‘ณัฐวุฒิ’ ปาฐกถาพิเศษ ‘เว็บไซต์คนเสื้อแดง’ มองสองทศวรรษรัฐประหาร 19 กันยาฯ คือ ‘20 ปี’ ที่หยุดยั้งพัฒนาการการเมืองไทย – ประชาธิปไตยถูกทำลาย – องค์กรอิสระถูกใช้เป็นเครื่องมือทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม ปลุกพลังคนรักประชาธิปไตย ต้องมีความหวัง ตราบใดที่ประชาชนไม่ยอมแพ้ อำนาจอื่นไม่มีวันชนะ
รัฐประหาร – เมื่อวันที่ 19 กันยายน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ คนเสื้อแดง ปาฐกถาพิเศษ ‘สองทศวรรษ รัฐประหาร 19 กันยา 49’ ผ่านเว็บไซต์คนเสื้อแดง ( https://khonsueadaeng.com ) ในวาระ 20 ปีเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ว่า รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 คือ รัฐประหารครั้งที่ 12 ในรอบ 74 ปีของระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย คิดโดยเฉลี่ยประเทศนี้มีการรัฐประหาร 6 ปีกว่าๆ ต่อหนึ่งครั้ง ซึ่งผลในทันทีของการรัฐประหารคือฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตย ที่ก่อเกิดจากพลังประชาธิปไตยในการณรงค์สนับสนุน และเป็นผลผลิตจากดอกผลการต่อสู้ของประชาชนในเดือนพฤษภาคม ปี 2535 ที่ถูกบันทึกในประวัติศาสตร์ว่าพฤษภาทมิฬ ซึ่งการฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 จึงเท่ากับการทำลายล้างจิตวิญญาณของพฤษภาทมิฬ เหยียบย่ำการต่อสู้และเสียสละของวีรชนในครั้งนั้น และผลที่ตามมาของการรัฐประหาร นอกเหนือจากการโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของพรรคไทยรักไทย นำโดย ดร.ทักษิณ ชินวัตร แล้วยังเป็นการหยุดยั้งพัฒนาการทางการเมือง พัฒนาการของนโยบายและหยุดยั้งโอกาสและชีวิตใหม่ของประชาชนที่กำลังลืมตาอ้าปากจากนโยบายของรัฐบาลที่คนส่วนใหญ่เลือกมา
ผมเชื่อมั่นว่า ตลอดเวลาของระบอบประชาธิปไตยไทยจนถึงปัจจุบัน ช่วงเวลา 4 ปีของรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ตั้งแต่ปี 2544 ถึง 2548 คือช่วงเวลาที่ระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทยฉายชัดและสมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เรามีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน มีรัฐบาลจากการเลือกตั้งและมีรัฐบาลผสมที่อยู่ครบเทอมครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เราสัมผัสกับเสถียรภาพทางการเมืองจากการเลือกตั้งของประชาชน และรัฐบาลชุดนั้น คือรัฐบาลที่นำนโยบายของพรรคการเมืองที่ประกาศไว้ในสนามเลือกตั้งเป็นนโยบายของรัฐบาล สร้างสิ่งที่เรียกว่า ประชาธิปไตยกินได้ แต่น่าประหลาดที่สภาพดังกล่าวกลับไม่ถูกอกถูกใจพลังอำนาจนิยม ไม่เป็นที่ยอมรับของขบวนการอำนาจนอกระบบทั้งหลายที่ถักทอโยงใยกันเป็นเครือข่ายทางผลประโยชน์และเครือข่ายทางอำนาจที่ครอบคลุมสังคมไทยมายาวนาน ในที่สุดก็มีการเคลื่อนไหวจนนำไปสู่การรัฐประหาร และโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน
