบสามส่วน คือ ซองคุณสมบัติบริษัท ซองข้อเสนอทางเทคนิค และซองราคา ซึ่งตามข้อกำหนด หากไม่ผ่านคุณสมบัติในซองแรกก็ไม่จำเป็นต้องมีการเปิดซองที่ 2 และซองที่ 3

กรณีบริษัทไม่ผ่านเงื่อนไข ประกอบด้วย การที่บางรายไม่ผ่านคุณสมบัติในซองแรก โดยปัญหาที่พบ เช่น ไม่ยื่นสำเนางบการเงินหรือรายงานผลประกอบการย้อนหลัง และเอกสารหลักฐานแสดงมูลค่าสุทธิของบริษัท แสดงค่าเป็นบวกในวันสุดท้ายก่อนยื่นข้อเสนอ ซึ่งเป็นไปตามหนังสือเวียนของกรมบัญชีกลาง เรื่องมูลค่าสุทธิของบริษัทและงบการเงิน ทั้งนี้ เพื่อคัดกรองผู้ประกอบการที่มีความมั่นคงทางการเงินที่จะมาเป็นคู่สัญญาของรัฐ และลดความเสี่ยงคู่สัญญาทิ้งงาน

นอกจากนี้ พบผู้ยื่นซองอีกส่วนที่ผ่านคุณสมบัติในซองแรก แต่พบปัญหาในซองที่ 2 คือ คุณสมบัติทางเทคนิค เช่น ยื่นข้อเสนอแบบมีเงื่อนไข เช่น จะส่งมอบแบบเรือให้เมื่อได้เป็นคู่สัญญาแล้ว เนื่องจากแบบเรือนั้นเป็นลิขสิทธิ์ของกระทรวงกลาโหมประเทศนั้น หรือการตั้งเงื่อนไขเรื่องการแพร่คลื่นแม่เหล็กจากตัวเรือ หรือบางรายยื่นข้อเสนอแบบแปลนไม่ตรงตามทีโออาร์กำหนด เป็นต้น

ทั้งนี้ จากภายใต้ข้อกำหนด เมื่อพ้นกำหนดเวลายื่นซองแล้ว ไม่ให้มีการรับเอกสารเพิ่ม เพราะจะเกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ

นอกจากนี้ ภายใต้ระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง ข้อ 56 ที่กำหนดว่า ในกรณีที่มีผู้เสนอเพียงรายเดียว หรือผู้ยื่นข้อเสนอหลายรายแต่ถูกต้องตรงเพียงรายเดียว ก็ให้เสนอยกเลิก ซึ่งได้นำข้อมูลเรียนผู้บังคับบัญชารับทราบ และได้รับความเห็นให้ดำเนินต่อไป

ต่อมาคณะกรรมการบริหารโครงการก็ได้ประชุมและมีมติรับทราบให้ดำเนินการต่อ โดยมีผู้สังเกตการณ์ประชาชนรับฟัง จึงเหตุผลที่กองทัพเรือต้องเดินหน้าต่อ และมีบันทึกรายงานการประชุมไว้เป็นหลักฐานด้วย ด้วยเหตุผลที่ว่า หากยกเลิกแล้วเริ่มต้นกระบวนการใหม่ ตอนนั้นเหลือเวลาอีกสี่เดือนจะหมดปีงบประมาณ และหากยกเลิกและเริ่มต้นใหม่จะต้องใช้เวลาอีก 6-7 เดือน ซึ่งจะร่วงเลยปีงบประมาณ 2569 ไป ทำให้กองทัพเรือมีความล่าช้าในการจัดหาเรือที่ทดแทนเรือที่ปลดประจำการ และมีความเสี่ยงสูงที่งบประมาณที่ได้รับอนุมัติอาจตกไป เป็นความเสี่ยงสูงต่อการวางกำลังในการป้องกันประเทศ

โดยหลังจากได้เลือกแล้ว มีการเจรจาต่อรองราคา ทำให้สามารถลดราคาลงได้อีก 270 ล้านบาท จากมูลค่าโครงการ 17,000 ล้านบาท เหลือ 16,730 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 1.5 ของมูลค่าโครงการ นอกจากราคาที่ลดลงแล้ว เจรจาให้บริษัทมอบสิทธิประโยชน์ด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพิ่มเติมอย่างครบถ้วน เช่น ลิขสิทธิ์พร้อมแบบเรือฟริเกต รวมถึงระบบอำนวยการรบ ซึ่งรายการต่างๆ เหล่านี้จะถูกระบุไว้ในสัญญา ซึ่งจริงๆ มีมากกว่านี้

สถานะในปัจจุบัน เมื่อกองทัพเรือรับทราบผลการคัดเลือก รับผลเจรจาต่อรองข้อได้ นำเสนออนุมัติตามหลักชั้นตามขั้นตอน และได้รับการอนุมัติตามขั้นตอนต่างๆ ของหน่วยเหนือ และได้รับการอนุมัติสั่งจ้างตามขั้นตอนของกฎหมายเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้จะได้ลงนามเมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา พร้อมได้แจ้งผลการพิจารณาให้กับผู้ที่ได้รับการคัดเลือกแล้วในวันเดียวกันกับที่ประกาศลงนามผู้ชนะ แต่เนื่องจากได้มีผู้ร้องคัดค้านของทัพเรือ จึงได้ดำเนินการตามระเบียบการคลัง มีการชะลอการลงนามไว้ชั่วคราว และจะมีการส่งมอบข้อมูลทั้งหมดให้แก่คณะกรรมการพิจารณาผลการอุทธรณ์ โดยกองทัพเรือพร้อมปฏิบัติตามคณะกรรมการอุทธรณ์อย่างเคร่งครัด เพื่อให้โครงการนี้เกิดผลประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติต่อไป