หลังการรัฐประหารได้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ซึ่งมองเห็นได้ชัดว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนั้นต้องการที่จะตอบสนองต่อแผนบันได 4 ขั้นของ คมช. ซึ่ง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร เคยได้กล่าวเอาไว้ โดยเส้นชัยสำคัญ คือการทำให้พรรคการเมืองขั้วตรงข้ามของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก่อนการยึดอำนาจเข้ามายึดกุมอำนาจบริหาร จึงมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขกฎกติกาการเลือกตั้งอย่างมีนัยสำคัญ แต่เมื่อมีการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 พรรคการเมืองที่สืบทอดเจตนารมณ์การทำงานมาจากพรรคไทยรักไทย คือ พรรคพลังประชาชน ยังคงได้รับคะแนนเป็นอันดับหนึ่ง ชนะเลือกตั้งและตั้งรัฐบาล ทำให้ขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อโค่นล้มรัฐบาลขับเคลื่อนทันที จนมีการปลดนายกฯ อีก 2 คนติดต่อกัน คือนายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ มี ‘การตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร’ และเพื่อปกปักษ์รักษาอำนาจให้กับรัฐบาลชุดนั้น มีการใช้กำลังเจ้าหน้าที่รัฐพร้อมอาวุธสงครามครบมือ ปราบปรามเข่นฆ่าประชาชนผู้รู้เท่าทันและออกมาส่งเสียงเรียกร้องการเลือกตั้ง เรียกร้องอำนาจให้กลับคืนสู่มือของเจ้าของอำนาจคือประชาชนทั้งประเทศ
รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ได้ทำให้เห็นภาพ 2 เรื่องสำคัญที่ประวัติศาสตร์การเมืองไทยไม่เคยปรากฏพบ คือ 1. ภาพรัฐบาล พรรคการเมืองและนายกรัฐมนตรีผู้ถูกยึดอำนาจ ประกาศการต่อสู้ ต่อต้านต่อคณะรัฐประหารตั้งแต่นาทีแรก และยังคงยืนหยัดต่อสู้ต่ออำนาจ ต่อกระบวนการและต่อกลไกภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ตามวิถีทางรัฐสภา จนชนะเลือกตั้งกลับเข้าสู่อำนาจบริหารได้และยืนหยัดยาวนานอย่างเช่นรัฐบาลพรรคไทยรักไทย อย่างเช่นอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร และ 2.การปรากฏขบวนการของประชาชนในระดับฐานราก ชาวบ้าน ชาวไร่ชาวนาที่ลุกขึ้นยืนต่อสู้และเคลื่อนพลังการต่อสู้ รวมตัวกันส่งเสียงตะโกนก้องเรียกร้องอำนาจอธิปไตยซึ่งเป็นของตนโดยชอบต่อเนื่องยาวนาน ซึ่งถูกบันทึกในประวัติศาสตร์การเมืองไทยว่า ‘คนเสื้อแดง’ ที่แสดงให้เห็นว่ามีหัวใจและมีเกียรติยศศักดิ์ศรี แม้ว่าการต่อสู้นั้นจะแลกมากับการสูญเสียชีวิต สูญเสีย อิสรภาพ และสูญเสียอีกหลายอย่างนานัปการ
การปรากฏขึ้นของ 2 ประเด็นดังกล่าวทำให้การต่อสู้คัดง้างระหว่างพลังอำนาจนิยม ซึ่งเป็นขบวนการที่ทำให้เกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 กับพลังฝ่ายเสรีนิยมของประชาชน ยืดเยื้อต่อเนื่องยาวนานมาจนถึงขณะนี้และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดการรัฐประหารอีกครั้งในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ภายใต้วาทกรรมที่อธิบายว่า รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 คือรัฐประหารเสียของ