พล.ร.ต.จุมพล นาคบัว
รองเจ้ากรมยุทธการทหารเรือ

เ รืือฟริเกตเป็นยุทโธปกรณ์ที่เป็นหัวใจหลักในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ซึ่งมีพื้นที่มากกว่า 320,000 กิโลเมตร และบางส่วนยังคงเป็นพื้นที่ที่มีการอ้างสิทธิทับซ้อน และพื้นที่พัฒนาร่วมกับเพื่อนบ้านหลายพื้นที่ ที่อาจมีโอกาสเกิดข้อพิพาทได้ในอนาคต โดยมูลค่าผลประโยชน์เศรษฐกิจทางทะเลทั้งหมด จากการแสวงและใช้ประโยชน์สูงถึง 17.9-24 ล้านล้านบาทต่อปี

ในสภาวะเหตุการณ์ความมั่นคงปัจจุบัน เราต้องเผชิญกับภัยคุกคามต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการรักษาความเรียบร้อยและความสงบ เช่น ปัญหาช่องแคบไต้หวัน การปิดช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงปัญหาโจรสลัดต่างๆ และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงจุดเปราะบางของเส้นทางคมนาคมทางทะเล ดังนั้นการมีเรือฟริเกตที่พร้อมและมีขีดความสามารถสูงสุด จะทำให้กองทัพเรือมีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจที่ได้รับมอบ จึงได้กำหนดความต้องการเรือฟริเกตไว้ในยุทธศาสตร์อย่างน้อย 8 ลำ เพื่อทำหน้าที่ดูแลทั้งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ซึ่งปัจจุบันเรามีเรือฟริเกตเพียง 4 ลำเท่านั้น ซึ่งมีอายุใกล้ถึงเกณฑ์ปลดประจำการ ทำให้มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องจัดหาทดแทน

สำหรับคุณสมบัติและขีดความสามารถของเรือฟริเกตนั้น ต้องมีขีดความสามารถในการพร้อมรบ 3 มิติคือ 1.มิติทางอากาศ การป้องกันภัยทางอากาศ ทั้งอากาศยาน อาวุธปล่อยนำวิถีและอากาศยานไร้คนขับ 2.มิติการรบผิวน้ำ การต่อต้านเรือผิวน้ำ การยิงสนับสนุนฝั่งด้วยปืนหรืออาวุธปล่อยนำวิถี 3.มิติใต้น้ำ ซึ่งมีพื้นที่กว้างใหญ่ ลึก และยากต่อการรบ เราจำเป็นต้องมีการค้นหาและปราบเรือดำน้ำ และขีดความสามารถในการควบคุมและบังคับบัญชาในทะเล ที่สามารถคุ้มครองเส้นทางคมนาคมทางทะเล และปฏิบัติการร่วมกับเหล่าทัพอื่นได้

ทั้งนี้ ในการกำหนดความต้องการของเรือ ระบบอาวุธ ระบบสำคัญต่างๆ จะต้องมีเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อรองรับภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น เรือต้องมีขีดความสามารถในการปฏิบัติทั้ง 3 มิติ มีระบบอาวุธสมัยใหม่ สามารถปฏิบัติการร่วมกับอากาศยานไร้คนขับในมิติต่างๆ มีขีดความสามารถในการต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีของระบบเรดาร์ ระบบตรวจการณ์สมัยใหม่ การมีระบบการเชื่อมโยงสื่อสาร tactical data link ที่สามารถแลกเปลี่ยนสถานการณ์ ข้อมูลการสั่งการกับเหล่าทัพอื่นๆ และมิตรประเทศ รวมถึงการมีตัวเรือและโครงสร้างเหนือแนวน้ำที่เป็น Stealth เพื่ออยู่รอดในการปฏิบัติการในภาวะที่มีการรบ

สำหรับแนวทางการจัดหาเรือฟริเกตให้สอดคล้องกับงบประมาณ และความจำเป็นเร่งด่วน โดยงบประมาณในการจัดหา จะมีการบรรจุในแผนงบประมาณประจำปีของกองทัพเรือแต่ละปีงบประมาณ ซึ่งเป็นการลงนามจัดหาแบบต่อเนื่อง เพื่อให้กองทัพเรือมีความพร้อมรบตามยุทธศาสตร์ คือ 8 ลำ โดยคำนวณจากความพร้อมปฏิบัติการ 4 ลำ การส่งกำลังบำรุงและเตรียมความพร้อม 2 ลำ เข้าซ่อม 2 ลำ ในระยะนี้จึงเสนอจัดหาเรือฟริเกต 4 ลำเป็นชุดในระยะยาว เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการซ่อมบำรุง และการคำนึงถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเรือในประเทศ โดยได้กำหนดให้บริษัทคู่สัญญามีแผนดำเนินการพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยีการต่อเรือที่สามารถต่อยอดในการพัฒนาองค์ความรู้ ในการพึ่งพาตัวเองในระยะยาว