แต่กระนั้น การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ก็ได้กลายเป็นพิมพ์เขียวและต้นแบบของการก่อการอีกครั้งในปี 2557 ถ้าเราเอาไทม์ไลน์ตั้งแต่การเริ่มต้นก่อตัวของมวลชนต่อต้านและขับไล่รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร มาทาบจับกับสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงของการต่อต้านและขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จนเกิดรัฐประหาร จะเห็นว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นภาพเดียวกัน ลำดับขั้นตอนของเหตุการณ์แทบจะไม่ได้ต่างกัน แต่รัฐประหาร 2557 มีส่วนต่อขยายเพิ่มเติม เพื่อสร้างหลักประกันว่าจะสามารถทำให้พรรคการเมืองในขั้วอำนาจนิยมเข้าสู่อำนาจบริหาร จัดตั้งรัฐบาลได้ในปลายทาง
ผลพวงของรัฐประหาร 2549 อีกเรื่องหนึ่งคือเจตนารมณ์ที่จะมีกลไกตรวจสอบที่เป็นอิสระจากอำนาจรัฐ ทำหน้าที่ค้ำยันและคานอำนาจ มิให้ฝ่ายบริหารซึ่งแม้จะมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ดำเนินการใดๆ โดยไร้ซึ่งกลไกตรวจสอบที่เข้มแข็งได้ คือ ‘องค์กรอิสระ’ กลับถูกทำให้กลายเป็นเครื่องมือในการจัดการกับรัฐบาลเลือกตั้ง จะถูกทำให้กลายเป็นอาวุธสำคัญในมือของกลไกอำนาจนิยม ที่อำนาจบริหารจากการเลือกตั้งของประชาชนไม่ สามารถรับมือได้จนถึงขณะนี้ จนองค์กรอิสระกลายเป็นอิสระจากประชาชน อิสระจากเจ้าของอำนาจอธิปไตย อิสระจากกลไกตรวจสอบทั้งหลาย
“การที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้การเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายน 2549 เป็นโมฆะ คือหลักกิโลเมตรที่หนึ่งที่ทำให้หลักกิโลเมตรต่อๆ มา ทั้งกลไกอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ขององค์กรอิสระและอื่นๆ ได้ถูกใช้ตามความประสงค์ของกลุ่มอำนาจ และด้วยเหตุปัจจัยเหล่านี้ จึงทำให้รัฐบาลเลือกตั้งหลังรัฐประหารปี 2549 โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีที่มาจากพรรคการเมืองซึ่งชนะเลือกตั้งมีอันเป็นไปจากคำวินิจฉัยและกลไกขององค์กรอิสระทั้งสิ้น อันมองได้ว่าเป็นการส่งต่อเจตนารมณ์ของฝ่ายอำนาจนิยม ที่จะไม่ยินยอมไม่พร้อมใจให้กับพรรคการเมืองที่ตนไม่พึงประสงค์ ยืนยงอยู่ในการทำหน้าที่บริหารได้”
ต่อมารัฐธรรมนูญปี 2550 ได้ถูกฉีกทำลายลงอีกครั้งในปี 2557 นำมาสู่การร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 ภายใต้เจตนารมณ์เดิม ก็คือต้องการให้พรรคการเมืองของฝ่ายอำนาจนิยมชนะเลือกตั้ง ยิ่งทำให้เห็นได้ชัดเจนว่า การรัฐประหารและร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับนี้ขึ้นมาได้ทำให้ความหมายและราคาของรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศเป็นเพียงแค่เครื่องมือในการสกัดและจัดการกับฝ่ายการเมืองตรงกันข้าม และถ้าจะพูดกันให้ถึงที่สุด เจตนารมณ์และเป้าหมายของรัฐธรรมนูญ 2550 และรัฐธรรมนูญ 2560 คือการสกัดเซาะกร่อนบ่อนทำลายพลังทางการเมืองของพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย
สำหรับสภาพการเมืองในปัจจุบัน เมื่อพรรคการเมืองซึ่งถูกมองว่าเป็นพรรคการเมืองในฟากฝ่ายอำนาจนิยมสามารถชนะเลือกตั้ง จึงเท่ากับว่าเจตนารมณ์ตั้งต้นของรัฐธรรมนูญปี 2550 ย้อนหลังไปถึงเจตนารมณ์แท้จริงของรัฐประหาร 2549 ได้บรรลุผลแล้ว แม้จะมีเหตุการณ์อื่นใดที่เป็นแรงหนุนส่งให้เกิดรัฐบาลแบบปัจจุบันให้เกิดผลการเลือกตั้งแบบครั้งที่ผ่านมาก็ตาม แต่สิ่งที่เราต้องยอมรับความจริงก็คือ ตราบเท่าที่กลไกอำนาจรัฐได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ทุกฝ่ายก็ต้องเคารพต่อการตัดสินใจนี้
“สองทศวรรษนี้เดินมาถึงวันนี้ ได้ทำให้กลไกของการเมืองไทยถอยหลังไปสู่ยุคก่อนรัฐธรรมนูญ 2540 เป็นเวลา 20 ปีที่คนไทยทั้งประเทศสัมผัสกับสถานการณ์ที่รัฐบาลจากการเลือกตั้งไม่เคยมีสมาธิในการทำงาน บริหารนโยบาย ทุกรัฐบาลที่ชนะเลือกตั้งต่างต้องพะวักพะวงอยู่กับการโค่นล้ม อยู่กับอำนาจขององค์กรอิสระ อยู่กับกลเกมทางการเมืองที่คอยฉุดรั้งการผลักดันนโยบาย มันทำให้ประชาชนจำนวนมากเริ่มรู้สึกว่าการเลือกตั้งซึ่งเคยนำมาสู่ระบอบประชาธิปไตยที่กินได้ การเลือกตั้งที่เคยทำให้พวกเขาได้รัฐบาลที่ทำงานได้จริง ผลักดันนโยบายได้จริง แก้ปัญหาได้จริง มันห่างไกลออกไปทุกที จนในที่สุดก็เกิดกลายเป็นความจริงที่น่าเจ็บปวดว่าประชาชนจำนวนไม่น้อยตัดสินใจตามเหตุปัจจัยเฉพาะหน้า ด้วยสภาพความยากลำบาก ด้วยสถานการณ์ร้ายแรงทางเศรษฐกิจ ด้วยความหวังของชีวิตที่ถูกทำให้ริบหรี่ลงตลอดเวลา และทำให้ความหมายของการเลือกตั้ง อย่างน้อยที่สุดนับตั้งแต่ปี 2544 แปรเปลี่ยนกลับกลายและอ่อนโทรมลง”
.
อย่างไรตามความหวังยังต้องคงอยู่ มองไปข้างหน้าและเชื่อมั่นว่าวันหนึ่งกลไกประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาผ่านการเลือกตั้งจะนำพาบ้านเมืองกลับมาสู่จุดที่เข้มแข็งและงดงามได้อีกครั้ง แม้พลังของฝ่ายประชาธิปไตยอาจจะยังไม่ใช่ขับเคลื่อนอย่างรวดเร็ว ห้าวหาญ และท้าทายเหมือนหลายช่วงเวลาที่ผ่านมา แม้จะก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ก็ยังต้องเดินอย่างไม่หยุดยั้งจนวันหนึ่งถึงเป้าหมาย
ผมยังคงเชื่อมั่นในพลังของผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ยังคงเชื่อมั่นในการตัดสินใจของประชาชนผ่านการเลือกตั้งเสมอ และยังคงเชื่อว่าไม่มีระบอบการปกครองใดที่จะเหมาะสมและถูกต้องต่อพัฒนาการของสังคมไทยเท่ากับระบอบประชาธิปไตย ที่เราเป็นและเดินทางร่วมกันมา ในวาระสองทศวรรษของการรัฐประหาร 2549 จึงต้องมองมันอย่างเข้าใจ เก็บรับและสรุปบทเรียนให้ได้ เพื่อเป้าหมายในวันข้างหน้า ตราบใดที่พี่น้องประชาชนยังไม่ยอมแพ้ พลังอำนาจใดๆ ที่คอยจะบิดเบือนเจตนารมณ์ของประชาชนก็ยังไม่ชนะ และเชื่อมั่นว่ามีแต่วิถีทางประชาธิปไตยที่จะทำให้บ้านเมืองกลับสู่แนวทางที่ควรจะเป็นและจะทำให้ประเทศเป็นของคนไทยทุกคนที่จะทำให้เจตนารมณ์ของประชาชนกำหนดทิศทางของบ้านเมือง
.
ติดตามเนื้อหาฉบับเต็มได้ที่ : https://youtu.be/jIK5FI_3lsE?si=0KO3it5ie3ZJgwYg
www.facebook.com/KhonSueaDaeng/videos/1087112867196739



